เรียนรู้จากความ “ล้มเหลว”

29 June 2019
145 VIEWS

ผลงานของ ทีมชาติญี่ปุ่น ชุดสู้ศึกฟุตบอล “โคปา อเมริกา 2019” หรือจะเรียกว่าทีม “ซามูไรบลูส์” สายเลือดใหม่ ซึ่งผู้เล่นในทีมเกือบทั้งหมดเป็นนักเตะดาวรุ่งที่เตรียมไว้ สำหรับสู้ศึกฟุตบอลโอลิมปิกส์เกมส์ 2020 ที่ประเทศพวกเขาเป็นเจ้าภาพ ถือว่าน่าประทับใจทีเดียวครับ

แม้จะแพ้แบบหมดรูปให้กับ ชิลี ในเกมประเดิมสนาม (ทั้งที่ไม่ควรเป็นเช่นนั้น) แต่ “ความทุ่มเทมุ่งมัน” และ “ระบบทีมเวิร์ค” ที่ยอดเยี่ยมของนักเตะ รวมทั้งฝีเท้าของดาวเตะบางคนที่ต้องบอกว่าไม่ธรรมดา รวมถึงการได้ผลเสมอ “แบบน่าชนะ” กับทั้ง อุรุกวัย และเอกวาดอร์ พร้อมจบอันดับ 3 ของกลุ่มได้ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาเป็นทีมที่แข็งแกร่งใช่ย่อย และลบคำสบประมาทว่าพวกเขาเป็นเพียง “ไม้ประดับ” ของการแข่งขันทิ้งไปได้แบบไม่เหลือเยื่อใย

อย่างไรก็ตามครับ แม้จะทำ “ผลงาน” ดีแค่ไหน แต่ “ผลสุดท้าย” ที่ 2 คะแนนที่ทำได้ ไม่เพียงพอทำให้ได้ไปต่อในรอบน็อกเอาต์ ก็ทำให้พวกเขาต้องยอมรับว่า “ล้มเหลว”

เนื่องจากก่อนการแข่งขันจะเริ่มต้น ฮาจิเมะ โมริยาสุ กุนซือวัย 50 ปีได้เอื้อนเอ่ยให้สัมภาษณ์ว่า พวกเขามาที่นี่ด้วยความมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงตำแหน่งแชมป์ทีเดียว โดยจะขอทำผลงานให้ดีที่สุดในแต่ละนัด ดังนั้นการต้องตกเพียงรอบแบ่งกลุ่ม จึงกลายเป็นความล้มเหลวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“มันเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังที่เราไม่สามารถผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้ และเราต้องปรับปรุง” ถ้อยคำจากกุนซือวัย 50 ปี แสดงให้เห็นว่าทีมซามูไรบลูส์ชุดนี้มีเจตจำนงที่อยากไปได้ไกลกว่ารอบแรกของ โคปา อเมริกา 2019 อย่างแน่นอน และภายใต้ความล้มเหลวที่เกิดขึ้น มี “จุดอ่อน” ที่พวกเขาจำเป็นต้องกลับไปปรับปรุงต่อ ไป

กระนั้นคำถามคืออะไรที่เป็น “จุดอ่อน” ของทีมซามูไรบลูส์สายเลือดใหม่ชุดนี้ ? แน่นอนครับว่า “ประสบการณ์” น่าจะเป็นหนึ่งในคำตอบ

เนื่องจากพลพรรคซามูไรบลูส์ชุดนี้เป็นผู้เล่นสายเลือดใหม่ที่เตรียมไว้สำหรับการแข่งขันโอลิมปิกส์ในปีหน้าเสียส่วนใหญ่ จึงทำให้มีผู้เล่นที่ไม่เคยติดทีมชาติชุดใหญ่เลยถึง 17 คน จะมีผู้เล่นตัวเก๋าๆ ติดมาบ้าง อย่าง เออิจิ คาวาชิมะ ผู้รักษาประตู หรือ ชินจิ โอกา ซากิ แต่ในทัวร์นาเมนท์นี้ ฮาจิเมะ โมริยาสุ ให้โอกาสกับผู้เล่นดาวรุ่งเสียเป็นส่วนใหญ่

ซึ่งแน่นอนว่าการขาด “ประสบการณ์” ในเกมระดับชาติ ทำให้เมื่อต้องเผชิญหน้ากับยอดทีมระดับท็อปของโลก อย่าง ชิลี, อุรุกวัย หรือแม้แต่ เอกวาดอร์ ที่เต็มไปด้วยผู้เล่น ประเภท “เขี้ยวลากดิน” ซึ่งผ่านศึกเหนือเสือใต้ในเวทีนานาชาติมาอย่างโชกโชน จึงทำให้ขุนพลซามูไรบลูส์ชุดนี้มีความ “ไม่นิ่ง” ในบางจังหวะ และนำมาซึ่งการเสียประตูให้กับคู่แข่ง

อย่างเช่นประตูสุดท้ายที่เสียให้กับ ชิลี ในเกมแรก ซึ่งผู้รักษาประตูวัย 19 ปี เคสึเกะ โอซาโกะ ตัดสินใจออกมาสกัดบอลที่ชิลีโต้กลับมาแต่ออกไปช้าจึงถูก เอดูอาร์โด วาร์ กัส ดาวยิงชีลียิงสวนเข้าไป

อีกหนึ่ง “จุดอ่อน” ที่น่าสนใจของทีมซามูไรบลูส์ก็คือ “การจบสกอร์” แม้จะสร้างสรรค์เกมรุกได้อย่างน่าดูชมตลอด 3 เกมในรอบแบ่งกลุ่ม จนมีโอกาสทำประตูถึง 39 ครั้ง แต่จากโอกาสทั้งหมดนั้นกลับเปลี่ยนเป็นสกอร์ได้เพียงแค่ 3 ประตูเท่านั้น

โดยเฉพาะในเกมกับ เอกวาดอร์ ที่พวกเขามีโอกาสจะทำประตูชัยได้หลายต่อหลายครั้งในช่วงท้ายเกม ทั้งจากจังหวะของ 2 กองหน้าอย่าง ไดเซ็น มาเอดะ และอะยาเสะ อูเอ ดะ รวมทั้ง โชยะ นากาจิมะ แต่ด้วยความที่ไม่เฉียบคมพอจึงเปลี่ยนโอกาสเป็นสกอร์ไม่ ได้ทำให้ทำได้เพียงผลเสมอและต้องตกรอบไป

อดีตโค้ชทีมชาติทีมชาติญี่ปุ่นชาวบราซิลอย่าง “ซิโก้” เองก็ยังสังเกตเห็นถึงจุดอ่อนนี้ และเตือนให้รีบแก้ไข มิเช่นนั้นในโอลิมปิกเกมส์พวกเขาจะต้องเจอปัญหาใหญ่อย่างแน่นอน

“ญี่ปุ่นสร้างโอกาสได้อย่างมากมายในทัวร์นาเมนท์นี้ แต่พวกเขาไม่สามารถเปลี่ยนมันเป็นประตูได้ เหมือนกันกับในฟุตบอลโลกที่ผ่านมา พวกเขาจะไม่สามารถทำผลงานได้ดีในโอลิมปิกเกมส์หากไม่รีบแก้ไขปัญหานี้”

หลังจากนี้น่าติดตามครับว่า ทีมซามูไรบลูส์จะสามารถเรียนรู้จากความล้มเหลวที่เกิดขึ้นในทัวร์นาเมนท์นี้ และนำมาปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้หรือไม่

สำหรับประสบการณ์ ผมเชื่อว่าบรรดาพลพรรคซามูไรบลูส์เลือดใหม่ชุดนี้ น่าจะได้เพิ่มพูนไปแบบเต็มๆแล้วจากการได้ลงดวลเผชิญหน้ากับยอดแข้งและทีมชั้นนำระดับโลกในทัวร์นาเมนท์ที่ยิ่งใหญ่อย่าง โคปา อเมริกา 2019 นี้

แต่ที่น่าเป็นห่วงคือ การจบสกอร์ ซึ่งต้องติดตามครับว่า ฮาจิเมะ โมริยาสุ จะแก้ไขปัญหานี้อย่างไร

ถ้าหากแก้ไม่ได้ รับรองว่าในศึกโอลิมปิกเกมส์บนแผ่นดินตัวเองพวกเขาจะต้องพบเจอกับความยากลำบากอย่างแน่นอน

และอาจทำไม่สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ก็เป็นได้ครับ

#โรนิน