ป้องกันประตูด้วย “ชีวิต”

22 November 2018
214 VIEWS

รู้สึกแบบนี้จริง ๆ นะครับว่า มิโลวาน ราเยวัช ประสบความสำเร็จในการ “ยัดทัศนคติ” การเล่นเกมรับให้ทัพช้างศึกชุดนี้จนแทบจะเป็น DNA ของทีมไปแล้ว

ถามว่า ดีไหม? ที่เป็นเช่นนี้

คำตอบ คือ ตลอด 90 นาทีไม่รวมทดเจ็บ ผมไม่ได้เห็นกองหน้าฟิลิปปินส์ นำโดยแนวรุกอย่าง ฟิล ยังฮัสแบนด์, ไรเชลต์, ซาโต๊ะ และชร็อค จะมีโอกาสพาบอล หรือสามารถแทรกตัวไปเล่น “หลังไลน์” รับทั้ง 4 คนของทีมชาติไทยได้

โอกาสที่ลูกทีม สเวน โกรัน เอริคส์สัน ทำได้จึงเป็นการ “โยน” จากด้านข้างแล้วไปลุ้นในกรอบเขตโทษ หรือลุ้นเก็บจังหวะสองหลังการครอสส์แล้วเข้าทำ

หรือ “ยิงไกล” เฉกเช่นที่ได้ประตูตีเสมอ 1-1 จากตัวสำรองเบดิช ที่แฉลบแล้ว ฉัตรชัย บุตรพรหม ก็เหมือนจะปัดเข้าประตูตัวเองไปด้วย

หรือไม่ก็เลี้ยงกินตัวดื้อ ๆ โดย สเตฟาน ชร็อค จากฝั่งขวา หรือป่วนโดย อ๊อต/ซาโต๊ะ

ต่างจากทีมชาติไทยที่จะแม้จะไม่ได้มีโอกาสบุกมากนัก หรือทำได้น้อยกว่า แต่สามารถสร้าง “จังหวะ” พาบอลทะลุไปเล่นหลังไลน์เกมรับฟิลิปปินส์อยู่เรื่อย ๆ

ประตูออกนำ 1-0 ในครึ่งหลังนาทีที่ 56 โดย ศุภชัย ใจเด็ด ก็เช่นกันที่เกิดจากจังหวะ “หนึ่งสอง” ริมเส้นฝั่งขวาแล้ว ฟิลิป โรลเลอร์ ไหลเข้ากลางให้ศุภชัยเข้าชาร์จ โดยที่ยังมีอดิศักดิ์ พร้อมสังหารอีกคน

โดยรวมแล้ว หากไม่โดนลูกยิง “ประหลาด ๆ” ของ เบดิช ที่ลงมาเปลี่ยนเกมได้พอสมควร ทีมชาติไทยเล่นได้ “ตามแผน” ที่เตรียมมานะครับ

กล่าวคือ เหมือนเกมชนะอินโดนีเซีย 4-2 นั่นคือ “ถูกต้อง” เพราะไม่แพ้นอกบ้านก็ไม่เสียหาย แม้จะน่าเสียดายที่ไม่ “ถูกใจ” จากความมันส์ระดับฮาร์ดคอร์ และผลการแข่งขันที่ไม่ได้ 3 แต้มเต็ม

อย่างไรก็ดี คงต้อง “ยอมรับ” ว่า ฟิลิปปินส์ เล่นได้ดีที่สุดในทัวร์นาเมนท์ที่เกมนี้หลัง 2 เกมแรกกระท่อนกระแท่นยิ่งกว่าทีมชาติไทยที่แฟนบอล “ช้างศึก” ยังไม่เติมเต็มนักกับสไตล์การเล่น

เจ้าบ้านไม่ได้เล่นเกมใด ๆ เลยประมาณ 2 เดือนก่อนทัวร์นาเมนท์นี้ในช่วง “ปรับเปลี่ยน” ทีมที่ได้ สเวน กับสกอตต์ คูเปอร์ อดีตกุนซืออุบลฯ และโปลิศ เทโร ทำทีม

ก็คงต้องใช้เวลาครับ แต่จากที่ได้เห็นในเกมนี้คงต้อง “ชื่นชม” ว่า ทีมชุดนี้ไม่ธรรมดา และมีสิทธิ์จะเจอกับเราอีกในนัดไฟนอลหากทั้ง 2 ฝ่ายทะลุผ่านรอบตัดเชือกไปได้

ส่วนทีมไทยในเกมนี้ ปรับ 3 ตำแหน่งจากเกมล่าสุดโดยส่ง ฉัตรชัย แทน ศิวรักษ์ และปกเกล้า กับศุภชัย แทนนูรูล และมงคล

ระบบน่าจะปรับนิด ๆ จาก 4-3-3 เหมือนจะมาเป็น 4-4-1-1 และรับเต็ม 4-5-1 โดยริมเส้น 2 ฝั่งถอยไปเป็นแบ็ค และ 4 ตัวแนวรับไม่มี “เสียตำแหน่ง” เกาะกันตลอดเวลา

นั่นคือ “จุดแข็ง” ของทีมชุดนี้ครับที่จะยากจะโดนเจาะโดยเฉพาะจากตรงกลาง และพื้นที่ half space ที่แทบไม่มีช่องหากไม่นับการป่วนของ ชร็อต หรือการลงมาเพิ่มตัวในแนวบนของ เบดิช

มิดฟิลด์ และแนวรุก “ช้างศึก” ต้องทำงานหนักมากครับ ระบบนี้ในการเล่นทั้งรับ และรุกผ่านจังหวะ Transition ที่ต้องทำกันอย่างรวดเร็ว เปี่ยมด้วยพลัง จนต้องวิ่ง “หน้าตั้ง” กลับตำแหน่งบ่อย ๆ

คงต้องชมทุกคนนะครับที่เล่นตาม “แท็คติกส์” แบบจะกล่าวโทษใครไม่ได้เลย และทั้ง 11 คนเล่นตาม “หน้าที่” มอบหมายอย่างเห็นได้ชัด

แถมยังป้องกันประตูราวกับ “ชีวิต” แขวนไว้ที่เส้นโกล์แบบที่ผมตั้งหัวเรื่องไว้

ครับ แม้จะดูไม่ “โดนใจ” นัก แต่เกมแบบนี้เราน่าชนะ และควรจะชนะ 1-0 ได้ตามแผน

อย่างไรก็ดี 1 แต้มกลับบ้านก็ไม่ถือว่า “ขี้เหร่” และยังคู่ควรกับเสียงปรบมือ “ขอบคุณ” อยู่ดีครับ