#coachingpoints เมื่อ “จุดแข็ง” กลายเป็นจุดอ่อน

22 October 2018
321 VIEWS

การ “ตามหลัง” กลับมาแซงชนะ หรือไม่แพ้ใน 2 นัดติดต่อกัน จะว่าไปแล้วคือ สุดยอด “คุณสมบัติ” พื้นฐานของทีมฟุตบอลที่ดีนะครับ

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยโจเซ่ มูรินโญ่ ทำสิ่งนี้ได้สำเร็จเหนือนิวคาสเซิล ที่ตามหลัง 0-2 ใน 10 นาทีแรกก่อนกลับมาชนะ 3-2 และเกือบทำได้กับเชลซี ที่โดนนำ 0-1 จากลูกเตะมุม และจะพลิกชนะ 2-1 อยู่แล้วหากไม่โดนยิงตอนทดเจ็บ 90 + 6

มองใน “มุมบวก” มันคือ 4 แต้ม “ได้รับ” นะครับไม่ใช่ 2 แต้มเสียไป (หากชนะทั้ง 2 นัด) เพราะจริง ๆ มันอาจจะเป็น 0 แต้มจาก 2 นัดเลยก็ได้

อย่างไรก็ดีครับ เป็นเพราะมาตรฐานของทั้งมูรินโญ่ และแมนฯ ยูไนเต็ด เองที่ได้ “วางราก” เอาไว้

การ “ต้องชนะ” เท่านั้น และควรต้องชนะแบบสวยงามด้วย คือ ความคาดหวังครับ

 

ก่อนหน้าวันนี้ ผมมีบทความล่าสุด ถึง มูรินโญ่ หลายครั้งมากใน sportdesk.co สุดท้ายได้ข้อสรุปว่า กุนซือโปรตุกีส “ยึดติด” อยู่กับกลยุทธ์ และกลวิธีเดิม ๆ ที่พาตัวเค้าประสบความสำเร็จในเวลาที่ฟุตบอลปัจจุบันมัน evolve หรือถูก “คิดค้น” พัฒนาไปไกลมากกว่าที่คิด

ครับ ไม่ใช่ฟุตบอล “ปรับตัว” ตลอด แล้วคนอย่างมูรินโญ่ จะมีปัญหาคนเดียวเท่านั้น

อีกตัวอย่างที่เจ้าตัวบอกล่วงหน้าว่าจะกลับมารับงานฟุตบอลตั้งแต่ 1 ม.ค. ศกหน้า อาร์เซน เวนเกอร์ ณ วัยแตะ 70 ปีก็เช่นกันที่ “จบไม่สวย” นักกับอาร์เซนอล

เพราะเหตุผลเดียวกัน

อย่างไรก็ดี จาก 2 เกมล่าสุดที่เห็น Free-flowing football ในเกมรุกเมื่อ “ต้องรุก” ของแมนฯ ยูฯ ตอน “ครึ่งหลัง” ผมเชื่อว่า มันยังพอมี “แสงสว่าง” เล็ดลอดจากปลายอุโมงค์นะครับ

ก็ในเมื่อ “เกมรับ” ทำได้ไม่ตรงปก, ไม่เหมือน “จุดขาย” ของตัวเอง และเสียประตูง่ายดายเป็น “สถิติ” ฟ้องว่า โดน 20 ประตูจากเซ็ตเพลย์ 85 เกมในพรีเมียร์ลีก

หรือเสียแล้ว 16 ประตูในฤดูกาลนี้ ทั้งที่ ดาวิด เด เกอา ก็ฟอร์ม “เดอะ แบก” ซะขนาดนี้

แล้วยังจะวาง “กลยุทธ์” เล่นตามจุดอ่อนของทีมเพื่ออะไร?

เพื่อ “ปรัชญา” ที่ไม่ยอมเปลี่ยนในยุคฟุตบอล evolve โน่นนี่นั่นกันขนาดนี้นะหรือ

การ “ยึดติด” ไม่เพียงเปิดจุดอ่อนเป็น “ช่องโหว่” ให้คู่ต่อสู้ได้เจาะทะลวง แต่ยังทำให้ “จุดแข็ง” ในเกมรุกของตัวเองที่เห็นชัดเจนว่า “ดี(เกิน)พอ” ไม่ได้เติมเต็มศักยภาพด้วยเช่นกัน

การยิงถึง 5 ประตูจาก 2 นัดใน “ครึ่งหลัง” ล้วน ๆ และเสียเพียง 1 ประตูน่าจะ “พิสูจน์” หรือควรทำให้มูรินโญ่ได้ “ฉุกคิด” อะไรบ้างนะครับ

เพราะหากเล่นเกมรุก ปล่อยนักเตะเล่น free-flowing football อันเป็นอิสระภายใต้ “กรอบ” แท็คติกส์ที่จำกัดแค่ประมาณหนึ่ง

แมนฯยูฯจะถล่มนิวคาสเซิลกระจาย และจะชนะเชลซีโดย “เกมรับ” จะโดนทดสอบน้อยลง เพราะฟุตบอลจะอยู่แดนคู่แข่ง หรืออย่างน้อยเกิน 35 หลาจากปากประตูตัวเองขึ้นไป (พิจารณาข้อมูลจากขอบเขตใน “ครึ่งหลัง” 2 นัดนี้เท่านั้นนะครับ)

โดยจากเกมเชลซีทำให้เราได้เห็น ความโดดเด่นของ ลุค ชอว์ ยามอยู่แดนบน, ฮวน มาตา, มาร์คัส แรชฟอร์ด หรือแม้แต่ ลูคาคู โดยไม่ต้องพูดถึง อองโตนี่ มักซิญัล ที่โดดเด่นทำ 2 ประตู

ผมจะไม่พูดว่า มูรินโญ่ “พลาด” กับการกลับไปใช้วิถี วิธีการเดิมตอนเปลี่ยน เปไรร่า แทนมักซิญัล และเอร์เรร่า แทน มาต้า เพื่อเน้นรับท้ายครึ่งหลัง

จนสุดท้าย “ปราการหลัง” ก็พังพาบจริง ๆ จาก 3 ดอก: โหม่งชนเสา, ตามด้วยซ้ำจ่อ ๆ เด เกอา เซฟ, ก่อนดาบ 3 จะเป็นบาร์คลีย์ ที่หวดสุดชีวิตตุงตาข่ายระยะเผาขนตีเสมอ 2-2

กุนซือส่วนใหญ่ก็คงเลือกเปลี่ยนตัวแบบนี้หมือนกันนี่แหละ

แต่ตามหัวข้อวันนี้ครับว่า แมนฯยูฯ ตอนนี้ ไม่ใช่ทีมที่รักษาสกอร์ได้ ฉะนั้นหากเมื่อไหร่ที่คิดจะทำแบบนั้นก็เตรียมเสียประตูได้เลย

เอาเป็นว่า ผมแค่ “นำเสนอ” ในอีกมุมของฟุตบอลนะครับ

“แชร์” ความเห็นกันเข้ามาได้ ไม่มีถูกผิด แต่สำหรับผมยามนี้ Attack is the best form of defense คือ “คำตอบ” ที่น่าทดลองของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ครับ