มุมมองที่ต่างออกไปแต่อาจไม่ถูกใจใครบางคนของ โดมินิค ธีม

28 April 2020
238 VIEWS

บางที ต่อให้ไม่มีการแข่งขัน แต่กีฬาก็ยังมีดราม่าได้ไม่เว้นแม้แต่ช่วง โควิด-19 ระบาดเช่นนี้ และคราวนี้มันเกิดขึ้นกับวงการเทนนิส ที่ดราม่าจากวงการนี้มักจะมาแค่ในรูปแบบของ กริยา และ วาจา เท่านั้น ไม่มีอื่นใดไปมากกว่านี้ แต่กระนั้นปฏิเสธไม่ได้เลยว่า แท้จริงแล้ว วงการเทนนิส เป็นวงการกีฬาที่มีดราม่าออกมาบ่อยครั้งไม่แพ้วงการอื่น ๆ และคราวนี้ มันมีปัญหามาจากนักเทนนิสมือวางอันดับ ท็อป 3 ของโลก คนนี้…โดมินิค ธีม

ถ้าจะเล่าเรื่องนี้ต้องย้อนความไปในตอนที่ โนวัค ยอโควชิ นักเทนนิสหมายเลข 1 ของโลกจากเซอร์เบีย ผุดไอเดียเรื่องของกองทุนที่จะคอยให้ความช่วยเหลือนักกีฬาที่ประสบปัญหาทางการเงิน หลังจากที่เทนนิสไม่สามารถแข่งขันได้อย่างน้อยถึง 13 กรกฎาคม เนื่องจากปัญหาโควิด-19 โดย “โนเล” ออกมากระตุ้นเพื่อนร่วมอาชีพที่เป็นนักเทนนิสระดับท็อปให้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนดังกล่าวเพื่อช่วยเหลือนักกีฬาที่ประสบปัญหาทางการเงินให้รอดพ้นวิกฤตินี้ไปได้ด้วยกัน

ต้องเข้าใจก่อนว่า เทนนิส เป็นกีฬาที่แม้จะลงสนามไปเล่นคนเดียว แต่หาใช้กีฬาที่นักเทนนิสจะทำงานคนเดียวได้อย่างแท้จริง นักกีฬาต้องมีทีม ซึ่งประกอบไปด้วยโค้ช, นักกายภาพบำบัด, แพทย์ และ ผู้จัดการ ซึ่งแต่ละตำแหน่งต้องใช้เงินในการจ้างพวกเขามาร่วมงานทั้งสิ้น แน่นอนว่า นักเทนนิสระดับท็อปที่ได้เงินรางวัลหลายสิบล้านบาทต่อการแข่งขันหนึ่งทัวร์นาเมนต์นั้น จะไม่ลำบากถ้าเทนนิสไม่ได้แข่ง แต่พวกลำดับต่ำกว่าท็อป 50 หรือ ท็อป 100 ลงไปต้องประสบปัญหาอย่างไม่ต้องสงสัย

ไม่ต่างจากสโมสรฟุตบอล นักเทนนิสหลายคนต้องยกเลิกสัญญากับทีมงานของเขา หรือ พักงานโดยไม่จ่ายเงินเดือน เพราะสถานะทางการเงินของพวกเขาก็ลำบาก เนื่องจากพอไม่มีทัวร์นาเมนต์ให้แข่งขันกัน เงินรางวัลจากการเข้าร่วมก็หายไปด้วย นั่นยังรวมถึงเงินจากสปอนเซอร์ และ เงินค่าโฆษณาที่มาในรูปแบบเสื้อผ้า หรือ แบรนด์รองเท้า หรือ แร็กเก็ต ซึ่งนั้นเป็นสิ่งที่กองทุนของ ยอโควิช จะเข้ามาช่วยเหลือจนกว่าเทนนิสจะกลับมาตีได้อีกครั้ง เพราะนี่ไม่ใช่แค่ปัญหาของนักเทนนิสเท่านั้น มันยังรวมไปถึงปากท้องของทีมงาน และครอบครัวของพวกเขาที่ต้องประสบปัญหาระหว่างนี้ด้วย

แน่นอนว่าแนวคิดนี้อาจจะเป็นโครงการที่ฟังดูดี แต่มันก็ย่อมมีคนไม่เห็นด้วย โดย จอห์น มิลแมน นักเทนนิสร่างโย่งจากออสเตรเลีย เชื่อว่า เอทีพี และ ดับเบิลยูทีเอ ควรแก้ปัญหาการจ่ายเงินให้นักเทนนิสผ่านการลงเล่นในรูปแบบอื่นเพื่อการแก้ปัญหาที่ยั่งยืนกว่า แต่ใช่ว่าเขาจะไม่เห็นความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแบบที่ยอโควิชกำลังต้องการให้ทุกคนร่วมมือกัน หากแต่เขาเชื่อว่าปัญหานี้ควรแก้ไขที่ต้นตอมากกว่า

แต่ดราม่ามันเกิดขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน เมื่อ โดมินิค ธีม นักหวดหมายเลข 3 ของโลกจาก ออสเตรเลีย ก็เป็นอีกคนที่ไม่เห็นด้วยกับการระดมทุนของ ยอโควิชในครั้งนี้ อันที่จริง ถ้าเพียงเขาไม่เห็นด้วยและไม่บริจาคก็คงจะไม่มีเรื่องราวตามมา หากแต่เขาแสดงความคิดเห็นที่ออกจะรุนแรงเกี่ยวกับการระดมทุนในคราวนี้ ซึ่งนั่นก็กลายเป็นเรื่องราวที่ “ร้อนฉ่า” ขึ้นมาทันที โดยนักหวดวัย 26 ปี กล่าวว่า

“ไม่มีนักเทนนิสต้องต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดจริง ๆ หรอกแม้แต่คนที่อยู่ในอันดับที่ต่ำกว่ามาก ๆ ก็ตาม พวกเขาจะไม่อดตายแน่นอน” ธีม กล่าวกับ โครเน หนังสือพิมพ์ในออสเตรีย “ผมคิดไม่ออกเลยว่าทำไมผมจึงควรให้เงินกับผู้เล่นเหล่านี้” อย่างไรก็ตาม เขายืนยันก็ยืนยันว่าเขาไม่ได้ งกหรือใจดำ เพียงแค่เขา“อยากจะให้เงินกับคนหรือองค์กรที่ต้องการมันจริง ๆ” มากกว่าเท่านั้น

“มีผู้เล่นหลายคนที่ไม่ได้เล่นกีฬาจริงจังเท่ากับทำอย่างอื่น และไม่ได้ใช้ชีวิตแบบนักกีฬามืออาชีพ” ธีมกล่าว “ไม่มีผู้เล่นชั้นนำคนไหนได้ชื่อเสียงมาโดยที่ไม่ต้องเสียอะไรไป พวกเราทุกคนต้องต่อสู้ให้ได้ ผมเองก็ไม่มีหลักประกันใด ๆ ในอาชีพที่ระบุว่าผมจะทำได้ดีและได้รับเงินจำนวนมากตลอดไป”

แน่นอนว่า ความคิดของ ธีม ไม่ใช่ความคิดที่แย่ หรือ เลวร้าย แต่อาจจะดูเหมือนแค่เขาพูดรุนแรงไปนิดเท่านั้น อย่างไรก็ตามถ้าปัญหาโควิด-19 ดำเนินต่อไป นักเทนนิสระดับท็อปเองก็อาจจะประสบปัญหาเช่นกัน และ ราฟาเอล นาดาล นักหวดมือ 2 ของโลก ก็มองเห็นถึงปัญหาที่ตั้งเค้าจะเกิดขึ้นแล้วในไม่ช้านี้

“จากมุมมองของผม ซึ่งโดยปกติ ผมเป็นคนที่มองโลกในแง่ร้ายมากกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว และผมเชื่อว่าน่าจะอีกนานกว่าที่ทุกอย่างจะกลับมาเป็นปกติได้” ราชาคอร์ตดิน กล่าวระหว่างตอบคำถามออนไลน์ของสมาคมเทนนิสแห่งสเปน

“ในกีฬาเทนนิสคุณต้องเดินทางทุกสัปดาห์พักในโรงแรมในต่างประเทศ” เขากล่าวเสริม “แม้ว่าเราจะเล่นโดยไม่มีผู้ชมเพื่อให้เป็นไปตามระเบียบในการจัดการกับปัญหาที่ไม่ควรให้คนจำนวนมากมารวมตัวกัน แต่ในระดับนานาชาติแล้ว ผมยังเห็นว่านี่เป็นปัญหาร้ายแรง”

แน่นอนว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องของการที่คนสองฝ่ายมีมุมมองที่ต่างกันเท่านั้น และปัญหาทั้งหมดมันอาจจะไม่ได้ร้ายแรง แต่บางครั้งการกระทำ และ คำพูด เป็นสิ่งที่เราต้องระวังให้มาก ยิ่งในสถานการณ์ที่ลำบากเช่นนี้ คำพูดที่รุนแรงเกินไปโดยไม่จำเป็นอาจจะสร้างปัญหา มากกว่าสร้างประโยชน์ให้เกิดขึ้น…