#coachingpoints ชนะที่ “เกมรับ”

3 November 2018
1,542 VIEWS

ตอนแรก “ไม่หวัง” แต่ตอนนี้หลังสร้างสถิติชนะ และไม่แพ้ติดต่อกัน 12 นัด แฟน ๆ อาร์เซนอล อาจ “แอบหวัง” มากกว่า “ท็อปโฟร์” ไปเตะ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ด้วยซ้ำ

แต่เป็นถึง “ลุ้นแชมป์” โน่นเลย!!!

ครับ คำว่า “คาดหวัง” กับ “แฟนบอล” ก็ไม่ต่างจาก “คาดหวัง” จาก “แฟนเรา” นะครับ (ฮา :))

ขณะที่ ลิเวอร์พูล เก็บชัยรวด 3 นัด และแน่นอนกับสถิติ “ไร้พ่าย” ในบอลพรีเมียร์ลีกพร้อม ๆ กับ “ความหวัง” ที่สูงเสียดฟ้ากับตำแหน่งแชมป์พรีเมียร์ลีกสมัยแรก

ดังนั้นเกม “คู่เอก” ฟุตบอลอังกฤษสุดสัปดาห์นี้จึงเดินทางมาถึงในช่วงจังหวะ และเวลาที่พอดิบพอดีเหลือเกิน…

จุดเด่นทั้ง 2 ฝ่ายเหมือนกัน คือ “เกมรุก” ที่อาร์เซนอล ยิงกระจายใช้ได้ และทำได้ดีผ่านตัวหลัก 3 ตัว: ลากาแซตต์, โอบาเมอยอง หรือโอซิล โดยมี อิโวบี้ หรือเวลเบ็ค สอดแทรก

ทั้งหมดยิงรวมกัน 16 จาก 24 ประตูในลีกฤดูกาลนี้

ส่วนหงส์แดง นำโดย 3 ประสาน ซาลาห์, มาเน่, เฟียร์มิโน่ และอาจจะเพิ่ม ชาห์คิรี่ ที่เพิ่งยิงได้ 1 ประตูนัดชนะคาร์ดิฟฟ์ เข้ามาอีกคนเป็น Fab 4 ไม่นับ แดเนียล สเตอร์ริดจ์

ทั้ง 5 คนยิงรวมกันได้ในลีก 16 จาก 20 ประตูในลีกซีซั่นนี้

เรียกได้ว่า หากไม่นับ แมนฯซิตี้ (27 ประตู) และเชลซี (24) ทั้งลิเวอร์พูล และอาร์เซนอล ถือเป็น 4 ทีมที่ยิงได้มากที่สุดในลีกตอนนี้ และนั่งแท่น “ท็อปโฟร์” แบบเหมาะสม

เมื่อรวมกับ “สถิติ” ที่ทั้ง 2 ฝ่ายเจอกันพักหลัง ๆ การทำประตูน่าจะเกิดขึ้นได้แน่ในเกมนี้ เว้นเสียแต่ “ปัจจัย” กุนซืออูไน เอเมรี จะมีกลยุทธ์ในการเล่นอย่างไรในบ้าน

ผนวกกับ “ภาพรวม” ของอาร์เซนอล ที่เห็นได้ชัดเจนว่า เข้าทำเร็วขึ้น, ใช้จังหวะน้อยลง ในแดนสุดท้าย แต่กลับบิ้วท์เกมจากแดนหลังยาวนานขึ้นอันต่างจากยุค อาร์เซน เวนเกอร์

ขณะที่หงส์แดง จะใช้ “พลังงาน” น้อยลง และเล่นฟุตบอล “รัดกุม” แบบมีสมดุล และประสิทธิภาพมากที่สุดแล้วในยุค เยอร์เก้น คลอปป์ กับทีม

คำว่า “รัดกุม” สามารถมองไปที่สถิติการเสียเพียง 4 ประตูจาก 10 นัด เป็นรองเพียงแมนฯซิตี้ (3 ประตู) เพียงทีมเดียว

ดังนั้น สถิติจึงไม่ได้หลอกใคร และได้เห็นลิเวอร์พูลกำลังนั่งแท่นอันดับ 2 ตามหลังทีมเรือใบสีฟ้าทีมเดียว

ส่วนอาร์เซนอล แม้จะแพ้ 2 เกมแรกให้แมนฯซิตี้ (0-2) ตามด้วยเชลซี (2-3) ก่อนจะชนะรวดในลีก 7 นัดที่เพิ่งมาพลาดเสมอคริสตัล พาเลซ 2-2 ในเกมที่ผ่านมา

หรือรวมชนะติดต่อกันทุกถ้วย 11 นัด กลับแอบมี “ตำหนิ” นิด ๆ ตรงที่ถูกมองว่า เจอทีมระดับต่ำกว่าทั้งนั้น

ทว่าก็ต้องไม่ลืม การชนะติดต่อกัน 11 นัดไม่ใช่สิ่งที่จะทำได้ง่าย ๆ เฉพาะอย่างยิ่งหลังการเปิดหัวกับแมนฯซิตี้ และเชลซีที่ “ทำลาย” ความมั่นใจเฉพาะอย่างยิ่งการออก “บอลแรก” และสร้างเกมจากแนวรับ (ผู้รักษาประตู) ไปมิใช่น้อย

เมื่อสักครู่ ได้พูดถึงจุดเด่น “เกมรุก” ไปแล้ว ก็ควรต่อด้วย “แดนกลาง” ที่ ลูคัส ตอร์เรร่า และมัตเตโอ เกนดูซี่ กำลังจับคู่ได้ดี แต่น่าเสียดายเกมนี้ดาวรุ่งฝรั่งเศส “ติดแบน” อันมีสิทธิ์จะได้เห็น แอรอน แรมซีย์ ที่เป็นข่าวกับลิเวอร์พูลลงมาแทน โดยผลกระทบไม่น่าจะเยอะนัก หรือปรับกลับเอา กรานิต ชาก้า มาเล่น

ที่น่าห่วง คือ แบ็คซ้ายที่เจ็บกันหมด และต้องใช้ ชาก้า หรือเกมล่าสุดในบอลถ้วยใน คาร์ล เจนกินสัน ขณะที่เฮคตอร์ เบเญริน ต้องทดสอบความฟิตทางฝั่งขวา

เซนเตอร์ฮาล์ฟ ไม่ว่า มุสตาฟี จะยืนกับใครก็ดูน่าห่วง ไม่รวมนายทวารที่ทั้ง ปีเตอร์ เช็ค หรือแบร์นด์ เลโน ต่างเป็นรอง อลิสซง

ขณะที่ ลิเวอร์พูล แดนกลางจะไม่มี เฮนเดอร์สัน และเกอิต้า แน่ ๆ

นั่นหมายความว่า ระบบ 4-2-3-1 ใช้ ฟาบินโญ่ คู่ไวจ์นัลดุม มีความเป็นไปได้มากที่สุดหลังดาวเตะบราซิลได้เล่นตัวจริง 2 นัดติด ๆ กันแล้วทำได้ดี

แดนหลังน่าจะเป็น เทรนท์-โกเมซ-ฟาน ไดต์-โรเบิร์ตสัน เหมือนเกมใหญ่ ๆ ส่วนใหญ่

ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ ตาม “หน้ากระดาษ” ลิเวอร์พูลจะมีเกมรับที่ดีกว่าชัดเจน

หรือตีความได้ว่า “ลงตัว” ในการรับเป็นรุก และรุกเป็นรับได้ “สมดุล” มากกว่า

มองแบบนี้นะครับว่า ประสิทธิภาพการยิงประตูอาจ “ใกล้กัน” แต่ในส่วนเกมป้องกัน ผมมองว่า “แตกต่าง”

เกมนี้จึงมองได้ว่า “เกมรับ” จะตัดสินผลการแข่งขันให้ลิเวอร์พูลที่สดกว่าจากไม่มีเกมกลางสัปดาห์มีอย่างน้อย 1 แต้มกลับบ้านครับ
———-

<ad> บิ๊กแมตช์คู่นี้จะมันยิ่งขึ้นด้วยการรับชมผ่านระบบ 4K ทาง “ทรู วิชั่นส์” ช่อง 400 ในคืนวันเสาร์ที่ 3 พ.ย. คิกออฟเวลา 00.30 น.เป็นต้นไป ใครสนใจลองดูข้อมูลเพิ่มเติมรายละเอียดตามนี้นะครับ https://bit.ly/2yu6Qs6