เมื่ออังกฤษล้างอาถรรพ์ชนะสเปนรอบ 31 ปี

16 October 2018
290 VIEWS

ผลการแข่งขันจากสนามเบนิโต้ บียามาริน รังเหย้าของสโมสรเรอัล เบติส ที่อังกฤษสามารถบุกเอาชนะสเปนได้ 3-2 ในเกมยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ลีก A กลุ่ม 4 เป็นสิ่งที่ค่อนข้าง “เหนือความคาดหมาย” พอสมควร เพราะปัจจัยรอบด้านต่าง ๆ กระทิงดุของกุนซือหลุยส์ เอ็นริเก้ ดูจะเหนือกว่าสิงโตคำรามของแกเร็ธ เซาธ์เกต อยู่พอสมควร

3-0 คือผลสกอร์ในครึ่งแรกที่อังกฤษสามารถบุกขึ้นนำได้ จาก 2 ประตูของราฮีม สเตอร์ริ่ง และอีก 1 ประตูจากมาร์คัส แรชฟอร์ด แม้ครึ่งหลังสเปนจะได้ความร้อนแรงของปาโก้ อัลคาเซร์ กองหน้าจากดอร์ทมุนด์ตีคืนมา 1 ประตู และได้อีก 1 ประตูจากเซร์คิโอ รามอส ในช่วงท้ายเกม แต่มันก็สายเกินกว่าจะแก้ไขอะไรได้แล้ว

ชัยชนะนัดนี้ทำให้ อังกฤษ สามารถล้างอาถรรพ์ บุกชนะสเปนได้เป็นครั้งแรกในรอบ 31 ปี โดยนัดสุดท้ายที่สิงโตคำรามชนะกระทิงดุได้ ต้องย้อนเข็มนาฬิกาไปไกลถึงปี 1987 ซึ่งเกมนั้นอังกฤษชนะด้วยสกอร์ 4-2 และแกรี่ ลินิเกอร์ เหมาคนเดียวทั้ง 4 ประตูในเกมแห่งอดีตกาล

นอกจากนี้ 2 ประตูจากราฮีม สเตอร์ริ่ง ยังเป็นการ “ปลดล็อก” การยิงประตูทีมชาติให้กับเขาด้วย เพราะก่อนหน้านี้เขาปืนฝืด ไม่สามารถเจาะตาข่ายในนามทีมชาติเป็นเวลา 3 ปีเต็ม นับรวมเป็นเวลา 27 เกม และหากจะนับเป็นหน่วยนาที แนวรุกจากแมนฯซิตี้ยิงประตูในการรับใช้ชาติยาวนานถึง 1,810 นาที โดยประตูสุดท้ายที่เขายิงให้กับอังกฤษได้เกิดขึ้นในเกมที่ชนะเอสโตเนีย 2-0 ที่เวมบลี่ย์เมื่อ ตุลาคม 2015

ขณะที่ สเปน ในยุคใหม่ก็ต้องเสียสถิติหลายๆอย่างไปจากเกมนี้ เพราะเกมนี้คือความพ่ายแพ้คาบ้านของพวกเขาครั้งแรก นับตั้งแต่แพ้กรีซเมื่อมิถุนายน 2003 หรือเมื่อ 5,609 วันที่แล้ว และทำให้ขุนพลกระทิงดุต้องรูดม่านปิดฉากสถิติ “ไร้พ่าย” ในรังเหย้าเอาไว้ที่ 38 เกมด้วยจากการปราชัยนัดนี้

แล้วการโดยอังกฤษทะลวงประตูถึง 3 ประตูแบบหมดจดในครึ่งแรก ยังเป็นการเสีย 3 ประตูในครึ่งแรกในเกมเดียวของสเปนในรอบหลาย 10 ปี นับตั้งแต่พวกเขาเคยโดนสกอตแลนด์ ยิง 4 ประตูในครึ่งแรกในเกมที่ “วิสกี้” บุกมาชนะ 6-2 ที่ซานติอาโก้ เบอนาบิว เมื่อปี 1963 เลยทีเดียว

เรียกได้ว่า เรื่องแบบนี้ นานๆทีจะมีสักหน ดังนั้น สถิติอาถรรพ์ต่าง ๆ ที่เคยอยู่ยงคงกระพัน เมื่อผ่านพ้นเกมที่เบนิโต้ บียามารินจึงเกิดการทุบทำลายสถิติเกิดขึ้นอย่างมากมาย

สำหรับ สถานการณ์ปัจจุบัน ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก ลีก A กลุ่ม 4 คือ สเปน ยังนำเป็นจ่าฝูง 3 นัด มี 6 คะแนน ขณะที่อังกฤษอยู่ที่ 2 แข่ง 3 นัด 4 คะแนน โครเอเชียรั้งอันดับสุดท้าย มี 1 คะแนน แต่ ตราหมากรุกแข่งน้อยกว่าเพื่อนร่วมกลุ่มอยู่ 1 นัด

“นักเตะทุกคนควรจะได้รับคำชื่นชม จากฟอร์มการเล่นอันยอดเยี่ยมของพวกเขา ก่อนเกมเราคุยถึงประเด็น ผู้เล่นกองหน้าว่านั่นเป็นเขี้ยวเล็บสำคัญ และพวกเขาสร้างปัญหาได้ทั้งเกม”

“ที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของทั้งทีมที่เหลือ ที่ต้องคอยหนุนและต้องกล้าเล่น และในบางช่วงเราก็ทำได้ดีมาก และสำหรับทีมที่อายุน้อยแบบนี้พวกเขาเขาโชว์ฟอร์มเหมือนผู้ใหญ่เลย พวกเขาอดทนต่อความกดดันได้ดีและเป็นสิ่งทีทุกคนควรภูมิใจ” แกเร็ธ เซาธ์เกต กุนซือทีมชาติอังกฤษกล่าวยกย่องขุนพลสิงโตคำรามชุดสายเลือดใหม่

ด้าน หลุยส์ เอ็นริเก้ กุนซือทีมชาติสเปน ยอมรับว่าลูกทีมกระทิงดุ เครื่องช็อตสะดุดในช่วงครึ่งแรก และสุดท้ายผลการแข่งขันที่ออกมาตอนจบก็เป็นเรื่องเกินจะยอมรับได้

“ครึ่งแรกมันแย่มากๆ เรารู้เรื่องนั้นดี เรามีความผิดพลาดแบบส่วนตัวหลายครั้งในเกม เกมนี้มันเป็นอะไรที่ยาก จะยอมรับมัน แต่…โอกาสยังอยู่ในมือของเราเอง เราต้องไปเยือนโครเอเชียและเอาชนะเพื่อเข้ารอบ นั่นเป็นสิ่งที่เราจะพยายามทำให้ได้” หลุยส์ เอ็นริเก้ กุนซือทีมชาติสเปนเปิดใจหลังความพ่ายแพ้

สำหรับ โปรแกรมทีมชาติอังกฤษ นัดต่อไป พวกเขามีคิวอุ่นเครื่องกับ สหรัฐอเมริกาที่เวมบลี่ย์ วันที่ 15 พฤศจิกายน , ขณะที่สเปน จะดวลกับบอสเนียฯ ต้องดูกันต่อว่านัดต่อไป อังกฤษจะรักษามาตรฐานดีๆแบบนี้ต่อไปได้หรือไม่ ส่วนสเปนเองก็มีคำถามว่า พวกเขาจะเรียกฟอร์มดุๆ แบบที่เคยยิงรองแชมป์โลก โครเอเชีย 6-0 กลับมาอีกครั้งได้หรือไม่ ?