#coachingpoints : “เรียนรู้” จากนาโปลีเพื่อรับมือ “เรือใบ”

ขออนุญาตพูด “ย้อนหลัง” ถึงเกมนาโปลี – ลิเวอร์พูล แต่จะเป็นภาพส่งต่อถึงเกม “ซูเปอร์ซันเดย์” ลิเวอร์พูล – แมนฯซิตี้ ด้วยน้ำหนักที่มากกว่านะครับ

คำถามคั่งค้าง:

1.สามประสาน มาเน่-เฟียร์มิโน่-ซาลาห์ ไม่เหมือนเดิม โดยเฉพาะเจ้าชายอียิปต์ ในเกมที่ไม่ได้มีช็อตเข้ากรอบเลย?
2.ไม่ชนะมา 3 เกม และค่อนข้างกรอบกับโปรแกรม 7 นัด 22 วันที่กำลังจะสิ้นสุดวันอาทิตย์นี้จะทำอย่างไร?
3.แดนกลางโดน outplayed โดยนาโปลี และอาการบาดเจ็บของ นาบี เกอิต้า ที่แม้จะเหมือนไม่เป็นไร และน่าจะกลับมาได้ แต่สภาพโดยรวมของกลางชุดนี้จะเป็นเช่นไร ณ จุดที่ฟาบินโญ่ ยังไม่พร้อมนัก
4.เกมรับฝั่งขวาเจ้าหนู เทรนท์-อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ที่โดนสถานการณ์ 2 ต่อ 1 ในแมตช์นี้

กว้าง ๆ เท่านี้พอนะครับในเกมที่รวม ๆ กล่าวได้ว่า ลิเวอร์พูลเล่นได้มี “ประสิทธิภาพ” น้อยที่สุดตลอด 10 นัดฤดูกาลนี้ที่ชนะ 7 เสมอ 1 แพ้ 2 และเป็นการแพ้เฉพาะในบอลถ้วย

ตอบคำถาม:
1.เป๊ป กล่าวในช่วงหนึ่งของซีรีส์ All or Nothing ว่า จะหยุดซาลาห์ หรือมาเน่ คือ “ปิดช่อง” การเล่นไม่ให้ทั้งคู่ได้มีพื้นที่ไม่ว่าจะริมเส้น หรือหลังแบ็ค หรือมีโอกาสรับบอลพร้อมเวลา กับพื้นที่จากแดนกลาง

ส่วน เยอร์เก้น คลอปป์ พูดหลังเกมพ่ายนาโปลีไว้ว่า ทั้งมาเน่ และเฟียร์มิโน่ ครองบอลนานเกินไป และ “เสียบอล” ทำให้กองกลาง หรือฟูลแบ็คที่เติมไปซัพพอร์ต ไม่สามารถช่วยเติมเต็มฟังก์ชั่นในเกมรุกได้

ทั้ง 2 ข้อมีประเด็นครับ เพราะคาร์โล อันเชล็อตติ วางแท็คติกมาดี โดยตัดเกม หรือฟาล์วอ่อน ๆ ตั้งแต่กลางสนามในจังหวะที่หงส์แดงพอจะ “โต้กลับ” เร็วได้

หลายจังหวะทั้งครึ่งแรก และหลังสามารถเป็น “ใบเหลือง” ได้ แต่กรรมการ วิคเตอร์ คาสไซ ใจดีไปนิด เลยกลับกลายเป็น คาลิดู คูลิบาลี โดนใบเหลืองคนเดียวทั้งที่อย่างต่ำ 3-5 ใบสามารถเป็นได้

ขณะที่แนวรับยังประกบชนิดไม่ให้ได้มีเวลาหายใจ หรือ “กลับตัว” เฉพาะอย่างยิ่งซาลาห์ต้องหันหลังพิง และเล่นบอลโดยแทบไม่ได้มีจังหวะสปีดเลย

ถือเป็นการประกบที่ดีมาก โดยที่กองกลางไม่สามารถสร้างเกมไปสู่แดนหน้าได้อย่างที่เคยเป็น

2.เรื่องความกรอบ เกมนี้ คลอปป์ ถูกบีบให้เปลี่ยน เฮนโด้ ลงมาแทนเกอิต้า ที่เจ็บต้นเกม ฟาบินโญ่ แทนมิลเนอร์ นาทีที่ 76 และสเตอร์ริดจ์ แทนมาเน่ ช่วง 2-3 นาทีสุดท้าย

จริง ๆ ก็ยังมี ชาห์คิรี่ ด้วย ซึ่งในเกมกับแมนฯซิตี้ น่าจะได้มีการขยับ 11 คนแรกกันบ้าง

แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า แมนฯซิตี้ ก็เตะจำนวนเท่า ๆ กัน และเกมนี้ยังต้องมาเยือนแอนฟิลด์อีกต่างหาก ความได้เปรียบเสียเปรียบจึงไม่น่าจะมีมากอย่างที่คิด

3.แดนกลางในเกมนี้ เจอแผน 3-4-3 ของ “อันเช่” ที่เหล่านักเตะนาโปลี โดดเด่นทั้งรุก และรับที่ “สมดุล” อันเป็นโจทย์ที่หงส์แดงยังไม่เคยเจอ

ระบบนี้ยังเป็น “ขั้นกว่า” ของ 3-5-2 ที่สามารถปิดช่องโหว่หลังวิงก์แบ็กได้ เพราะหน้าริมเส้นทั้งซ้าย และขวาจะช่วยเกมรับ และไม่ทำให้วิงก์แบ็คต้องโดดเดี่ยว หรือพื้นที่ด้านหลัง

นาโปลียัง “เพรสซิ่งสูง” ไม่ต่างจากยุค เมาริซิโอ ซาร์รี แต่ด้วยความ aggressive แบบที่หงส์แดงยังไม่เคยเจอ หรือก็คือโดน “หนามยอก” ในเกมนี้

นั่นหมายความว่า ที่พูด ๆ กัน “สามประสานแดนหน้าเล่นไม่ออก” แท้จริงแล้ว “ทุกแดน”: ประตูมาไลน์หลัง และไลน์หลังไปกองกลาง และกองกลางไปกองหน้า เล่นไม่ได้

บอลจากกองหน้าไปแดนบน หรือ final third จึงไม่ต้องพูดถึง

4.ระบบ 3-4-3 ทำให้ เจ้าหนูเทรนท์ โดนสถานการณ์ 2 ต่อ 1 ยิ่งตอนหลังมี ดรีส เมอร์เทนส์ ลงมาขยี้อีกต่างหากก็เพราะ ซาลาห์ ไม่ได้ลงมาช่วยเกมรับ

โดยทั้ง 4 ข้อ ผมไม่แน่ใจนักว่า แมนฯซิตี้ ของ “เป๊ป” จะทำได้เช่นนี้ หรือมีคาแร็กเตอร์แบบนาโปลี โดยเฉพาะสไตล์การรับ และความ aggressive ในการเล่นเกมรับ

ลิเวอร์พูลน่าจะสบายใจได้ในระดับหนึ่ง ยกเว้นข้อ 4 ที่ผมเป็นห่วง เพราะเลอรอย ซาเน่ และแบ็คซ้ายซิตี้ไม่ว่าใครก็ตามสามารถบอมบ์สูงได้

ซาลาห์ จำเป็นต้องมีบทบาทในเกมรับด้วยครับ เพื่อความปลอดภัยไว้ก่อน

ดังจะเห็นครับว่า สถานการณ์โดยรวม แมนฯซิตี้ ไม่ได้มีรูปแบบวิธีการเล่น หรือคาแร็กเตอร์แบบนาโปลี ที่ “ครบเครื่อง” ในเกมนี้จริง ๆ จนอดสงสัยไม่ได้ว่า ที่เพิ่งแพ้ยูเว่ 1-3 ทั้งที่นำก่อนเมื่อสุดสัปดาห์เป็นไปได้อย่างไร

“เป๊ป” ยังอาจใช้รูปแบบให้ฟูลแบ็คหุบเข้าใน (inverted full-backs) เพื่อเพิ่มจำนวนคนแดนกลาง และป้องกันการเคาน์เตอร์แอทแทคตรงสู่ใจกลางแนวรับ ขณะที่จะเปิดโอกาสให้ทั้ง ซาเน่ และสเตอร์ลิง “ปักหมุด” ชนฟูลแบ็คโดนตรงไม่ให้กระดิก หรือกล้าเติม

จุดนี้น่าสนใจ หาก “เป๊ป” เล่นแบบนี้จริง เพราะอาจเปิดพื้นที่ด้านข้างซึ่งจริง ๆ เป็นพื้นที่ที่ฟุตบอลสมัยใหม่ “กล้าเสี่ยง” เปิดทิ้งได้บ้าง

แต่กับซาลาห์ และมาเน่ มันจะอันตรายมากสำหรับเกมรับ แมนฯซิตี้

นอกจากนี้ทั้ง สเตอร์ริดจ์, ชาห์คิรี่, เกอิต้า หรือแม้แต่ ฟาบินโญ่/ไคลน์ (ไปเล่นฟูลแบ็คขวา) ก็สามารถเป็นออฟชั่นที่ทำได้

เกมวันอาทิตย์นี้ จึงยาก หรือแทบไม่มีทางจะออกมาในรูปแบบเดียวกับที่หงส์แดงเจอใน สตาดิโอ ซาน เปาโล นะครับ

สุดท้ายแล้ว สถิติชนะ 7 เสมอ 1 แพ้ 2 ที่เกมแรกโดนทีเด็ด เอแดง อาซาร์ และเกมนี้ เจอทีมที่ “สมดุลดี” จริง ๆ ยังไม่ถึงกับเป็นวันสิ้นโลก

หรือทำลายความ “ดีงาม” ทั้งหมดที่เริ่มต้นฤดูกาล 2018/19 เป็นต้นมา

ความสวยงามของฟุตบอลยังอยู่ที่การมี “อีกเกม” ให้ได้เตะเร็ว แทบจะทันทีเพื่อ “แก้ตัว” หรือลบล้างประวัติศาสตร์นัดที่ผ่านมา

การพ่ายแพ้ นาโปลี คือ บทเรียนเบื้องต้นเท่านั้นที่ต้อง “เรียนรู้” เพื่อจะคัมแบ็กกลับมาหากจะได้ชื่อว่า “ยอดทีม”

ในชีวิตจริงก็เช่นกัน ลองค่อย ๆ มองดี ๆ บางทีความพ่ายแพ้ที่เหมือนยิ่งใหญ่เป็นเรื่องคอขาดบาดตายที่แท้อาจมี “รายละเอียด” ไม่ได้มากเท่าไหร่

เหมือน 3-4 ข้อที่ลิเวอร์พูลเพิ่งเจอมากับนาโปลีที่ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรง และไม่ใช่สิ่งที่ต้องเจอทุกวี่วัน แต่ต้อง “เค้น” ให้เจอต้นตอปัญหา

เพื่อ “วันหน้า” จะได้ไม่พลาดซ้ำอีกนะครับ



MOST POPULAR

RELATED POSTS

Story

ราชันแพ้อีกแล้ว…แต่เพราะบุญเก่าเลยเข้ารอบ

SPORTDesk. Team

เรอัล มาดริด ภายใต้การคุมทีมของซานติอาโก้ โซลารี่ เปิดศักราช 2019 ไม่ค่อยสวยเท่าไรเลย เพราะตอนนี้เล่นในปี 2019 มา 5 นัดแล้วในทุกรายการ พวกเขาเพิ่งจะเก็บชัยได้แค่ 2 นัด แถมนัดล่าสุด ราชันชุดขาวบุกไปแพ้เลกาเนส ในโกป้า เดล เรย์ รอบ 16 ทีมสุดท้ายนัดที่ 2 ด้วย

Thought

ชอบ “ฟาบินโญ่” ที่ตรงไหน

SPORTDesk. Team

การได้เล่นเซนเตอร์ฮาล์ฟ “ตัวหลัก” ในแมตช์เอฟเอ คัพ แพ้วูลฟ์ส 1-2 คู่เดยัน ลอฟเรน 5 นาที และเวลาที่เหลือกับดาวรุ่งวัย 17 ปี คิ-ยานา โฮเวอร์

Story

5 ประเด็นต้องรู้ก่อนซูเปอร์แมตช์ ‘หงส์แดง’ ปะทะ ‘เรือใบ

SPORTDesk. Team

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก สัปดาห์นี้เป็นโปรแกรมส่งท้ายก่อนที่จะหลีกทางให้กับโปรแกรมฟุตบอลทีมชาติ แต่ก็ยังมีคู่ซูเปอร์แมตช์ให้จับตามอง พุ่งความสนใจ ในการดวลกันระหว่างจ่าฝูง “เรือใบสีฟ้า”​ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่จะยกพลบุก “หงส์แดง” ลิเวอร์พูล รองจ่าฝูงของลีกผู้ดีอังกฤษ ซึ่งถูกคาดหมายว่านี่แหละคือสองทีมเต็งที่จะลุ้นแชมป์ในฤดูกาลนี้