#coachingpoints เรียนรู้ “4 แท็คติกส์” คลอปป์-ฮอดจ์สัน

20 January 2019
1,923 VIEWS

1.Anti-pressing เป็นประตู

มิดฟิลด์ เจมส์ แม็คอาร์เธอร์ ได้บอล และโดนเพรสซิ่งสูงในแดนตัวเองโดยนักเตะลิเวอร์พูลแนวรุก 2-3 คน แต่กองกลางชาวสกอตต์พยายามแก้โดยครองบอลให้เหนียวแน่น และ “แกะบอล” ด้วยการเล่นบอลเร็ว 1 ครั้งกับเซนเตอร์ฮาล์ฟ เจมส์ ทอมกิ้นส์ ในวินาทีที่โดนนักเตะลิเวอร์พูลรุมเพรสซิ่งพร้อมกันถึง 5 คน แต่ทว่าสามารถเจอช่องแกะบอลเร็วต่ออีกครั้งให้ แพตทริก ฟาน อานโฮลต์ ที่หุบเข้าในมารับบอลก่อนไหลไปทางซ้ายให้ วิลฟรีด ซาฮา ได้โอกาสเลี้ยงดวล 1 ต่อ 1 กับ เจมส์ มิลเนอร์ ที่ทำดีแล้วแต่ต้านความเร็วดาวเตะอังกฤษไม่ไหว

ซาฮา กระชากถึงเส้นหลังก่อนตบ 45 องศาเข้าในเจอกับ แอนดรอส ทาวน์เซนด์ ในจุดนัดพบที่หวดด้วยซ้ายตูมเดียวเข้าไปประตูไปอย่างสวยงาม

ครับ เทคนิคการแพ้เพรสซิ่ง หรือการ anti-pressing คือ การยืนตำแหน่ง และออกบอลให้เร็ว งานนี้ แม็คอาร์เธอร์, ทอมกิ้นส์, มิดฟิลด์อีกตัว (ยืนฟรีเป็นอีกชอยส์) และฟาน อานโฮลต์ อยู่ในตำแหน่งที่ และจังหวะออกบอลก็ถูกต้องเช่นกัน

2.Counter-pressing ของลิเวอร์พูล

ความน่าสนใจนั้นอยู่ที่ ไลน์รับสุดท้ายลิเวอร์พูล คือ 2 เซนเตอร์ฮาล์ฟ มาติป และฟาน ไดต์ จะดันสูงเกินครึ่งสนามเข้าไปแดนพาเลซเลยวงกลมกลางสนามด้วยซ้ำเพื่อมีส่วนร่วมในการสร้างเกมรุก

รูปแบบนี้สามารถทำได้ และเหมาะกับทีมที่มีมิดฟิลด์ holding ball พร้อมกัน 2 คนดี ๆ ในลักษณะ double pivot เหมือนฟาบินโญ่ และเฮนเดอร์สัน ช่วยเกมรับ ขณะที่แบ็ค 2 ข้างโดดเด่นในการเล่นรุก

ทันทีที่เสียบอลขณะรุก นักเตะลิเวอร์พูลจะใช้การ Counter-pressing หรือแย่งบอลคืนทันที และโดยเร็วที่สุดภายในเวลาเช่น 6-7 วินาที นักเตะลิเวอร์พูลจะทำได้เพราะจำนวนผู้เล่นจะมีมาก (กว่า) ในแต่ละแดน และยืนใกล้กันเพียงพอ (ไม่เกิน 10 หลา) จะชนะทั้งบอลจังหวะ 2 หรือจังหวะ (รุม) ช่วงชิงบอล

3.ที่ว่างหลัง ซาฮา และทาวน์เซนด์

เช่น ประตู 3-2 ที่เป็นบอลยาวทะแยงมุมจากฟาบินโญ่มาที่ว่างหลังแบ็คซ้าย ฟาน อานโฮลต์ ให้มิลเนอร์ที่ได้เล่น ได้โหม่งย้อนตลอดเกม แต่คราวนี้เป็นการแปบอลจังหวะแรกเข้ากลาง และโชคดี จูเลียน สเปอโรนี ปัดพลาด และโดนซาลาห์ชาร์จเข้าไปที่เส้นประตู

หรือประตู 4-2 ที่โรเบิร์ตสัน สไลด์บอลให้มาเน่ หลุดไปยิงเสาไกลจากริมเส้นฝั่งซ้าย

ทั้งนี้ตลอดเกม “แบ็คโฟร์” ของคริสตัล พาเลซ จะได้รับมอบหมายหน้าที่จาก รอย ออดจ์สัน ให้ยืน “แคบ” หุบเข้ามาใกล้กัน (เพื่อไม่ให้โดนเจาะพื้นที่ตรงกลาง) ปล่อยฝั่งแบ็คขวา วาน-บิสซาก้า ให้มีทาวน์เซนด์ มาช่วย และแบ็คซ้าย ฟาน อานโฮลต์ ให้มี ซาฮา ลงมาปิดพื้นที่

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ เยอร์เก้น คลอปป์ แก้มาคือ การดันฟูลแบ็คขึ้นสูงมากเวลารุกทั้ง โรเบิร์ตสัน และมิลเนอร์ โดยเจาะที่ว่างด้านหลังทาวน์เซนด์ และซาฮา หรือคือด้านข้างแบ็คพาเลซทั้ง 2 คน

โอกาสได้บอล และเปิดเข้ากลางของฟูลแบ็คลิเวอร์พูลทั้ง 2 ฝั่งมีมากมาย แต่ครั้งที่นำมาซึ่งความผิดพลาดของ สเปอโรนีแบบโชคช่วย และท้ายเกมที่พาเลซเติมสูงก่อนเป็นประตูของ มาเน่ คือ 2 ครั้งที่ประสบความสำเร็จ

4.ลูกเตะมุมเบสิค

จอร์แดน อายิว ขึงฟาน ไดต์ และฟาบินโญ่ ไม่ให้ขึ้นโหม่งก่อนที่ลูกเตะคอร์เนอร์จากฝั่งขวาของลิเวอร์พูลจะเลยไปเสาสองให้เซนเตอร์ฮาล์ฟตัวสูง (ทอมกิ้นส์) โหม่งย้อนศรเป็นประตูตีเสมอ 2-2 

ครับนี่คือ ลูกเตะคอร์เนอร์โยนไปเสาสองให้กองหลังตัวโตโหม่งย้อนธรรมดา ๆ แต่หงส์แดงพลาดเพราะอายิวทำหน้าที่ “บล็อก” ทีเดียว 2 คนจนทอมกิ้นส์ได้ขึ้นโขกโล่ง ๆ แบบนาน ๆ จะเห็นเกมรับลิเวอร์พูลพลาดสักครั้ง