#coachingpoints ball winning midfielder: ‘ฟาบินโญ่”

26 October 2018
1,994 VIEWS

พรีเมียร์ลีกไม่ได้เห็นนักเตะสไตล์ ball winner หรือ “ตัวตัดบอล” หรือแย่งบอลในแดนกลางมันส์ ๆ แบบ ฟาบินโญ่ มานานพักใหญ่แล้วนะครับ

คนสุดท้ายที่ผมนึกถึง และด้วยรูปร่างอาจจะคล้ายคลึงก็น่าจะเป็น ปาทริก วิเอร่า อดีตกัปตันทีมอาร์เซนอล

นอกนั้นก็ต้องไปยุคลิเวอร์พูลมี สตีฟ แม็คมาน, พอล อินซ์ ที่อยู่ทั้งหงส์แดง และแมนฯยูฯ หรือก็ รอย คีน นั่นแหละครับที่เป็นประเภท ball winner หรือ ball winning midfielder ชั้นดี

หลายคนอาจจะถึง เอนโกโล กองเต้ ที่เคลื่อนไปทั่วด้วยความสามารถในการ “ฉกบอล” ตัดบอลเช่นกัน

แต่มิดฟิลด์ เชลซี ก็ไม่ใช่สไตล์ “หนักหน่วง” ดุดันในเกมเหมือนที่ ฟาบินโญ่ ได้แสดงให้เห็นในแมตช์ UCL กับ เรด สตาร์ เบลเกรด เมื่อเช้าตรู่วันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

9 แท็คเกิ้ลตลอด 90 นาทีไม่มี “ใบเหลือง” แบบ “เข้าตา” กรรมการชนิดที่หากเป็น “มวย” ก็ไม่ต้องรอผลชูมือเลยนะครับ

มันเนื้อ ๆ เน้น ๆ ได้ “จังหวะ” ชนะใจคนดู และเป็นศิลปะการ “แท็คเกิ้ล” ที่งดงามจริง ๆ

นอกเหนือจากประเด็นเรื่อง ball winner ซึ่งเป็นอีก “มิติ” เสริมออฟชั่นให้ เยอร์เก้น คลอปป์ ได้เลือกใช้ในแดนกลางแล้ว

“เทคนิค” การไปกับบอล การผ่านบอล หรือความสามารถในการครอบครองบอล ถือว่าสมราคานักเตะบราซิล และไม่ได้ดูห่างจาก แฟร์นันดินโญ่ ตัวทีมชาติแซมบาระดับตัวหลัก

“physical” หรือความแข็งแกร่งของร่างกาย 188 เซนติเมตร น้ำหนัก 78 กิโลกรัมก็ถือว่า “ผ่านสบาย” รวมถึงรูปร่างไซส์นี้ยังน่าเกรงขาม หรือเรียกว่ามี physical presence ด้วยเช่นกัน

ดังนั้นจึงเท่ากับว่า ลิเวอร์พูลมี “ออฟชั่น” นักเตะแดนกลางอีกคนที่ต่างจาก เฮนเดอร์สัน, ไวจ์นัลดุม, มิลเนอร์, ลัลลาน่า, เกอิต้า หรือล่าสุดที่ถูกพูดถึงมาก ๆ ชาห์คิรี่ เพิ่มเข้ามา

การมี “อาวุธ” แบบฟาบินโญ่ จะช่วยอะไร?

หลัก ๆ คือ “แกนกลาง” ของทีมที่เป็นกระดูกสันหลังตั้งแต่ อลิสซง, ฟาน ไดต์ กับโกเมซ/ลอฟเรน และมิดฟิลด์ตรงกลาง ไปจนถึงแดนหน้าที่มักใช้ false 9 หรือมีตัวเชื่อมดี ๆ ระหว่างกลาง และหน้า กับซาลาห์ที่เพิ่งกด 50 ประตูให้ทีมจะ “แข็งแกร่ง” ขึ้น

ระบบ 4-3-3 แบบเดิม ๆ ของลิเวอร์พูลจะปรับ “แท็คติกส์” เพิ่มเติมได้ เช่น ขยับเป็น 4-1-4-1 หรือ 4-2-3-1 (จริง ๆ แล้วคือ “พื้นฐาน” เดียวกัน แต่คาแร็กเตอร์ผู้เล่นจะช่วยให้ยืดหยุ่นได้) โดย ฟาบินโญ่ ยืนเป็น ‘1’ หรือ ‘2’ ในฟอร์เมชั่นเหมือนเกมกับเรดสตาร์ฯ ที่ยืนคู่กับ ไวจ์นัลดุมแบบ 4-2-3-1

เวลารับจะกลายเป็น 4-5-1 ได้ และเป็นเวลารุกสมบูรณ์ ๆ อาจเป็น 2-2-3-3 (สร้าง ‘ระลอกคลื่น’ ไลน์การรับให้มีแถวมากขึ้น) หรือ 2-5-3 ทิ้งเซนเตอร์ฮาล์ฟไว้เพียง 2 ตัว แต่ “ปัดเป่า” ด้านหน้าโดยฟาบินโญ่ และไวจ์นัลดุม

เขียนถึงตรงนี้ ยิ่ง “ตอกย้ำ” ครับว่า “เกมรับ” ที่ต้องทำทั้งทีมจากแดนหน้าของลิเวอร์พูลสามารถวางแผน และปรับแท็คติกส์ได้หลากหลาย

ซึ่งในซีซั่นยาว ๆ มีบอล UCL และบอลถ้วยเอฟเอ คัพ เหลืออยู่ ลิเวอร์พูลน่าจะมีประมาณ 60 นัด และทุกคนจะมีความสำคัญในแต่ละเกม แต่ละแท็คติกส์ และช่วงเวลาที่แตกต่างกันไป

ทีนี้ การ “เปลี่ยนตัว” หรือการจะ “โรเตชั่น” ของเยอร์เก้น คลอปป์ ก็จะมีเป้าหมาย และมีทุกทางออกรองรับได้เสมอครับ