วัน-เวลา ที่อาจจะสร้างปัญหาในคอมมิวนิตี ชีลด์ | by SPORTDesk. Team

8 July 2020
167 VIEWS

อีกเพียง 4-5 นัด พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ก็จะจบลงแล้ว และจนถึงตอนนั้นก็เราก็ยังไม่มีปัญหาใด ๆ ที่อาจจะทำให้ฤดูกาลไม่จบลงเกิดขึ้นซ้ำอีก เพราะอย่างไรก็ตามตอนนี้เราก็ได้แชมป์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ถ้าจะมีปัญหาตามมาเพราะฤดูกาลไม่จบจริง ๆ ก็คงจะเป็นในส่วนของ โควตาฟุตบอลยุโรปที่กำลังขับเคี่ยวกันอย่างสนุก และ การตัดสินหาทีมตกชั้นซึ่งกำลังดำเนินไปอยู่ แต่ทั้งหมดนั้นเราค่อยมาคิดกันตอนที่จะเกิดปัญหาที่จะทำให้ฤดูกาลนี้ไม่จบก็ได้…ซึ่งเป็นไปได้ยากมาก

นั่นทำให้ สมาคมฟุตบอลอังกฤษ หรือ เอฟเอ เริ่มคิดถึงขั้นตอนต่อไป คือการเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ เพราะเวลามันค่อนข้างกระชั้นชิดเมื่อเทียบกับฤดูกาลที่ผ่าน ๆ มา โดยฟุตบอลอังกฤษในฤดูกาลนี้จะจบฤดูกาลอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 สิงหาคม เมื่อ เอฟเอ คัพ นัดชิงชนะเลิศที่เวมบลีย์ จบลง และนักฟุตบอล สโมสร รวมไปถึงฝ่ายจัดการแข่งขันก็มีเวลาพักเพียงไม่เท่าไหร่การแข่งขันฤดูกาลใหม่ก็จะเริ่มขึ้นในเวลาอีกแค่เดือนเศษ

อย่างไรก็ตาม มันมีปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่า ถึงแม้ฤดูกาลฟุตบอลอังกฤษจะจบลง แต่บางสโมสรในอังกฤษ ก็ไม่ได้จบฤดูกาล ทีมอย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี (และอาจจะรวมถึง เชลซี ในกรณีที่มีปาฏิหาริย์) ยังต้องแข่งขันในยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก ต่อในเดือนสิงหาคม และมันอาจจะยืดยาวไปถึง 23 สิงหาคมในเกมชิงชนะเลิศถ้าพวกเขาทำผลงานได้ยอดเยี่ยมพอ ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด กับ วูล์ฟแฮมป์ตัน ก็มีภารกิจในยูโรปา ลีก ซึ่งถ้าอะไรเป็นใจให้ไปถึงรอบชิงชนะเลิศ พวกเขาจะต้องเล่นไปถึง 21 สิงหาคม

ด้วยความกระชั้นชิดของเกมการแข่งขัน ถ้าหนึ่งในสองทีมจากเมืองแมนเชสเตอร์ สามารถผงาดขึ้นมาเป็นแชมป์เอฟเอ คัพ แล้วยังทำผลงานได้ดีในฟุตบอลสโมสรยุโรปรายการที่ตัวเองแข่งขัน นั่นหมายความว่าพวกเขาแทบจะไม่ได้มีโอกาสให้นักเตะในสังกัดตัวเองได้พักเลย เพราะว่า เอฟเอ เตรียมลงวันในการแข่งขันฟุตบอล คอมมิวนิตี ชีลด์ ฤดูกาล 2020/21 ไว้ที่ 30 สิงหาคมนี้แล้ว

สำหรับ ลิเวอร์พูล ในฐานะแชมป์พรีเมียร์ลีกแล้ว นี่ไม่ใช่ปัญหาเลย เพราะการแข่งขันของพวกเขาจะจบลงตั้งแต่เสียงนกหวีดสุดท้ายที่ เชนต์ เจมส์ ปาร์ก ในวันที่ 26 กรกฎาคมแล้ว ซึ่งหมายความว่าอย่างแย่ ๆ พวกเขาก็มีเวลาพักราว 1 เดือน เนื่องจากไม่มีภารกิจในเอฟเอ คัพ และ ฟุตบอลสโมสรยุโรปหลงเหลือแล้ว และเขาจะสามารถรอเจอใครก็ได้ที่เป็นแชมป์เอฟเอ คัพ ในคอมมิวนิตี ชีลด์ ได้อย่างไม่ลำบากยากเย็น

ก่อนหน้านี้ มีเสียงเรียกร้องให้ เอฟเอ ยกเลิก คอมมิวนิตี ชีลด์ ในฤดูกาลที่จะถึงนี้ไป เพื่อให้บรรดานักเตะได้พักผ่อนกันมากขึ้นอีกราว 1 สัปดาห์ แต่ทางองค์กรฟุตบอลของอังกฤษเพิ่งเปิดเผยตัวเลขงบประมาณของพวกเขาและยืนยันว่าพวกเขาจะต้องสูญเสียรายได้ราว 75 ล้านปอนด์ หรือราว 2,933 ล้านบาทต่อปีต่อเนื่องในอีก 4 ปีข้างหน้า ซึ่งเป็นผลกระทบมาจากการระบาดของโควิด-19

เป็นที่รู้กันดีว่าหนึ่งรายได้หลักของสมาคมฟุตบอลอังกฤษ คือการปล่อยเช่าสนาม เวมบลีย์ ให้ไปใช้งานในกิจกรรมต่าง ๆ ทั้งการแข่งขันกีฬา และ การจัดคอนเสิร์ต ดังนั้นการระบาดของโควิด-19 ทำให้มีกิจกรรมมากมายยกเลิกการเช่าสนามแห่งนี้ เพราะไม่ต้องการให้มีการรวมตัวกันของคนจำนวนมาก ซึ่งสอดคล้องกับแผนการในการรับมือการระบาดของโควิด-19 แต่มันก็สร้างความเสียหายมหาศาลให้กับเอฟเอ เช่นกัน นอกจากนี้ การยกเลิกกฎการเล่นแบบ ‘แข่ง’ ของเอฟเอ คัพ รอบ 3 และ รอบ 4 ในปีหน้า โดยในกรณีที่เกมแรกเสมอกันก็จะตัดสินด้วยการต่อเวลาและยิงจุดโทษทันที ก็ทำให้รายได้จากการถ่ายทอดสดของเอฟเอ ลดลงด้วย

นั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้รายได้ของ เอฟเอ ลดลงอย่างน่าตกใจ และพวกเขาก็ไม่ต้องการที่จะเสียรายได้จากคอมมิวนิตี ชีลด์ ซึ่งถึงแม้จะไม่สามารถเก็บค่าตั๋วของผู้ชมที่เข้ามาดูในเวมบลีย์ได้ แต่ค่าลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสุดฟุตบอลประเพณีนัดนี้ก็ยังมีมูลค่ามหาศาลซึ่งเป็นเหตุผลที่ทำให้พวกเขายอมให้มีการยกเลิกตามที่บางสโมสรในพรีเมียร์ลีกร้องขอไม่ได้จริง ๆ

ถึงแม้จะมีการเคาะวันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ว่าพวกเขาตั้งใจให้คอมมิวนิตี ชีลด์ ลงสนามกันในวันที่ 30 สิงหาคม แต่เอฟเอ ก็ยังจะชะลอการประกาศเรื่องดังกล่าวไว้ก่อน เพื่อรอจนจบการแข่งขัน เอฟเอ คัพ รอบรองชนะเลิศในวันที่ 18 และ 19 กรกฎาคม จบลงก่อนเพื่อรอดูว่าคู่ชิงของฟุตบอลถ้วยรายการที่เก่าแก่ที่สุดของปีนี้จะเป็นการเจอกันของใคร ซึ่งเชื่อกันว่า เอฟเอ อาจจะพิจารณาเรื่องวันแข่งขันของ คอมมิวนิตี ชีลด์ อีกครั้งถ้าหากคู่ชิงฯ เอฟเอ คัพ เป็นการเจอกันของ แมนฯ ยูไนเต็ด กับ แมนฯ ซิตี้ แต่ถ้าคู่ชิงเป็นการเจอกันของสองทีมจากลอนดอนอย่าง เชลซี และ อาร์เซนอล อะไร ๆ ก็จะง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า เอฟเอ อาจจะให้สิทธิกับ ยูไนเต็ด และ ซิตี ในการตัดสินใจอีกครั้ง ถ้าพวกเขาคว้าแชมป์เอฟเอ คัพ ได้จริง พวกเขาจะได้รับโอกาสในการเลือกว่าจะเล่นใน คอมมิวนิตี ชีลด์ หรือไม่ เพราะเอฟเอ ก็เข้าใจดีว่า พวกเขาต้องทำศึกฟุตบอลสโมสรยุโรปต่อไป ซึ่งถ้าหากพวกเขาปฏิเสธ เอฟเอ ก็อาจจะเชิญทีมที่เป็นรองแชมป์ หรือ อันดับรองลงไปใน เอฟเอ คัพ มาเล่นแทนได้เช่นกัน

การตัดสินใจครั้งนี้ของ เอฟเอ ก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ เพราะเมื่อเวลามันกระชั้นเข้ามา ทุกอย่างก็ยากแก่การควบคุม จะไปบอกว่า เอฟเอ หน้าเงินก็ไม่ได้ เพราะในภาวะโควิด-19 ที่ผ่านมา ทุกฝ่ายก็ต่างเสียหายไปมากแล้ว ดังนั้นนี่จึงเป็นการตัดสินใจที่ยากที่สุดครั้งหนึ่งของเอฟเอ และ สโมสรที่เกี่ยวข้องเช่นกัน…