การต่อสู้ของ “นาเดชิโกะ” ผลัดใบ

เคยได้ยินชื่อ “นาเดชิโกะ” กันไหมครับ?

หลายคนคงตอบว่า “เคย” ในขณะที่อีกหลายคนคงตอบว่า “ไม่เคย”

ครับ “นาเดชิโกะ” คือดอกหญ้าสุดแกร่งของประเทศญี่ปุ่นที่ทนแดดทนหนาวเป็นอย่าง มาก จนถูกนำมาเปรียบเปรยถึงลักษณะของผู้หญิงญี่ปุ่นที่เต็มไปด้วยความเพียบพร้อม ทั้งกิริยา มารยาท มีความอดทน และฉลาดหลักแหลม เสมอเสมือนดั่งดอกหญ้านาเดชิ โกะที่ไม่ว่าจะล้มสักกี่ครั้งก็จะสามารถลุกขึ้นมาใหม่ได้อยู่เสมอ…

ด้วย “ความหมาย” และ “ความสำคัญ” ข้างต้น มันจึงถูกใช้เป็น “ฉายา” ที่เอาไว้เรียก ขานของทีมฟุตบอลหญิงญี่ปุ่น ซึ่งเป็นหนึ่งใน “ทีมเต็ง” ที่จะคว้าแชมป์ฟุตบอลหญิงชิง แชมป์โลก 2019 ที่กำลังอุบัติขึ้น ณ ฝรั่งเศสเวลานี้

เหตุผลที่ “นาเดชิโกะ” ถูกยกให้เป็น “ทีมเต็ง” ก็เพราะ “ผลงาน” ในช่วงทศวรรษที่ผ่าน มา ซึ่งหากบอกว่าเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลกฟุตบอลหญิงคงไม่ผิด เพี้ยนนัก

จุดเริ่มต้นของ “ความสำเร็จ” ต้องเดินย้อนเวลาหมุนเข็มนาฬิกากลับไปในปี 2011 ใน ฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลกที่ประเทศเยอรมันนีรับหน้าเสื่อเป็นเจ้าภาพ เมื่อเจ้าของฉายา “นาเดชิโกะ” หักปากกาเซียนกลายเป็นม้านอกสายตาที่สามารถฝ่าด่านทีมแกร่งต่างๆ เข้าสู่รอบชิงชนะเลิศก่อนจะคว่ำ สหรัฐฯ ด้วยการเอาชนะจุดโทษ คว้าแชมป์มาครองได้ เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ชนิดที่ทั่วโลกต้องตกตะลึง

4 ปีต่อมาในศึกฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลกที่ประเทศแคนาดาขุนพลนักเตะหญิง “นาเดชิ โกะ ก็ยังคงทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมสามารถทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศได้อีกครั้ง แต่ในท้ายที่สุดเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ให้กับคู่ปรับเก่าอย่าง สหรัฐฯ ได้เพียงรองแชมป์

กระนั้นความสำเร็จของทัพ “นาเดชิโกะ” ก็ไม่ได้มีเพียงแค่ระดับทีมชาติชุดใหญ่เท่านั้น เมื่อในระดับเยาวชนพวกเธอก็ได้รับความสำเร็จเฉกเช่นเดียวกัน จนสามารถจารึกชื่อ ลงในประวัติศาสตร์ของโลกลูกหนังได้อีกด้วย

โดยทัพ “นาเดชิโกะ” สามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลหญิงอายุไม่เกิน 17 ปี ชิงแชมป์โลกที่ ประเทศคอสตาริกาได้ในปี 2014 และล่าสุดสามารถคว้าแชมป์ฟุตบอลหญิงอายุไม่เกิน 20 ปี ชิงแชมป์โลกที่ประเทศฝรั่งเศสเมื่อปี 2018 ทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นชาติเดียวที่สา มารถคว้าแชมป์โลกฟุตบอลหญิงได้ในทั้ง 3 รุ่นอายุ

อย่างไรก็ตามแม้จะประสบ “ความสำเร็จ”มากมายในทศวรรษที่ผ่านมาจนถูกยกให้เป็น ทีมเต็ง ทว่าฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลก 2019 ที่ประเทศฝรั่งเศสในครั้งนี้คงไม่ใช่ “เรื่อง ง่าย” และเป็น “ความท้าทาย” สำหรับทัพ “นาเดชิโกะ” ที่ต้องต่อสู้และพิสูจน์ตัวเองให้ได้ อีกครั้ง

เนื่องจากต้องเจอ “คู่ต่อสู้” แย่งแชมป์ที่ต้องบอกว่า “แช็งแกร่ง” ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐฯ คู่ ปรับเก่า หรือเจ้าภาพอย่างฝรั่งเศส หรือทีมอื่นๆที่ยกระดับขึ้นมมาได้อน่างน่ากลัว ไม่ว่า จะเป็นเยอรมัน , อังกฤษ หรือบราซิล ฯลฯ

และอีกเหตุผลสำคัญคือทีมชุดนี้มีการเปลี่ยนแปลงจากทีมที่เคยเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ ในศึกฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลกทั้ง 2 ครั้งที่ผ่านมา…

ทั้งตัวผู้จัดการทีมที่ครั้งนี้จะไม่มี โนริโอะ ซาซากิ “กุนซือ” มากความสามารถคอยวาง แผนและบงการเกมข้างสนามอีกต่อไป

โดยครั้งนี้กุนซือที่จะนำทัพ “นาเดชิโกะ” ก็คือ อซาโกะ ทาคาคูระ อดีตสมาชิกทัพ “นา เดชิโกะ” ชุดสู้ศึกฟุตบอลหญิงชิงแชมป์โลกปี 1991 และ 1995 ที่มารับไม้ต่อจาก ซา ซากิ ในปี 2016 ซึ่งถือเป็นกุนซือหญิงคนแรกที่ได้คุมทัพ “นาเดชิโกะ” ชุดใหญ่

แม้ว่ากุนซือหญิงวัย 51 ปี จะมีประสบการณ์เคยเป็นอดีตนักฟุตบอลหญิงทีมชาติ และ เคยนำทัพ “นาเดชิโกะ” ชุดเยาวชน ทั้งอายุไม่เกิน 17 ปี คว้าแชมป์โลกเมื่อปี 2014 และชุดเยาวชนอายุไม่เกิน 20 ปี คว้าอันดับ 3 เมื่อปี 2016 และได้ตำแห่งโค้ชหญิงยอด เยี่ยมของ เอเอฟซี ถึง 6 ครั้ง แต่สำหรับการคุมทัพ “นาเดชิโกะ” ชุดใหญ่กลับมีสถิติไม่ ค่อยสวยหรูนัก ชนะ 22 แพ้ 14 เสมอ 8 เท่านั้น

ที่สำคัญช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาในการพบกับทีมระดับหัวแถวที่ลุ้นแย่งแชมป์กัน ทัพ “นาเดชิโกะ” ภายใต้การคุมทัพของ ทาคาคูระ ก็มีผลงานที่ไม่สู้ดีนักโดยทำได้เพียง เสมอกับ สหรัฐ และ เยอรมันนี รวมทั้งแพ้ให้กับ อังกฤษ และฝรั่งเศส

มันจึงเป็นการบ้านชิ้นใหญ่สำหรับ ทาคาคูระ ที่จะหา “แท็คติค” ที่ลงตัวให้กับทัพ “นา เดชิโกะ” สำหรับสู้กับคู่ต่อสู้ในการแข่งขันครั้งนี้

นอกจากนั้นเมื่อ “นาเดชิโกะ” เป็นดอกหญ้ามันก็ไม่ต่างอะไรกับดอกไม้อื่นทั่วไปมีต้องมี วันโรยราไปตามกาลเวลา…

ทัพ “นาเดชิโกะ” ชุดนี้มีการเปลี่ยนแปลงผู้เล่นมากพอสมควร โดยแกนหลักที่เคยอยู่ ในทีมชุดแชมป์โลกปี 2011 หลงเหลือเพียง 4 – 5 คนเท่านั้น และมีผู้เล่นสายเลือดใหม่ ที่เคยผ่านเวทีชิงแชมป์โลกระดับเยาวชนเข้ามาทดแทนมากมายกว่าครึ่งทีม

และที่สำคัญครั้งนี้ทัพ “นาเดชิโกะ” จะไม่มีดาวยิงระดับตำนานที่เป็นเสมือน “อาวุธ” ที่ โจมตีคู่แข่งอย่าง โฮมาเระ ซาวะ อดีตดาวยิงระดับตำนานที่เลิกเล่นไปแล้วอีกด้วย

น่าติดตามครับว่าการต่อสู้ครั้งใหม่ของทัพ “นาเดชิโกะ” ผลัดใบในครั้งนี้ ที่มีกุนซือ คนใหม่ในเวทีฟุตบอลหญิงแชมป์โลก และผู้เล่นสายเลือดใหม่กว่าค่อนทีม จะลงเอยอย่างไร

เราจะได้ติดตามไปพร้อมๆกันครับ