ดอร์ทมุนด์ กับปรากฏการณ์เกมรุกอันเร่าร้อน

25 October 2018
448 VIEWS

สกอร์บอร์ดบนอัฒจรรย์ ซิกนัล อิดูน่า ปาร์ก ในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เป็นเรื่องที่เหนือความคาดหมายสำหรับแฟนบอลทั้งโลก เมื่อดอร์ทมุนด์ ของลูเซียง ฟาฟร์ จัดการกำราบ ทีมที่ขึ้นชื่อว่าเกมรับที่ดีที่สุดเกมหนึ่งของโลกอย่างแอตเลติโก มาดริด ภายใต้การกำกับดูแลของดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ถึง 4-0

เกมนี้ ดอร์ทมุนด์ จาก 4 ประตูจาก อักเซล วิตเซล นาที 39 และ 2 ตัวสำรองอย่าง ราฟาเอล เกร์เรโร่ เหมา 2 ประตู และ จาดอน ซานโช่ ช่วยกันยิง 1 ประตู ช่วยให้ทีมตัวแทนจากลีกเมืองเบียร์เอาชนะไปอย่างท่วมท้นขาดลอย และนับเป็นชัยชนะที่ขาดลอยกระจุยที่สุดในเกมยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ทีมจากเยอรมนีชนะต่อทีมจากสเปน เทียบเท่ากับสถิติเดิม ชาลเก้เคยชนะมายอร์ก้า 4-0 ในปี 2001 และ บาเยิร์นเคยชนะ บาร์เซโลน่า 4-0 ในปี 2013

นอกจากนี้ เกมรุกของดอร์ทมุนด์ ยังเป็นการทะลายกำแพงเกมรับอันเหนียวแน่นแข็งแกร่งของ “เอล โชโล่” อีกด้วย เพราะนับตั้งแต่ ดีเอโก้ ซิเมโอเน่ คุมทีมแอตฯ มาดริด มา พวกเขายังไม่เคยโดนทะลวงถึง 4 ประตูมาก่อนเลย นัดนี้จึงนับได้ว่า แนวรับของตราหมีต้องป่นปี้ยับเยินที่สุด โดยการแพ้ที่เละเทะที่สุดก่อนหน้านี้เกิดขึ้นในยุคของเกรกอริโอ มานซาโน่ ที่พาทีมบุกแอต.มาดริด แพ้บาร์เซโลน่าที่คัมป์ นูในลาลีก้า 5-0 เมื่อปี 2011

การเสีย 4 ประตูของแอตฯ มาดริดในเกมเดียว ไม่ใช่เรื่องปกติวิสัยแน่นอน เพราะว่าผลงานในลีก ตอนนี้ผ่านไป 9 นัด พวกเขาเพิ่งจะเสียไปแค่ 5 ประตูเท่านั้น ซึ่งเป็นสถิติบ่งบอกถึงเกมรับที่ดีที่สุดในลาลีกา สเปน

นอกจากนี้ 1 ประตูของ จาดอน ซานโช่ ในเกมนี้ ยังทำให้เขาสร้างสถิติใหม่ๆให้กับวงการฟุตบอลอังกฤษด้วย กลายเป็นนักเตะอังกฤษ อายุน้อยที่สุดอันดับ 2 ตลอดกาลที่ยิงประตูได้ในแชมเปี้ยนส์ลีก ด้วยวัย 18 ปี 212 วัน มีเพียง อเล็กซ์ อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน คนเดียวเท่านั้นที่ทำประตูได้ในวัยที่น้อยกว่าเขา คือ 18 ปี 44 วัน โดยเป็นเกมที่อาร์เซน่อลดวลกับโอลิมเปียกอส เมื่อปี 2011

และ นอกจาก ซานโช่ และ แชมเบอร์เลน แล้ว ยังมีนักเตะสัญชาติอังกฤษอย่าง รูนี่ย์, วิลเชียร์ และ วัลค็อตต์ คืออีก 3 คน ที่ทำประตูในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ตอนอายุ 18 ปี

แต่ อย่างไรก็ตาม ซานโช่ คือนักเตะอังกฤษ อายุ 18 ปีคนเดียวเท่านั้นที่ยิงได้ในการเล่นกับสโมสรต่างแดน และเป็นคนแรกที่ยิงให้สโมสรต่างแดนนับตั้งแต่พฤศจิกายน ปี 2005 ต่อจาก เดวิด เบคแฮม ที่ยิงได้สมัยเล่นให้ เรอัล มาดริด ดวลกับโรเซนบอร์ก

สำหรับ เกมรุกของดอร์ทมุนด์ ดูจะไหลลื่นและทรงประสิทธิภาพมากขึ้นทุกขณะ จากการยิงทีมที่มีเกมรับสุดเหนียวอย่างแอต.มาดริด ได้ถึง 4 ประตู ขณะที่ผลงานในบุนเดสลีกาก็เร้าใจ ขึ้นไปนำเป็นจ่าฝูง และเกมรุกซัดไปแล้ว 27 ประตูจาก 8 เกม เฉลี่ยแล้วใน 1 นัด เสือเหลืองยิงคู่แข่งเกิน 3 ประตู

“กับชัยชนะ 4-0 มันเยอะมากๆเลยนะ ดอร์ทมุนด์ของเราสร้างโอกาสได้หลายครั้ง ช่วงต้นเรามีปัญหาหลายจุดแต่จากนั้นก็เล่นได้ดีขึ้นตามลำดับ” ลูเซียง ฟาฟร์ กุนซือดอร์ทมุนด์แสดงความคิดเห็น

“ประตูขึ้นนำของวิตเซล ทำให้เรามั่นใจมากขึ้น ช่วง 15-20 นาทีแรกของครึ่งหลังเป็นช่วงที่เราเล่นด้วยความยากลำบาก แอตเป็นฝ่ายครองเกมบุกใส่เรา พวกเขายิงชนเสาคานไป 2 ครั้ง จากนั้นเราก็เล่นดีขึ้นแล้วประตูที่สองก็มาชี้ขาดเกมให้พลิกไปอีกทาง

“ผมมีความเคารพคู่แข่งอย่างแอตเลติโก้มากนะ ผมเคารพดีเอโก้ ซิเมโอเน่ ซึ่งน่าจะเป็นหนึ่งในโค้ชที่ดีที่สุดในโลก พวกเขายังเป็นทีมที่เก่งมากๆอยู่

“ตัวสำรองของเรามีคุณภาพมาก พวกเขารู้ว่าลงไปแล้วต้องทำอะไร เกร์เรโร่ลงสนามในตำแหน่งมิดฟิลด์ฝั่งซ้าย และรู้ทันทีว่าเขาต้องเล่นยังไง”

สำหรับฤดูกาลนี้ นักเตะที่ลงสนามในฐานะตัวสำรองยิงให้เสือเหลือง ดอร์ทมุนด์ ภายใต้การวางหมากของลูเซียง ฟาฟร์ ไปแล้ว 16 ประตูจาก 12 นัดทุกรายการ

ส่วนสถานการณ์ในยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก กลุ่มนี้ ดอร์ทมุนด์ เก็บชัย 3 นัดรวด 9 แต้มเต็ม , แอต.มาดริด ที่ 2 มี 6 คะแนน ส่วนโมนาโก และ คลับ บรูจจ์ มี 1 คะแนนเท่ากัน นัดต่อไป แอต.มาดริด จะได้กลับไปล้างตากับดอร์ทมุนด์อีกครั้งที่สเปน วันที่ 6 พฤศจิกายนนี้…ต้องติดตามดูกันต่อว่า แค้นที่ฝังอกตราหมี จะได้รับการชำระหรือไม่ …หรือ เสือเหลืองจะยังคงเป็นหนามยอกอกของซีเมโอเน่ต่อไป