เอเมรี่ เปลี่ยนปืน

ลำแสงจากสปอตไลท์อาจสาดอยู่แค่ 3 ทีมไร้พ่ายบนหัวตารางที่กำลังเบียดสูสีด้วยผลงานเท่ากัน เมื่อเข้าสู่ช่วงเบรกทีมชาติเป็นครั้่งที่สอง

แต่ภายใต้ความมืด มีบางทีมคืบคลานอย่างต้วมเตี้ยมเพื่อมาหาแสงสว่าง กระทั่งเริ่มเห็นเงาตะคุ่มๆ

หลังเปิดหัวสองนัดแรกโดยไม่มีแม้แต่แต้มในกระเป๋า ทว่า 18 คะแนนหลังสุด “ปืนใหญ่” อาร์เซน่อล  กวาดเรียบไม่มีหกหล่นสักหนึ่งเดียว

ทั้่งหกนัดที่คว้าชัยชนะ สามารถกะซวกคู่แข่งเกินหนึ่งเม็ด

รวมถึงแมตช์ล่าสุดบุกสำเร็จฟูแล่ม แบบจัดเต็มคากระท่อมปลายนา 5-1

จากทีมที่ออกสตาร์ตหยอกล้อกับโซนตกชั้น  ผงกหัวผงาดขึ้นมารั้่งอันดับสี่ เป็นรองแค่สามทีมที่ยังแพ้ใครไม่เป็นอย่างแมนฯ ซิตี้, เชลซี และลิเวอร์พูล เพียงสองคะแนน

พูดก็พูด บนตารางฟอร์ม 6 นัดหลัง อาร์เซน่อล คือเบอร์หนึ่งด้วยซ้ำ เพราะชนะรวด ทิ้งคู่แข่งที่ใกล้เคียงสุดถึง 4 แต้มเห็น ๆ

พวกที่เคยเย้ยหยันว่าหมดลุ้นแชมป์ตั้งแต่ไม่พ้นสิงหาคม หลังแพ้แมนฯ ซิตี้ 0-2 และ 2-3 ต่อเชลซี ในสองเกมแรก ตอนนี้คงแอบสำลักน้ำลายตัวเอง

พร้อมคำถามคาใจว่ากุนซือใหม่อย่างอูไน เอเมรี่ ทำได้อย่างไร ?

สารภาพผิดตรงนี้ว่าผมเคยเป็นคนหนึ่งที่คิดว่าอาร์เซน่อล น่าจะเจอกับสภาวะ “ตกหลุมอากาศ” ของการเปลี่ยนกุนซือจากอาร์แซน เวนเกอร์

ทั้งเรื่องฟุตบอลในสนาม ทั้่งวัฒนธรรม ความเคยชินที่กุนซือชาวฝรั่งเศส ฝังรากมานานกว่าสองทศวรรษ

ทำนองเดียวกับแมนฯ ยูไนเต็ด ที่พุ่งชนความตกต่ำทันทีหลังหมดบารมีของเซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน

แต่ผมลืมไปว่าสถานการณ์ของอาร์เซน่อล ต่างจากปีศาจแดง ตรงที่เวนเกอร์ ยอมลงเก้าอี้ในห้วงทำทีมย่ำแย่สุดขีด

ผิดกับเฟอร์กี้ สละบัลลังก์พร้อมมงกุฏแชมป์พรีเมียร์ ลีก สมัยที่ 13

คนสานงานต่อจากป๋า ย่อมเจอภารกิจที่ยากระดับมิสชั่น อิมพอสซิเบิ้ล แค่ทำให้ดีเท่า

ส่วนคนมาแทนเวนเกอร์ ถ้าไม่เหลือขอจริง ๆ โอกาสทำแย่ไปกว่าเดิม น่าจะ “น้อย” กว่า “มาก”

และเชื่อว่าอาร์เซน่อล คงเรียนรู้จากชะตากรรมของแมนฯ ยูไนเต็ด ถึงคัดกรองอย่างรอบคอบก่อนแต่งตั้่ง “อูไน เอเมรี่”

โปรไฟล์ดี ความสำเร็จมีไม่น้อย และที่สำคัญคือทัศนคติ สไตล์การทำงาน ตรงสเป็กที่บอร์ดทีมปืนใหญ่ล็อกเอาไว้

พวกเขาไม่ต้องการ “เวนเกอร์ 2” คนที่ทำงานแบบใจเย็นเป็นน้ำแข็ง อะลุ้มอล่วย หลีกเลี่ยงการปะทะกับนักเตะ จนบางครั้่งดูเหมือนหย่อนยาน

แต่มองหากุนซือไฟแรงลุกโชนโชติช่วงชัชวาลย์  มาปลุกทีมให้กลับมาคึกคัก ดุดัน สมกับฉายาเดอะ กันเนอร์ส

นั่นคือที่มาว่าทำไมต้องอูไน เอเมรี่

ฟุตบอลของอาร์เซน่อล ในฤดูกาลนี้ ดูมีชีวิตอีกครั้ง  มันไม่ได้สวยงามเหมือนช่วงยุคทองของเวนเกอร์ แต่เป็นฟุตบอลที่เน้นประสิทธิภาพราวกระจกสะท้อนทีมเซบีย่า ตอนที่เอเมรี่ พาคว้าถ้วยยูโรปา ลีก สามปีติดต่อกัน

กุนซือชาวบาสก์ เน้นมากกับการซ้อม เป็นความแตกต่างที่ชัดเจนสุดจากเวนเกอร์

ตั้งแต่เปลี่ยนเวลามาซ้อมตอนบ่ายเพื่อให้ใกล้เคียงกับเวลาลงแมตช จากเดิมเคยซ้อมช่วง 10 โมงเช้า

เอเมรี่ ยังจับลูกทีมซ้อมที่สนามเอมิเรตส์ หนึ่งวันก่อนแข่ง เป็นการจำลองของจริง

ความเข้มข้นในการซ้อมถือเป็นหัวใจสำคัญ ไม่น่าแปลกใจที่นักเตะอาร์เซน่อล ในฤดูกาลนี้ ดูฟิตเปรี๊ยะ วิ่งไม่หมด ปอดใหญ่ ทนมากขึ้น แม้แต่คนที่ถูกมองว่าขี้เกียจอย่างเมซุต โอซิล ก็ต้องปรับตัว

เอเมรี่ ยังเปลี่ยนวัฒนธรรมในยุคเวนเกอร์ ที่มักประกาศไลน์อัพตัวจริงล่วงหน้านานถึงสามวัน

แต่กุนซือที่ภาษาอังกฤษ ยังไม่แข็งแรงนัก อุบไต๋ปล่อยให้นักเตะลุ้นใจจดจ่อกระทั่งเช้าวันแข่งถึงรู้ว่าใครจะได้ลงเล่น สำรอง หรือหลุดโผ

เพราะเขาอยากให้ทุกคนต้องไฟต์ทุกเซสชั่นการซ้อม เพื่อโอกาสอย่างเท่าเทียม

นักเตะชายขอบอย่างแดนนี่ เวลเบ็ค หรืออเล็กซ์ อิโวบี้ ก็มีสิทธิ์สอดแทรกตัวจริง ถ้าทำได้ดีกว่าพวกที่การันตี 11 คนแรกในยุคเวนเกอร์

ฤดูกาลนี้ เอเมรี่ เคยดร็อปผู้เล่นอย่างโอซิล รวมถึงแอรอน แรมซี่ย์ นั่นคือการประกาศว่าในทีมของเขา จะไม่มีนักเตะคนไหนที่แตะต้องไม่ได้….



RELATED POSTS

Feature

10 เรื่องที่ต้องรู้ ลีกใหญ่ หลังเบรกทีมชาติ

SPORTDesk. Team

แฟนๆฟุตบอลลีกยุโรป เงียบเหงาไปสัปดาห์กว่า หลังจากต้องหลีกทางให้กับโปรแกรมทีมชาติ อย่างไรก็ตามสุดสัปดาห์นี้ลีกใหญ่ๆของยุโรปกลับมาฟาดแข้งกันเหมือนเดิม การช่วงชิงจ่าฝูงของแต่ละลีกก็ยังเข้มข้น และดูจะเพิ่มดีกรีมากขึ้นเรื่อยๆด้วย…

Thought

“จอร์จินโญ่” นักเตะอิทธิพลสูงสุดของเชลซี

ไข่มุกดำ

เรื่องวันนี้อาจจะกล่าวได้ว่าเป็น “ภาคต่อ” ของเรื่อง Holding Midfielder และ Aggressive Play ของเชลซีก็ว่าได้นะครับ รวมกับผมไปเจอ “สถิติ” น่าสนใจใน GiveMeSports คือการผ่านบอลของ จอร์จินโญ่ กว่า 10 นาทีในเกมกับนิวคาสเซิล

Thought

#coachingpoints ชนะที่ “เกมรับ”

ไข่มุกดำ

ตอนแรก “ไม่หวัง” แต่ตอนนี้หลังสร้างสถิติชนะ และไม่แพ้ติดต่อกัน 12 นัด แฟน ๆ อาร์เซนอล อาจ “แอบหวัง” มากกว่า “ท็อปโฟร์” ไปเตะ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยซ้ำ แต่เป็นถึง “ลุ้นแชมป์” โน่นเลย!!!