#coachingpoints ถึงจะ “ขี้เหร่” แต่สำคัญ

29 October 2018
858 VIEWS

สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา “พรีเมียร์ลีก” มีการทำประตูสวย ๆ หลายช็อต หลายดอกนะครับ

โรแบร์โต้ เปเรย์ร่า โซโล่หลบฝูงนักเตะฮัดเดอร์สฟิลด์จำนวนมากกว่านิ้วในมือ 1 ข้างเข้ายิงให้วัตฟอร์ดออกนำ 1-0 ก่อนชนะ 3-0

เกลน เมอร์เรย์ หัวหอกตัวเก๋า 35 ปีกับประตูโทนที่ “คลาสสิค” สะกิดเหมือนง่ายพาไบร์ทตัน เฉือนวูลฟ์ส 1-0 และก็เป็นประตูที่ 6 ของเจ้าตัวในซีซั่นนี้

เซอร์ดาน ชาห์คิรี่ กับประตูแรกในสีเสื้อ ลิเวอร์พูล ที่โยกไหล่ดึง 1 จังหวะก่อนแปด้วยซ้าย หรือประตูปิดท้ายจาก ซาดิโอ มาเน่ เริ่มต้นจากแดนกลาง และวิ่งไม่หยุดมารับบอลจาก ซาลาห์ ไปชิพสุดสวยเป็นประตู 4-1 ให้ลิเวอร์พูล ถล่มคาร์ดิฟฟ์ ขึ้นจ่าฝูงชั่วคราวอย่างน้อย 48 ชม.

กรานิต ชาก้า ฟรีคิกสุดสวิงริงโก้ตีเสมอพาเลซ 1-1 ก่อนจบ 2-2 หยุดสถิติชนะรวด 11 นัดของอาร์เซนอล

ประตูจากการวิ่งทะลวง “หลังไลน์” ของ โมราต้า หรือลากมายิงของ บาร์คลีย์ 2-0 หรือเลี้ยงตัดจากซ้ายเข้าในแล้วปั่นโค้งของวิลเลียน 3-0 ล้วนสวยหมดในเกมที่เชลซีบุกถล่มเบิร์นลีย์ 4-0

หรือจะช็อตปั่นโค้งของ อองโตนี มักซิญัล ให้แมนฯยูฯนำเอฟเวอร์ตัน 2-0 ก่อนชนะ 2-1

ทุกประตู “สวยสด” งดงามตามท้องเรื่อง และตาม “นิยาม” มาตรฐานของการทำประตูขั้นเทพครับ

หรือจะว่าไปแล้วก็คือตาม “คอนเซ็ปต์” ที่เข้าใจได้ถ้วนหน้าว่า การทำประตูสวย ๆ ต้องมี “องค์ประกอบ” อะไรทำนองนี้

 

อย่างไรก็ดีครับ ในสัปดาห์นี้ ผมเอง “สะดุด” ที่สุดกับประตูที่ 2 จากสนาม “แอนฟิลด์” ครับ

ฟาบินโญ่ ได้บอลกลางสนามก่อนไหลเข้ากรอบ 18 หลาให้ เฟียร์มิโน่ ที่ “ยึกยัก” ก่อนบอลทะลักแล้วไหลไปให้ โมเรโน่ที่ปาดเข้ากรอบเขตโทษจังหวะเดียวให้ ซาดิโอ มาเน่

หัวหอกเซเนกัล ทำท่าจะไปทางขวาแต่วนมาซ้ายอันเป็นภาพเจนตาที่ชอบทำ “ท่ายาก ๆ” ก่อนจะ “แถไปมา” เลี้ยงชน เลี้ยงฝ่า พร้อมปะทะลำแข้ง และเท้านักเตะคาร์ดิฟฟ์ 2-3 คนก่อนจะหมุนตัวยิงตูมด้วยซ้ายทะลุคนที่ 4 ผ่านมือ นีล เอเธอริดจ์ เข้าประตูไปแบบตาข่ายแทบขาด

ความสำคัญของประตูนี้ “อีกมุม” คือ มันห่างจากประตูแรก (น.10) อยู่ 50 นาที (น.65) และทำให้ลิเวอร์พูลเล่นได้ง่ายขึ้นแม้จะเสียประตู 2-1 ตามมาแล้วค่อยมา “เร่งเครื่อง” อีก 2 ประตูชนะ 4-1

ครับ ประเด็นของผม คือ ฟุตบอล “บางที” ต้องยิงแบบนี้

ต้องฝืนยิงแบบนี้ ต้องหลับหูหลับตายิงแบบนี้ ต้องดื้อ/ต้องตื้อยิงแบบนี้

บ้าง!!!

ไม่ใช่จะเล่นชิ่ง 1/2 หรือต่อบอลสวยงามหลายจังหวะจนหลุดไปยิงเหน่ง ๆ ชัวร์ ๆ หรือต้องมีขั้นตอนกระบวนการเข้าทำสลับซับซ้อน หรือต้องมีบิ้วท์อัพเกมสวย ๆ หรือต้องเกิดจากบอลแรก บอลสอง และต่อ ๆ มาตามสูตร

หรือต้องเกิดจากบอล killer pass (แบบ บาร์คลีย์ ไหลให้โมราต้า ทำ 1-0 หรือซาลาห์ เปิดทะลุให้มาเน่ ยิง 4-1)

หรือต้อง “เทคนิค” แพรวพราวปั่นโค้งแบบมักซิญัล หรือวางเท้ายิงไกลบอลพุ่งเข้าสามเหลี่ยมแบบ ชาก้า

ฯลฯ และฯลฯ

เพราะการทำประตู สามารถ “ขี้เหร่” ได้ และสามารถ “เสี่ยงยิง” จากตำแหน่ง หรือโอกาสที่ดูเหมือนไม่มีอะไรได้

ใครจะรู้หากลูกนี้ มาเน่ ยิงไม่ทะลุก็อาจไปโดนกองหลังแฉลบ เช่น เอ็นดิดี้ ยิงแฉลบโครมใหญ่ตีเสมอ 1-1 ให้เลสเตอร์ กับเวสต์แฮม หรือบอลอาจลอดขากองหลัง (หากไม่แฉลบ) โดยไม่โดนบล็อกเข้าประตูก็เป็นได้

ประเด็นจึงอยู่ที่การต้อง “ได้ลอง” ได้มีโอกาส “เสี่ยง” บ้าง

โดยเฉพาะในกรอบเขตโทษ เพราะ “ผลลัพธ์” อาจเป็นประตูสำคัญขึ้นมาได้ และจะเป็นการดีกว่า “ไม่ยิง” หรือไม่ทำอะไรเลย

เฉพาะอย่างยิ่งกับหลายทีมที่ดูเหมือนจะมีปัญหาในการทำประตู เช่น พวกท้ายตาราง

ครับ ไม่ลอง ไม่รู้ ไม่ยิงก็ไม่มีโอกาสจะได้ประตู…น่าจะเป็น “มุมมอง” ที่ใช้ได้อยู่เสมอ

ผมจึงเลือกประตูที่เกิดขึ้นเหมือนจะ “ไร้สาระ” ของ ซาดิโอ มาเน่ ในลูก 2-0 เป็นประตู “บทเรียน” สำหรับฟุตบอลประจำสัปดาห์นี้ครับ

สุดท้าย ไม่อยากจะบอก และเปรียบเทียบว่า “ชีวิตก็เช่นกัน”

เฉกเช่น “สโลแกน” แบรนด์กีฬาดัง “just do it” ครับ