โควิด-19 ทำให้แชมป์พรีเมียร์ลีกปีนี้ของลิเวอร์พูลยิ่งใหญ่ขึ้น, แย่ลง หรือเหมือนเดิม

30 May 2020
233 VIEWS

ผมมอง “ตรงข้าม” กับ ทรอย ดีนีย์ หมดเลยนะครับไม่ใช่ในประเด็น “แอนตี้” การกลับมาซ้อมโปรเจคต์รีสตาร์ท เพราะมันจบแล้ว เนื่องจากดีนีย์ กลับมาซ้อมแล้ว และตัวตั้งตัวตีเสียงดังอีกคน แดนนี่ โรส ก็เช่นกัน

ทว่าเป็นเรื่องที่ให้สัมภาษณ์กับ CNN แสดงความเสียอกเสียใจ (เล็ก ๆ) หรือพูดให้เพราะ ๆ หน่อยก็คือ แสดงความเห็นอกเห็นใจ “ลิเวอร์พูล” จนเกินงามไปหน่อยว่า ซีซั่นนี้เจอโรคระบาด จบไม่สวย เลยเสียใจกับแชมป์ในปีที่แข่งขันแบบไม่สมบูรณ์ และไม่น่าจดจำ

กัปตันทีมวัตฟอร์ด ดีนีย์ กล่าวไว้ตามนี้นะครับ:

“ผมเชื่อว่า มันจบไปแล้ว เมื่อมองที่ความสมบูรณ์ของซีซั่นนี้ ผมรู้สึกเสียใจกับลิเวอร์พูล เพราะไม่ว่าลีกจะเล่นอย่างไร พวกเขา (ลิเวอร์พูล) คู่ควรกับตำแหน่งแชมป์ และคู่ควรกับถ้วยรางวัล”

“แต่ไม่ว่าลีกจะ (กลับมา) เล่นอย่างไร และถึงแม้ว่าเราจะเล่นครบทุกนัด มันก็จะยังเป็นปีที่ถูกสปอย์ลโดยโรคระบาดอยู่ดี”

“มันจะไม่ใช่ปีที่แบบถูกมองว่า ลิเวอร์พูลชนะคว้าแชมป์ลีก และเป็นทีมที่ดีที่สุด และคุณรู้ไหม มัน 30 ปีที่พวกเขาไม่ได้ชนะ”

“ดังนั้น ผมจึงรู้สึกเสียใจกับพวกเขา และผู้เล่น และจอร์แดน (เฮนเดอร์สัน) และในมุมความสมบูรณ์แบบ มันไม่มีทางเลยที่คุณจะบอกว่านี่เป็นฤดูกาลการแข่งขันที่ประสบความสำเร็จ”

“มันเหมือนกับวิ่งมาราธอนแล้วถึง 20 กว่ากิโลเมตรแล้วหยุดวิ่งไป 2 เดือนแล้วกลับมาสปริ้นทในช่วงสุดท้ายแล้วบอกว่า อ่ะนี่, มันเป็นเวลาที่ดี”

ครับ มันก็ไม่ได้ผิดนะครับที่ดีนีย์ หรือใครจะคิดเช่นนั้น

และไม่ผิดเช่นกันที่แฟนลิเวอร์พูลอย่างผมจะไม่เห็นด้วย และแม้ผมไม่ใช่แฟนหงส์แดง ผมมานั่ง ๆ คิดดู ผมก็ไม่เห็นด้วยกับมุมมองของดีนีย์อยู่ดี

คือ “บริบทฟุตบอล” และบริบทโลกในปีที่มีโรคระบาดใหญ่แบบนี้มันแตกต่างออกไป แต่มันก็มีคุณค่าในตัวเอง

ผมเลือกมองช่วง Pre หรือช่วง “ก่อน” pandemic โควิด-19 จะเริ่มต้นขึ้นว่า ลิเวอร์พูล โชว์ฟอร์ม และผลงานได้อย่างสุดยอด เสมอ 1 แพ้ 1 (ให้วัตฟอร์ด นั่นแหละ) และชนะถึง 27 จาก 29 เกมในลีก

ขณะที่ช่วงกลาง หรือช่วง “ระหว่าง” 2 เดือนเศษซึ่งหยุดพักไปนั้น ผมก็เชื่อว่า นักเตะหงส์แดง ประพฤติปฏิบัติตนเอง และมีความรับผิดชอบต่อตัวเอง และสังคมไม่แพ้ทีมอื่น ๆ 

หรืออย่างน้อยก็ไม่ได้มีข่าวนักเตะ หรือทีมงานผู้เกี่ยวข้อง ทำผิด “มาตรการ” อะไรใด ๆ (เหมือนบางทีม)

ดังนั้น มันจึงต้องวัดกันต่อไปที่ช่วง Post หรือช่วง “หลัง” กลับมาเตะใน 9 นัดที่เหลือว่า ผลงานโดยรวมจะเป็นเช่นไร

แต่ก็อีกนั่นแหละครับ เพราะลิเวอร์พูลต้องการอีกแค่ 6 คะแนนจาก 27 คะแนน หรือให้แมนฯซิตี้ แพ้ 2 นัดเท่านั้นเอง

การต้องมาเตะสนามปิด ไม่มีกองเชียร์ หรือการอาจฉลองแชมป์โดยไม่มีแฟนบอล มันก็อาจจะมารวมเข้ากับ “บริบทฟุตบอล” ในปีนี้ที่ผมไม่อยากมองว่า “ความสมบูรณ์แบบ” มันหายไป หรือสูญเสียไปไหน

มันคือ ชีวิตต้องดำเนิน หรือ life goes on… ในมุมมองของผมมากกว่า

หนำซ้ำ สิ่งที่เกิดขึ้นเพราะ โควิด-19 มันยังได้สร้าง “อุปสรรค” หรือครีเอตตัวเป็น external factors (ปัจจัยภายนอก) ที่ยิ่งผนวกให้ซีซั่นนี้มีความยากลำบาก แต่ “พิเศษ” มากขึ้นไปอีก

จากที่จะกลายเป็นเตรียมฉลองแชมป์เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์ก็กลายเป็น “ช้าสุด” 

จากที่จะง่ายดาย ก็กลายเป็นต้องมาลุ้นปัจจัยมากมายที่ไม่สามารถควบคุมได้โดยมนุษย์

ดังนั้น มุมมองพื้นฐานมาตรฐานที่สุดก็คือ ไม่ควรมีใครมา take away ความยิ่งใหญ่ หรือเหมาะสมกับตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกในปีนี้ (ไม่ว่าจะเป็นลิเวอร์พูล หรือใคร) เพียงเพราะโลกมี covid-19 pandemic

เพราะที่จริงแล้ว ลิเวอร์พูลได้แชมป์ในปีนี้ มันควรเป็น แชมป์ที่ต้อง “จดจำ” ว่ายิ่งใหญ่ที่สุดใน “บริบทโลก” และ “บริบทฟุตบอล” ด้วยซ้ำ!