กลืนเลือด

15 January 2019
389 VIEWS

ผมนึกคำใดไม่ออกนอกจาก “กลืนเลือด” หรือ “อมเลือด” ตัวเองหลังเกมในบ้านที่แพ้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ในมุมของ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่

“มันเป็นครึ่งหลังที่เหลือเชื่อ ผมยินดีกับสิ่งที่ได้เห็น เราทำทุกอย่างเพื่อจะชนะ ครอบครองเกม และสร้างสรรค์โอกาสมากมาย นั่นคือรูปแบบวิธีที่เราต้องการจะเล่น และพัฒนา คือการเสี่ยงสู้ เพื่อเล่นฟุตบอลในแบบของเรา”

“การเซฟ 11 ครั้งจากเด เกอา คือ สิ่งสุดยอด เขาคู่ควรอย่างที่สุดกับตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมตช์”

จะเห็นได้ว่า “พอร์ช” ไม่ได้แสดง “อารมณ์” หรือฉายความรู้สึกเบื้องลึก (emotional attached) ที่มีต่อเกมออกมากนัก

แม้สัมภาษณ์หลังเกมลักษณะนี้จะยังมี “อดรีนาลีน” หรือความรู้สึกตกค้างต่อเกมหลงเหลือมากมาย

โอกาส “พลาด” จากถ้อยคำที่ “สมอง” สกัดกั้น หรือ “กลั่นกรอง” ไม่ทันจึงมีสูง

หลายกุนซือจึงเลือกไม่พูดมาก แต่จะรอไปชมไฮไลต์เกมอีกครั้ง เพื่อให้ทุกอย่าง “ตกตะกอน” ก่อนแล้วจึงค่อยคุยกับนักเตะ หรือแม้แต่แสดงความคิดเห็นใด ๆ เพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด “กระทบ” กระเทือนไปทั่ว

ประโยคไม่แน่ใจ หรือ “เก็บภาพลักษณ์” ไว้ก่อน เช่น ยังไม่ได้เห็นจังหวะดังกล่าว หรือขอไปดูไฮไลต์จังหวะนั้นอีกครั้งจึงเป็นประโยคตอบคำถามยอดฮิต “ตามทรง” หลังเกม
(ทั้งที่จริง ๆ ก็คงเห็น “คาตา” ไปแล้ว!)

อย่างไรก็ดีครับ ถือว่า เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ มี “ความนิ่ง” และเลือกเมสเซสการตอบได้ดีระดับ 8 หรือ 9 เต็ม 10 ในเกมที่อย่าว่าแต่ “แพ้” หรือ “เสมอ”

ทว่า สเปอร์ส สามารถ “ชนะ” ได้ด้วยซ้ำ

ผมถึงใช้คำว่า “กลืนเลือด” ที่ในบริบทนี้ที่แปลว่า ยอมรับความทรมาน เจ็บช้ำ จากความพ่ายแพ้เอาไว้เอง แล้ว “ยืดอก” พูดสัมภาษณ์อย่างทรนงแบบ “สุภาพบุรุษ” ผู้ใจกว้างขวางเป็นแม่น้ำ

ทั้งที่ในใจนั้น “บาดเจ็บ” เหลือเกิน

ด้วยความเคารพ…ลองหลับตานึกภาพว่า โปเช็ตติโน่ เป็นมูรินโญ่ คำพูดจะเป็นเช่นไร?

โลกมันคงไม่ “สวยงาม” หรือมีฟุตบอลที่ “เจริญ” แล้วแบบนัดนี้ที่สมบูรณ์ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังเกม

ขณะที่ โอเล กุนนาร์ โซลชาร์ ก็เช่นกันที่บริบทการพูดไม่ได้สอดไส้ “เหน็บแนม”, แก้ตัว หรือแสดงถึงความหยิ่ง ทระนง พองตัว หรือชูหาง

“ครึ่งแรกเราเล่นได้อย่างดีเยี่ยม ครึ่งหลังสเปอร์สปรับเกมมาสู้ แต่เราก็มีโอกาสทำประตูเพิ่มได้ ต้องชมแบ็คโฟร์ และดาวิด (เด เกอา) ที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ในการรับมือผู้เล่นอย่าง ซอน, อัลลี, เคน และมีเอริคส์เซ่น เป็นควอเตอร์แบ็ค”

ดังนั้น เราจึงได้เห็นการ “ต่อสู้” ของฟุตบอลจริง ๆ ที่แม้จะมีเสียงค้านบ้างว่า ขาดสีสัน ลูกเล่น ลีลา (แบบมูรินโญ่)

ซึ่งก็จริงนะครับ แต่ก็ขึ้นกับว่า ใครจะเลือกบริโภค “อาหาร” ฟุตบอลแบบไหน

แต่ ณ จุดนี้ ผมโดยส่วนตัว ไม่ได้เรียนรู้อะไรมากนักจากอดีตกุนซือปิศาจแดงที่ตอนนี้กำลังเป็นข่าวอีกครั้งกับ เรอัล มาดริด

ทว่ากำลังรู้สึก “เอนจอย” กับสีสันอีกแบบจาก โซลชาร์ และความโพสิทีฟเป็น “พลัง” ที่ส่งออกมาจากแคมป์โอลด์ แทรฟฟอร์ด

ยิ่ง ดาวิด เด เกอา เซฟได้พัลวันแบบนี้ และเกมรับ “แบ็คโฟร์” เก็บคลีนชีตได้ 3 เกมติด ชนะรวด 6 นัด

คำพูดกุนซือนอร์วีเจี้ยนที่ว่า “เราคาดหวังจะชนะทุกนัด แม้จะทำไม่ได้ แต่นั่นคือวิถีของเราที่ลงสนามโดยคิดถึงแต่ชัยชนะ” จึงยิ่งดูมีพลัง

ส่วนพอร์ชกับคำพูดปลุกขวัญนักเตะทันทีหลังเกมว่า “เด็ก ๆ เล่นกันได้ยอดเยี่ยม นี่คือ 45 นาทีที่ดีที่สุดที่ผมเคยเห็นทอตแน่มเล่นมานับจากเข้ามาคุมทีม”

ตามติดด้วยสัจธรรมที่ทำให้เรา ๆ ท่าน ๆ หลงรักฟุตบอล: “บางทีคุณชนะในเกมที่แอบผิดหวัง เหมือนที่เราชนะ 3-0 ในโอลด์ แทรฟฟอร์ด เมื่อเดือนสิงหาคม แต่วันนี้ผลการแข่งขันแตกต่างออกไป ทว่าผมกลับมีความสุข”

โลกมันก็แบบนี้นะครับ

ไม่มีใครชนะทุกครั้ง และแพ้ทุกครั้ง หรือบางทีคู่ควรจะชนะแต่กลับแพ้ หรือบางครั้งสมควรแพ้แต่ดันชนะ

เพราะ…ความแน่นอนที่สุดก็คือ ความไม่แน่นอนครับ