#coachingpoints คิดถึง gegenpressing

21 October 2018
1,081 VIEWS

“ชนะ” แต่ก็เป็นอีกเกมที่ไม่ได้เห็นลิเวอร์พูลที่ดีที่สุดยกเว้นจังหวะได้ประตู “คุณภาพ” ในเกมที่ฮัดเดอร์สฟิลด์ไม่ได้ “ขี้เหร่” แม้แต่น้อย ทว่าบทสรุปของมันคือ ทีมแชมเปี้ยนชิพ vs. ทีมไฟนอลแชมเปี้ยนส์ลีก นั่นเองครับ

นัดนี้ ลิเวอร์พูล ใส่ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ เป็นตัวจริงพร้อม ๆ กับ อดัม ลัลลาน่า และเซอร์ดาน ชาห์คิรี ในระบบพิมพ์นิยมของ เยอร์เก้น คลอปป์ 4-3-3 โดย ลัลลาน่า – สเตอร์ริดจ์ – ซาลาห์ ทำหน้าที่ 3 ตัวบน

ชาห์คิรี – เฮนโด้ – มิลเนอร์ เป็น 3 มิดฟิลด์ ขณะที่เกมรับยังคงใช้ ลอฟเรน คู่กับฟาน ไดต์ เหมือนก่อนพักเบรก “ฟีฟ่า เดย์” แล้วโยกโกเมซ ไปยืนแบ็คขวา ส่วนแบ็คซ้ายเป็น โรเบิร์ตสัน เหมือนเดิม

สิ่งทีได้ “เรียนรู้” นอกจากดูฟอร์มนักเตะใหม่ คือ ความสัมพันธ์ในเกมรุก โดยเฉพาะ “จุดเด่น” จากรับเป็นรุกยังไม่ลื่นไหลนัก

หลายจังหวะพอ “เร่งสปีด” จะเคาน์เตอร์แอทแทคแล้วทำไม่ได้ ทำให้ “เสียบอล” และตกอยู่ในสถานการณ์ “โดนโต้” หนามยอกเอาหนามบ่ง เสียเอง

แต่ประตูนำ 1-0 ถือว่า “สมบูรณ์แบบ” จากโกเมซ ไหลทะลุให้ชาห์คิรี ที่เปิดบอลเข้าช่อง half space ให้ซาลาห์ด้วยน้ำหนักพอดิบพอดีแบบเจ้าชายอียิปต์ไม่ต้องตกแต่งบอลใด ๆ แต่ยิงตามน้ำได้เลย

ครับ นี่คือความ “แตกต่าง” ของราคานักเตะ และคุณภาพที่พอถึงเวลา หรือมีจังหวะ ลิเวอร์พูลทำได้เลยผ่าน 3 ผู้เล่น

ขณะที่ ฮัดเดอร์สฟิลด์ มีซัดชนเสา, เกือบได้จุดโทษ และยิงเข้าแต่ล้ำหน้านิดเดียวซึ่งถือว่า โชคไม่ดีทั้ง 3 โอกาสในช่วงท้ายครึ่งแรกที่ทำได้ดี และเกมโดยรวมก็ถือว่า เดวิด วากเนอร์ วางแผนมาดีจนดูน่าแปลกใจว่า นี่คือทีมที่ยังไม่ชนะ หรือยิงประตูในบ้านไม่ได้เลยหรือนี่ (แต่พอได้เห็น สตีฟ มูเนียร์ พลาดหน้าปากประตูครึ่งหลังก็พอเข้าใจมากขึ้น)

ครึ่งเวลาหลังเราได้เห็นสิ่งที่คลอปป์แทบไม่เคยทำนั่นคือ ถอดกัปตันทีม เฮนเดอร์สัน ออกแล้วใส่ จิจี้ ไวจ์นัลดุม ลงไปแทน เพราะคงเห็นช่วงปลายครึ่งแรกว่า เกมแดนกลางน่าจะต้องการความเร็ว หรือความไดนามิค มากกว่าสไตล์ “นิ่ง ๆ” แบบเฮนโด้

เกมที่แม้ไม่ได้ “ดุดัน” เร้าใจ เต็มไปด้วยโอกาส หรือขย่มขยี้ คอนโทรลคู่แข่งแบบอยู่ใต้ “ฝ่าเท้า” ทว่า ลิเวอร์พูล ก็เล่นอย่างมืออาชีพ และดูเหมือน “เอาอยู่” กับพลังหมัดของกองหน้า โลรองต์ เดอปัวตร์ หรือตัวสนับสนุน โจนาธาน ฮอก กับการคุมจังหวะของ อารอน มอย

อย่างไรก็ดีครับ สิ่งที่ผมสนใจที่สุด คือ aggressive play ผ่านการเพรสซิ่ง ไม่ว่าจะ “เพรสสูง” หรือเพรสดุเดือด gegenpressing กลับยังไม่ได้เห็นอีกเช่นเคย

ถามว่า จำเป็นต้องเล่นโหดแบบนั้นไหม?

ก็ไม่ได้จำเป็นนะครับ แต่ “ใจลึก ๆ” แค่แอบสงสัยว่า เรา ๆ ท่าน ๆ จะไม่ได้เห็น gegenpressing หรือฮาร์ดร็อค ฟุตบอล อีกแล้วหรือ?

อ่ะนะ รวมความแล้ว ลิเวอร์พูล ชนะด้วยผลต่างประตูเพียง 1 ลูกเป็นนัดที่ 5 จากชัยชนะในฤดูกาลนี้ทุกรายการ 8 นัด

ซึ่งไม่ว่าจะยิงได้เยอะ เสียเยอะ (แต่ยิงได้มากกว่า) หรือยิงได้เฉียดฉิวแบบเกมนี้ หรือที่ชนะไบร์ทตันด้วยสกอร์เดียวกัน

สถานการณ์ และผลงาน “หงส์แดง” ซีซั่นนี้น่าจะเป็นแบบนี้ รวมถึงต้องลุ้นน้ำลายเหนียวคอว่าจะเอาตัวรอดได้หรือไม่นะครับ

พอยต์อื่น ๆ:
1.เกมนี้ ผมเริ่มได้เห็น อลิสซง ออกบอลด้วยเทคนิคการเตะดีขึ้น อาจไม่ใช่ low dive แบบสมบูรณ์ แต่ก็ถือว่า ใกล้เคียง

2.สเตอร์ริดจ์ แม้จะดู “คม” และทำได้ดีในระดับหนึ่ง (ยกเว้นลูกปั่นโค้งที่ไม่เฉียดกรอบประตูเลย) ทว่าการ “เชื่อมเกม” หรือ link up การเล่นยังสู้ เฟียร์มิโน่ ไม่ได้

3.ลอฟเรน “ใช้เท้า” ได้ไม่ดีเท่ากับ โกเมซ ในตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟ ทำให้การเล่น “บอลแรก” จากหลังของลิเวอร์พูล รวมถึงการ build up เกมรุกในภาพรวมด้อยประสิทธิภาพลงไปนับจากดาวเตะโครเอเชียกลับมา

4.ชาห์คิรี่ มีประโยชน์แน่ เสียบอลยาก เปิดบอลตัดเข้ากลางด้วยเท้าซ้ายจากฝั่งขวาได้ดี อันตราย

5.ลัลลาน่า อาจจะดู “หวือหวา” ในบางจังหวะ แต่ “ผลผลิต” สุดท้ายยังไม่มีอะไรเป็นรูปธรรม

6.เกมนี้เริ่มจะเห็นชัดเจนว่า “การทุ่ม” ของลิเวอร์พูลดูมีจังหวะจะโคน และมีเป้าหมายมากขึ้นหลังได้โค้ชการทุ่ม โธมัส กรอนเนมาร์ค มาช่วยงาน

7. VVD ดูเหมาะสม สง่างามกับปลอกแขนกัปตันทีมที่ได้สวมใส่ในครึ่งเวลาหลัง และทำให้เจ้าตัวดูดีเหมือน “เปล่งพลัง” ได้เพิ่มเฉกเช่นตอนเป็นผู้นำทีมชาติเนเธอร์แลนด์ (มีพลาดเต็ม ๆ จังหวะสกัดพลาดท้ายครึ่งหลังจน มูเนียร์ เกือบยิงได้)

8.ไม่มากก็น้อย ฟาบินโญ่ ดูปรับตัวได้ดีขึ้น แม้จะยังกล้า ๆ กลัว ๆ อยู่บ้าง ซึ่งคงต้องใช้เวลา