European Nights @แอนฟิลด์

11 December 2018
803 VIEWS

ชัยชนะ “ถล่มทลาย” ในเกมเยือนเหนือบอร์นมัธ 4-0 โดย โม ซาลาห์ กด “แฮตทริก” ได้สำเร็จจัดว่ามาถูกที่ ถูกเวลาก่อนศึกใหญ่ที่สุดประจำฤดูกาลนี้กับนาโปลีในนัด “ชี้ชะตา” ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก 2018/19 ของลิเวอร์พูล

ครับ ไม่เพียงแต่ชนะ และรักษาสถิติไม่แพ้ใครหลังผ่านไปแล้ว 16 แมตช์พรีเมียร์ลีก

ทว่า ตำแหน่ง “จ่าฝูง” และโอกาสในมือกับแชมป์แห่งครึ่งฤดูกาล (19 นัด) ได้ขยับใกล้เข้ามาพร้อม ๆ กับคำว่า “มั่นใจ”

ก่อนเกมสุดสัปดาห์ “แดงเดือด” กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 16 ธ.ค.

ที่จะมีแมตช์รับมือ นาโปลี ในแอนฟิลด์ ค่ำคืนวันนี้ อังคารที่ 11 ธ.ค.เวลาตี 3 “คั่นกลาง”

เรียกได้ว่า ในบ้าน 2 แมตช์สำคัญนี้ สำคัญก็จริง และมี “ความยาก” ก็ใช่

แต่ก็เป็น “จังหวะ” การมาในช่วงที่ทีมกำลังมีความมั่นใจพอดิบพอดี

จะมีความน่าเสียดายบ้างก็ตรงที่ โจ โกเมซ ได้รับบาดเจ็บตั้งแต่เกมกับเบิร์นลีย์ (ลุ้นลอฟเรน สมบูรณ์ หรือไม่ก็ต้อง มาติป) แต่ก็ “แลกมา” ซึ่งผลงานการยิง 10 ประตูเข้าไปแล้วในลีกประกอบกับ 4 แอสซิสต์

ติด “ทำเนียบ” มีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ประตูมากที่สุดในพรีเมียร์ลีก (14 ประตูในคนเดียว) ของ โม ซาลาห์

นั่นคือ “ภาพรวม” ของลิเวอร์พูลก่อนศึกใหญ่ที่อาจจะเป็นอีกค่ำคืน European night ของทีมนะครับ

เข้าใจได้ครับว่า บอร์นมัธ ของเอ็ดดี้ ฮาว ไม่มีคัลลัม วิลสัน เพราะเจ็บกล้ามเนื้อโคนขามา “ข่มขู่” เกมรับหงส์แดง ขณะที่เกมรับทั้ง สตีฟ คุ๊ก กับคืนฝันร้าย และนาธาน อาเก้ รวมถึงเพื่อน ๆ ก็ปล่อยพื้นที่ให้ ซาลาห์ และแนวรุกหงส์แดงมากไป

เกมรับลักษณะนี้เรียกว่าไม่มีความ aggressive หรือไม่ดุดัน แม้จะเห็นคุ๊ก พยายามจะสอยซาลาห์ตอนหลุดไปยิงประตูที่ 2 ก็ตามที

แต่รวม ๆ แล้ว นักเตะลิเวอร์พูลที่ตั้งใจบุกมาเก็บ 3 แต้มก็เล่นได้ดีเช่นเดียวกัน

ผมจึงไม่เลือกมองอะไรซับซ้อนมากกว่า “พอใจ” กับผลงานเกมนี้ที่เปรียบเสมือนแมตช์ “อุ่นเครื่อง” ก่อน 2 เกมสำคัญข้างต้น

กับนาโปลีของ คาร์โล อันเชล็อตติ เราน่าจะได้เห็นเกมเพรสซิ่ง และการรุก “ดุดัน” ในระดับมากกว่า “มาตรฐาน” ฤดูกาลนี้ของเยอร์เก้น คลอปป์

เพราะเป็นเกมที่หงส์แดงต้องชนะ 1-0 หรือด้วย “ผลต่าง” 2 เม็ดขึ้นไป เช่น 3-1, 4-2

เราคงไม่ได้เห็นเกม “เน้นผล” แล้วแพ้ 0-1 ท้ายเกมแบบนัดแรกที่เมืองเนเปิ้ล และนี่แหละครับจะเป็นแมตช์ทดสอบ คลอปป์ และเด็ก ๆ แบบ “ขีดสุด” ชนิดไร้ข้ออ้าง

เรียกว่า ต้อง “ใส่เต็ม” เพราะจะมีเวลาพัก 5 วันอัน “พอเพียง” กับการเตรียมแมตช์ปะทะแมนฯยูไนเต็ดที่ทัพปิศาจแดงจะมีเวลาพักน้อยกว่า 1 วัน แถมต้องออกเยือนบาเลนเซียต่อด้วยแอนฟิลด์ (แม้ โจเซ่ มูรินโญ่ จะพักนักเตะได้บ้างหลังผ่านทะลุรอบแบ่งกลุ่ม UCL แล้วก็ตาม)

อย่างไรก็ดีครับ นาโปลี ก็ถือว่าเป็นทีมกำลังเข้าฝัก เพราะยังไม่แพ้ในยุโรป และฤดูกาลนี้เพิ่งจะพ่ายนัดเดียวให้ยูเวนตุส 1-3 ช่วงเดือนกันยายนตอน “อันเช่” เพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง

เกมล่าสุดก็เปิดบ้านถล่มโฟรซิโนเน่ 4-0 ด้วยการพักนักเตะหลักหลายคนเช่นกัน แต่ก็ยังชนะได้แบบชิว ๆ

ขุนพลตัวหลักยังอันตราย คูลิบาลี คง “ยิ่งคัน” อยากสำแดงฝีเกือกให้ประจักษ์, กาเยฆอน/ฟาเบียน รุยซ์ ลุยริมเส้น, ฮัมซิก ประจำกลาง, อินซิเญ่ และเมอร์เท่นส์ ก็น่ากลัว

จะว่าไป นาโปลี ก็ “มั่นใจ” และมีโอกาสบุกมาเก็บผลการแข่งขันที่ต้องการได้เช่นกันในเกมที่จะเป็นการเจอกันของ 2 ทีมฟอร์มดีเหมือน ๆ กัน

เขียนถึงตรงนี้ อาจจะดูเหมือนผม “สับสน” และหาทางลงไม่เจอว่าจะ “จบ” อย่างไรกับบทวิเคราะห์นะครับ

ก็มีส่วนถูกนะครับ เพราะทุกปัจจัยล้วนมีผลต่อผลการแข่งขัน และนาโปลีไม่ได้เป็นรอง หรือดูใกล้เคียงกันมาก

ฉะนั้น มันคงไม่มีอะไรมากไปกว่า “เสียงเชียร์” และบรรยากาศในค่ำคืนฟุตบอลยุโรป European Nights ในแอนฟิลด์อีกแล้วครับที่จะเป็น “ปัจจัย” ตัดสินสำคัญ

ไม่เชื่อลองเสิร์ชคำว่า ‘European Nights at Anfield’ ดูนะครับ จะเจอแมตช์พิเศษ ๆ ในบอลยุโรปมากมายจนถึงนัดถล่มแมนฯซิตี้ 3-0 ต่อด้วยโรม่า 5-2 ก่อนเข้าชิงฯ UCL ซีซั่นที่ผ่านมา

ครับ ลิเวอร์พูลมักจะได้ชื่อว่า ชอบทำอะไร “ให้ยาก” กว่าที่ควรจะเป็นโดยเฉพาะในเกมยุโรป แต่สุดท้ายจะด้วย “ปาฏิหาริย์” หรืออะไรก็แล้วแต่จาก “พลังเชียร์” ในแอนฟิลด์

ทุกอย่างสามารถเกิดขึ้นได้พร้อม ๆ กับการ “จารึก” หน้าประวัติศาสตร์อีกครั้งของสโมสรครับ