อังกฤษต้องสร้างแกซซ่า

11 September 2018
584 VIEWS

ก่อนเกมอุ่นเครื่องทิ้งทวนโปรแกรมเดือนนี้กับสวิตเซอร์แลนด์ ผลงานของ “สิงโตคำราม” อังกฤษ เขียนว่า “แพ้ 3 นัดรวด”

แพ้โครเอเชีย 1-2 ในรอบตัดเชือกฟุตบอลโลก ตามด้วยแพ้เบลเยี่ยม 0-2 ในนัดชิงอันดับสาม และสด ๆ ร้อน ๆ ออกสตาร์ตทัวร์นาเมนท์ใหม่ “ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก” แพ้คาบ้านต่อสเปน 1-2

กระแสฟีเวอร์ของแฟนบอลอังกฤษ หลังทีมของแกเร็ธ เซ้าธ์เกต ทำผลงานดีที่สุดในฟุตบอลโลกนับตั้งแต่อิตาเลีย  90 จืดจางซาลงอย่างรวดเร็ว

เพราะความจริงปรากฏเป็นที่ประจักษ์ว่าอันดับสี่ในเวิลด์ คัพ เป็นพียงการอุปโลกน์ขึ้นเท่านั้น

พวกเขายังคงตามหลังบรรดาทีมระดับท็อป อย่างน้อยก็ก้าวสองก้าว

คริส วอดเดิ้ล ตำนานปีกจอมเลื้อยในยุค 80 และ 90 ให้ความเห็นว่าสิ่งที่อังกฤษ ชุดนี้ยังขาดคือผู้เล่นมิดฟิลด์ที่สามารถสร้างความแตกต่างได้ด้วยตัวเอง หรือเรียกว่า game-changer

พอล แกสคอยน์ คือนักเตะพรรค์นั้่นคนสุดท้ายในสีเสื้อสิงโตคำรามตามนิยามของวอดเดิ้ล

ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ถูกพูดถึงว่ามีส่วนใกล้เคียงกับบทบาทสร้างสรรค์เกมในทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี้ และทำได้ถึง 23 ประตูในซีซั่นก่อน

แต่วอดเดิ้ล ถามกลับว่ามันแปลกตรงไหนเมื่อคุณอยู่ในทีมที่เล่นเกมบุกแบบถอยหลังไม่เป็น

ดีเอ็นเอของสเตอร์ลิ่ง คือตัวรุกด้านข้าง แต่ไม่ใช่ตัวจบสกอร์ และยิ่งไม่ใช่ตัวเปลี่ยนเกม

เช่นเดียวกับเดเล่ อัลลี และเจสซี่ ลินการ์ด มิดฟิลด์ตัวหลักอีกสองคนในทีมของเซ้าธ์เกต

วอดเดิ้ล เล่าถึงสมัยที่ติดทีมชาติว่าอังกฤษ แต่ละยุค มีตัวเลือกหลายคนในบทบาท game-changer

ทั้งเกล็น ฮอดเดิ้ล, ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์, จอห์น บาร์นส์ มาถึงพอล แกสคอยน์, สตีฟ แม็คมานามาน, เดวิด แพล็ตต์ รวมถึงตัวเขา

นักเตะจำพวกนี้ มักไม่ฟังกุนซือ กล้าเล่น ไม่กลัวเสียบอล มีความเชื่อมั่นตัวเองสูง บางครั้งอาจดูน่าหงุดหงิด แต่ทีมเก่ง ๆ จำเป็นต้องมี นี่คือตัวแปร X ถ้าหวังจะก้าวพ้นจากความเป็นทีมดาด ๆ ธรรมดา

แล้วปัญหาของอังกฤษ คืออะไร ในเมื่อเป็นชาติที่ร่ำรวย มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพียบพร้อม มีสถานที่ฝึกซ้อมระดับหกดาว

วอดเดิ้ล บอกว่าสิ่งที่อังกฤษ ขาดคือโค้ชที่รู้จักวิธีการรับมือกับนักบอลพรสวรรค์สูงเช่นนี้ รับไม่ได้ถ้าพวกเขาพยายามเลี้ยงบอล แหวกหนึ่งหลบสอง แล้วเสียบอล ไปไม่รอด

โค้ชบอลในอังกฤษ ส่วนมาก อยากให้ผู้เล่นทุกคนมีคุณสมบัติเดียวกัน เล่นบอลชัวร์ เสียยาก ไม่เสี่ยงโดยไม่จำเป็น

เราจึงเห็นนักเตะประเภทเฮนโด้ ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด สามารถเล่นบอลวันทัชหรือทูทัช ทำชิ่งหลุดเข้าเขตโทษ แต่เลี้ยงไม่เป็น

สิ่งที่วอดเดิ้ล เห็นแล้วหงุดหงิดมากที่สุด คือสโมสรในพรีเมียร์ ลีก ต้องอิมพอร์ต นำเข้านักเตะสไตล์นี้ ทั้งที่พวกเขาก็เคยมี เคยปั้น เคยดันกันขึ้นมา

วอดเดิ้ล เล่าว่าในวัยเด็ก เขาไม่ต้องไปเข้าสังกัดสโมสรจนถึงอายุ 13-14  ฉะนั้น สามารถเล่นบอลตามจินตนาการ ฝึกเลี้ยงไปกับลูกบอลจนเชื่องเท้า ผิดกับเด็กสมัยนี้ โดนยัดเยียดตำราตั้่งแต่ 5-6 ขวบ เล่นบอลเป็นหุ่นยนต์ พอสิบขวบก็สูญเสียลีลาลูกเล่นจากเกมโต๊ะเล็กข้างถนนไปหมดแล้ว

ประเทศอื่น โค้ชปล่อยให้เด็กๆ โชว์ของได้อย่างเค็มที่ พวกเขาแค่เฝ้าดู ไม่คิดจะริดรอนความสามารถส่วนนี้ออกไป

ดราแกน สตอยโควิช อดีตเพื่อนร่วมทีมโอลิมปิก มาร์กเซย ของวอดเดิ้ล บอกว่าตอนอยู่บ้านเกิดในเบลเกรด เขาไม่เคยต้องซ้อมวิ่งขึ้นแบบเอาเป็นเอาตาย ไม่เคยมีโค้ชคนไหนสั่งให้เล่นลิงชิงบอลโดยสัมผัสบอลได้สองหน สิ่งเดียวที่นักเตะต้องทำคืออยู่กับบอล เหมือนว่ามันเป็นอวัยวะส่วนหนึ่ง

หลักฐานโชว์ความแตกต่างระหว่างมิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษ กับสามกองกลางระดับตัวท็อป คือผลงานที่เล่นให้ต้นสังกัดในฤดูกาลที่แล้ว

เอแด็ง อาซาร์ คือเจ้าพ่อของการเลี้ยงผ่านคู่แข่ง ด้วยสถิติ 165 ครั้ง ขณะที่ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ เลี้ยงผ่าน 85 ครั้งให้ลิเวอร์พูล รวมกับบาร์เซโลน่า และเควิน เดอ บรอยน์ 63 หน

แต่เมื่อหันไปดูผลงานของมิดฟิลด์อังกฤษชุดนี้ สเตอร์ลิ่ง เลี้ยงผ่านมากที่สุดในสีเสื้อแมนฯ ซิตี้ 64 ครั้ง ส่วนเดเล่ อัลลี 44 และเจสซี่ ลินการ์ด แค่ 28

หรือการสร้างสรรค์โอกาสทำประตู บรรดานักเตะสิงโตก็ยังห่างชั้นเทียบไม่ติด อัลลี ทำได้เพียง 64 ครั้ง ตามด้วยสเตอร์ลิ่ง 55 และลินการ์ด น้อยสุด 28

แต่เดอ บรอยน์ สร้างโอกาสรวมแอสซิสต์ปาไป 106 ครั้่ง อาซาร์ 84 และคูตี้ 69

วอดเดิ้ล ชี้ว่าอังกฤษ จำเป็นต้องสร้างมิดฟิลด์อย่างแกซซ่า หรือเบียร์ดสลี่ย์ ให้มากกว่านี้ ถ้าหวังจะเอาชนะบรรดาทีมดีสุดของโลก…