#coachingpoints หน้าที่ใคร?

28 October 2018
210 VIEWS

วันนี้ขอ “อนุญาต” ต่อด้วยเรื่องทีมปิศาจแดง แมนฯยูไนเต็ด อีกสักวันนะครับ

ให้ถือว่าเป็น “ภาค 2” ภาคสุดท้ายต่อจากเมื่อวานเรื่อง “ตำแหน่ง”, การเคลื่อนที่ หรือวิธีการเล่นของ โรเมลู ลูคาคู ก็แล้วกัน

…เหตุการณ์ที่ไม่ควร “ละเลย” มองข้ามอีกจุดหนึ่งผ่านแมตช์กับยูเวนตุส คือ การประสานงานระหว่าง วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ และเนมันย่า มาติช ตอนรับมือ เปาโล ดิบาล่า ที่เล่น false 9 และดร็อปตัวหนีจาก “ไลน์รับ” ปิศาจแดงไปอยู่ระหว่าง หรือใกล้ ”ไลน์แดนกลาง” ของทีม

เรียกได้ว่า หากไม่ยืนระหว่าง “ไลน์รับ” ที่นำการยืนขึงโดย ลินเดอลอฟ และคริส สมอลลิ่ง กับ “ไลน์ที่ 2” แดนกลางของมาติช และพอล ป๊อกบา

ดาวเตะอาร์เจนไตน์ก็จะไปยืนระหว่าง ป๊อกบา และมาติช โดยเจตนา

เรียกได้ว่า ดิบาล่า “ฉลาด” และเก่งฉกาจมากในการ “หาช่อง” ที่มีที่ว่างเพียงพอ และเป็นช่องว่าง “กั๊ก ๆ” ไม่ว่าจะระหว่างไลน์ หรือระหว่างผู้เล่น

สร้างปัญหาให้นักเตะแมนฯยูฯ ที่ใช้แท็คติกส์การยืน “คุมโซน” (คุมพื้นที่)

สิ่งที่ได้เห็น คือ ลินเดอเลิฟ ไม่กล้านักจะสั่ง หรือบอกให้มาติช “ประกบ” หรือจัดการดิบาล่า ตอนถอนตัวขึ้นไปจากไลน์รับของตน

หรือบอก แต่ปริปากแบบไม่มั่นใจ และท่าทางก็สไตล์ตื่น ๆ แบบที่เห็นดาวเตะสวีดิชทำบ่อย ๆ

ส่วนมาติช ก็คือ มาติช นั่นคือ “เก๋ากว่า” และออกอาการไม่สนใจนัก แต่เลือกทำหน้าที่ตามแท็คติกส์ หรือ “ตามสั่ง” คือ รักษาโซนของตัวเอง

ซึ่งไม่เพียงพอ!

ประเด็นนี้ ผมคงไม่พูดว่า ใครผิด/ใครถูก/หน้าที่ใคร หรือควรจะทำอย่างไร?

แต่ขอพูดถึงสิ่งที่ควรทำว่า: 1.การสื่อสารสำคัญที่สุด และลินเดอเลิฟ กับมาติช ต้องคุยกัน หรือหากคุยแล้วเป็นแบบที่ได้เห็นในโอลด์ แทรฟฟอร์ด นั่นคือ ไม่มีใครเอา ดิบาล่า

โจเซ่ มูรินโญ่ ก็ต้องปราบปัญหานี้ด้วยการ assign ใครคนใดคนหนึ่ง หรือบอกวิธีการรับมือให้ชัดเจน เช่น ลินเดอเลิฟ ตามประกบมาก่อน แต่หากเลยพื้นที่ไปพอควรก็ให้ “แตะมือ” ส่งต่อให้มาติช

2.การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะลินเดอเลิฟ ที่อยู่หลังจะเห็นทุกอย่าง และต้องตัดสินใจว่าจะเอาอย่างไร เช่น จะตามดิบาล่าขึ้นไปแล้ว “ทิ้ง” ตำแหน่งตัวเอง

ซึ่งก็อาจทำได้ แต่ก็ต้องประเมินว่า ฝ่ายตรงข้ามคนอื่น ๆ จะแอบไปสอดแทรก หรือมีแนวโน้มจะเข้าไปเล่นในที่ว่างที่ตนเองเตรียมทิ้งมาหรือไม่? เช่น กรณีนี้ คือ กวาร์ดาโด้

เพราะโดยหลักการแล้ว คู่เซนเตอร์ฮาล์ฟไม่ควร “ฟันหลอ” หรือยืนหลุดตำแหน่งห่างจากกัน

จุดนี้ยังไม่ได้นับถึงความ “หลากหลาย” และ “ซับซ้อน” ในแท็คติกส์การเล่นของยูเว่ที่สุดท้ายกลายเป็น อองโตนี มักซิญัล ทางฝั่งซ้ายต้องลงต่ำไปประกบโรนัลโด้ที่โยกไปหาที่ว่าง และเปิดเข้ากลางให้ ดิบาล่า ยิงแบบว่าง ๆ

รวมความแล้ว การสื่อสาร และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า “หน้างาน” กับการแก้เกมให้ได้แบบทันด่วนของ มูรินโญ่ มีความจำเป็นอย่างที่สุดครับ

ทั้งนี้ “เกมรับ” ในฟุตบอลสมัยใหม่ต้องรับเป็นทีมตั้งแต่ “แดนบน” หรือลูคาคู เรื่อยลงมา

การจะผลักภาระ หรือ “โยนอุจจาระ” ให้ลินเดอเลิฟ หรือสมอลลิ่ง ต้อง “ดีลตรง” กับบรรดาเสือ สิงห์ กระทิง แรด โดยไม่ได้รับการปกป้อง หรือ “สกรีน” บ้าง อะไรบ้าง

มันไม่ใช่หนทางที่ฟุตบอลควรจะเป็น

ตรงกันข้ามทั้ง คิเอลลินี่ และโบนุชชี่ ที่ผมเขียนถึงวันก่อนกลับไม่ได้โดน “กดดัน” มาก หรือเจอสถานการณ์ 1 ต่อ 1 หรือ 2 ต่อ 2 หรือมี “เหตุ” ให้ต้องตัดสินใจยาก ๆ ในเวลาที่จะมีกองกลางมาช่วย “โคเวอร์” ให้มีปริมาณคนมากกว่าเสมอยามรับ

ขณะที่ยามรุกก็สามารถสร้างเกม 3 เหลี่ยมได้กับ เบนตากูร์ หรือปานิช หรือจะ “ฟรี” ตลอดให้มีโอกาสได้เซ็ตบอล และออกบอลแรก หรือแม้แต่ “มีช่อง” ให้พาบอลเติมขึ้นมา

ดังจะเห็นว่า มิดฟิลด์ยูเวนตุส ทำหน้าที่ได้ “สมบูรณ์” ทั้งรับ และรุกเช่นเดียวกับการเพรสซิ่งสูงของแนวรุกที่ทำให้เสมือนป้องกัน “ด่านแรก” จากแดนหน้าเลยทีเดียว

ครับ ไม่มากก็น้อยกับความพยายาม “ต่อสู้” ของมูรินโญ่ และนักเตะที่ดูเหมือนจะดีขึ้นผ่านเกม “คัมแบ็ก” ในช่วงหลัง

โจเซ่ มูรินโญ่ ต้องเพิ่ม “อาวุธ” เป็นแท็คติกส์การเล่นทั้งรับ และรุกให้ดีกว่านี้กับทีมที่ไม่ได้ “ขี้เหร่” และมีศักยภาพในการเล่นมากกว่านี้ “อีกมาก”

เพื่อจะไม่ให้เกิดเหตุการณ์ “เกี่ยงกัน” เล่น หรือหน้าที่ใคร (ว่ะ)? ขึ้นมาอีกครับ

<ad> สำหรับสัปดาห์นี้ จับตา ลินเดอเลิฟ – มาติช และเกมรับแมนฯยูไนเต็ดที่จะเตรียมรับมือ เอฟเวอร์ตัน ในศึก “ซูเปอร์ซันเดย์” วันอาทิตย์ที่ 28 ต.ค.เวลา 23.00 น.ทางช่อง beIN SPORTS 1 ทรูวิชั่นส์ ช่อง 676 รายละเอียดเพิ่มเติม https://bit.ly/2yu6Qs6 🙂