โคลิน แคเปอร์นิค : เมื่อเวลาพิสูจน์คุณค่าการกระทำ | by SPORTDesk. Team

1 July 2020
56 VIEWS

ในศึก อเมริกันฟุตบอล NFL ปี 2016 ถ้าไม่นับการคัมแบ็ค 25 แต้ม จากการตามหลัง 3-28 มาแซงชนะช่วงต่อเวลา 34-28 ของ นิวอิงแลนด์ เพเทรียตส์ เหนือแอตแลนตา ฟอลคอนส์ แล้ว อีกสิ่งที่น่าจะเป็นภาพจำให้คนมากมาย แต่มันอาจจะไม่ได้รับการยอมรับในวัน และ เวลานั้น คือการคุกเข่าระหว่างที่เพลง สตาร์ สแปงกลอด์ แบนเนอร์ หรือคือเพลงชาติของสหรัฐอเมริกาบรรเลง ของ โคลิน แคเปอร์นิค

ย้อนกลับไปในปี 2016 เคยมีเหตุการณ์เรียกร้องความยุติธรรมให้คนผิวสีแบบที่เกิดขึ้นกับกรณีของ จอร์จ ฟลอยด์ โดยในครั้งนั้นเป็น พอล โอนีล เด็กชายผิวสีวัย 18 ปี ถูกตำรวจวิสามัญทั้งที่เขาไม่มีอาวุธในมือ คนจำนวนมากในประเทศลุกขึ้นมาแสดงพลังต่อการกระทำเกินกว่าเหตุในครั้งนั้น และ แคเปอร์นิค ที่ตอนนั้นยังเป็นควอร์เตอร์แบคของ ซาน ฟรานซิสโก โฟร์ตีไนเนอร์ส ก็เป็นหนึ่งในนั้น

แน่นอนว่า เหตุการณ์คุกเข่าประท้วงระหว่างเพลงชาติ ไม่ได้มีแค่จอมทัพของ ซาน ฟรานซิสโก โฟร๋ตีไนเนอร์ส คนเดียวเท่านั้น ที่เป็นคนทำ เพราะมันยังมีนักกีฬาอีกมากมายที่ทำตามเขา แต่ที่คนพูดถึง แคป เนื่องจากเขาเป็นคนแรก ๆ ที่ทำ และยังเป็นคนที่ทำแบบนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อแสดงออกว่า ประเทศที่เขาอยู่ ยังไม่ได้มีความเท่าเทียมที่แท้จริงสำหรับทุกคนในประเทศนี้ และมันควรถูกมองเห็น ถูกแก้ไข ไม่ใช่เอาแต่ซุกมันเอาไว้ใต้พรมและทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป

ผลพวงจากการกระทำของเขา ทำให้ในฤดูกาลต่อมาทีม “คนตื่นทอง” ตัดตัวเขาทิ้งจากทีม และเขาก็ไม่ได้เล่นใน NFL อีกเลย โดยหลายคนมองว่าเป็นทฤษฎีการสมคบคิดของบรรดาเจ้าของทีม กับ ทาง NFL ที่เลือกจะไม่จ้างเขาเข้ามาในลีก เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงปัญหาซึ่งอาจจะตามมา ที่หลายคนคิดแบบนั้นเพราะว่า ตลอด 3 ฤดูกาลที่ผ่านมา เขาเป็นควอร์เตอร์แบ็คที่ดีกว่าใครอีกหลาย ๆ คนที่เล่นอยู่ในลีก แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครติดต่อเขาเพื่อจ้างเขาเลย

4 ปีผ่านไป นับตั้งแต่การคุกเขาครั้งแรกของเขา สหรัฐอเมริกาก็เกิดเหตุการณ์ที่เขาต่อสู้เพื่อไม่ให้มันเกิดขึ้นอีกครั้ง และคราวนี้มันกลายเป็นเรื่องที่ใหญ่โตกว่า และบานปลายกว่า หลาย ๆ คน ก็ต่างออกมาต่อสู้เพื่อทวงความยุติธรรมให้ จอร์จ ฟลอยด์ ผู้ล่วงลับ และสิ่งนี้มันก็พิสูจน์ไปพร้อม ๆ กันว่า สิ่งที่แคเปอร์นิคสู้เพื่อให้ได้มาตลอด มันชอบธรรมแค่ไหน และนั่นเองที่ทำให้ผู้คนเริ่มมองย้อยกลับไปถึงจุดเริ่มต้น และ ตัวตนของ แคป ว่าทำไม เพราะอะไร เหตุใด เขาจึงกลายมาเป็นนักต่อสู่ที่ยิ่งใหญ่และให้ความสำคัญกับชาติพุนธุ์ขนาดนี้

คำตอบของเรื่องราวนั้นคำกำลังถูกเปิดเผย เมื่อ เน็ตฟลิกซ์ สตรีมมิงเซอร์วิชยักษ์ใหญ่ของโลก ประกาศสร้างซีรีส์ความยาว 6 ตอนเล่าเรื่องราวของเขาโดยเฉพาะสิ่งที่เกิดขึ้นในวัยเด็ก ไล่เรียงมาจนถึงการต่อสู้เพื่อคนผิวสีที่ในวันเวลาตอนที่เขาแสดงออกนั้น เขาถูกกล่าวหาว่าเป็นคน “ชังชาติ”, “ไม่ให้เกียรติทหาร”, “ไม่ให้เกียรติคนในประเทศ” จนมาถึงวันที่ทุกคนตระหนักว่าสิ่งที่เขาทำมันถูกต้อง และ ยิ่งใหญ่ขนาดไหน

ซีรีส์ชุดนี้จะมีชื่อว่า “โคลิน อิน แบล็ก แอนด์ ไวท์” ที่ใช้ชื่อดังกล่าวเนื่องจากในวัยเด็กผิวสีที่ได้รับอุปการะจากครอบครัวบุญธรรมสีขาว การได้เติบโตมาและเรียนในโรงเรียนของคนขาว ซึ่งหล่อหลอมให้เข้าต้องเจอกับเรื่องราวและความอยุติธรรมมากมาย จนกระทั้งเขากลายเป็นนักกีฬา และ นักต่อสู้เพื่อความเท่าเทียมในสังคม

“ซีรีส์นี้จะมุ่งเน้นไปที่ชีวิตของแคเปอร์นิค ในโรงเรียนมัธยมปลาย ซึ่งเป็นการให้ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับการกระทำและประสบการณ์ที่ทำให้เขากลายเป็นนักกิจกรรมอย่างที่เขาเป็นทุกวันนี้” แถลงการณ์ของ เน็ตฟลิกซ์ ระบุ

ขณะที่ แคเปอร์นิค ก็ยินดีเกี่ยวกับข่าวที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งให้ความเห็นเบื้องต้นเกี่ยวกับซีรีส์ที่จะตีแผ่เรื่องราวชีวิตของเขาเรื่องนี้มาพร้อมกันด้วย

“บ่อยครั้งเกินไป ที่เราเห็นเรื่องราวการแข่งขัน และเรื่องราวของคนผิวดำผ่านมุมมองของคนผิวขาว” แคเปอร์นิค กล่าว

“เราพยายามที่จะให้มุมมองใหม่ ๆ ต่อความเป็นจริงที่แตกต่างที่คนผิวดำต้องเผชิญ

“เราจะสำรวจไปยังความขัดแย้งทางเชื้อชาติที่ผมได้เผชิญในฐานะชายผิวดำที่เป็นลูกบุญธรรมในชุมชนของคนขาวระหว่างช่วงมัธยมของผม”

นอกจาก แคเปอร์นิค จะร่วมให้เสียงบรรยายเรื่องราวของเขาเองในบางช่วงตอนของซีรีส์แล้ว เน็ตฟลิกซ์ ยังได้มือดีอย่าง เอวา ดูเวอร์เนย์ และ ไมเคิล สตาร์บิวรี มาร่วมงานในฐานะผู้เขียนบท และ โปรดิวเซอร์ด้วย ซึ่งทั้งคู่การันตีฝีมือจากการทำซีรีส์ชุด ‘When They See Us’ จนโด่งดังและลุ้นชิงรางวัล เอ็มมี อวอร์ด มาก่อนแล้วด้วย

นับเป็นเวลา 4 ปี ที่ แคเปอร์นิค ต้องสูญเสียอนาคตทางการกีฬาของเขาหลังเชื่อมั่นในการเรียกร้องความเท่าเทียม แม้มันจะเป็นเวลาที่ยาวนาน และเขาอาจจะกลายเป็นมหาเศรษฐีไปแล้วก็ได้ถ้าเขาทิ้งความเชื่อมั่นในหลีกการความเท่าเทียม หยุดคุกเข่า และก้มหน้าก้มตาเล่นกีฬาไป แต่ในเมื่อเขาเลือกเดินทางนี้ ในวันนี้เขาอาจจะไม่ได้รวยเป็นมหาเศรษฐี แต่เวลาได้พิสูจน์แล้วว่าสิ่งที่เขาทำมันยิ่งใหญ่

ยิ่งใหญ่ และน่าเอาเป็นแบบอย่างอย่างยิ่งด้วย!