ปรบมือลา

16 October 2018
89 VIEWS

แม้จะเป็นจังหวัดที่อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ แต่น่าแปลกที่ตลอดทั้งชีวิตผมกลับเคยมาเยือนสุพรรณบุรีแค่ไม่กี่ครั้ง 

อย่าถามหาความทรงจำใด ๆ มันจางและรางเลือนไปหมดแล้ว

ที่จำได้มีเพียงในสมัยเรียนมหาวิทยาลัยจะมีบ้างที่ในวันหยุดสุดสัปดาห์จะติดรถแม่ที่ชวนขับไปซื้อกุ้งเผาริมทางไปเมืองสุพรรณฯซึ่งสำหรับเด็กที่ชอบหม่ำกุ้งยิ่งกว่าอะไรเช่นผม (และแม่ก็รู้ว่าผมชอบเลยชวนไป) การได้จอดรถซื้อกุ้งเผาที่ข้างทางนั้นเป็นความรู้สึกที่สุดยอดมากแล้ว

จำได้ว่าซื้อกุ้งเสร็จก็ให้เขาเผาให้ที่ตรงนั้นจอดรถริมทางใต้ร่มไม้รอเวลาไปซึ่งริมทางถนนสายสุพรรณในความทรงจำนั้นเป็นถนนที่เต็มไปด้วยไม้ใหญ่เขียวขจีสวยสะกดตาสักพักก็ได้กุ้งหอมฉุยใส่ถุงมาให้ (น่าจะห่อกระดาษหนังสือพิมพ์ด้วย) แม่จะจับยัดกุ้งใส่ลังโฟมที่เตรียมไว้ก่อนจะออกเดินทางต่อ 

แต่แทนที่จะรีบกลับไปโซ้ยกุ้งให้หนำใจแม่บอกว่าจะพาไปไหว้อนุสรณ์ดอนเจดีย์ให้เป็นมงคลชีวิตก่อนจึงค่อยขับรถปุเลง ๆ กลับมาบ้านนั่งแกะกุ้งหม่ำกันสองแม่ลูกอย่างสนุกสนาน

จากนั้นก็ไม่กี่ปีก่อนที่ไปร่วมงานศพของครอบครัวรุ่นพี่นักข่าวที่เคารพก็เป็นการขับรถปุเลงไปในช่วงเย็นย่ำค่ำแล้วมองทิศมองทางไม่ค่อยจะเห็นเสร็จงานศพก็ลาเจ้าภาพกลับขับเข้ากรุงเทพฯอย่างเร่งรีบไม่ได้แวะอะไร

สุพรรณบุรีกับผมจึงเป็นเหมือนความจริงบนเส้นขนานที่ดูยากจะมาบรรจบ

อย่างไรก็ดีเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมาผมตัดสินใจเด็ดเดี่ยวที่จะไปเมืองสุพรรณฯให้ได้ 

ใช่ครับ – อย่างที่ลงรูปเอาไว้ให้ดูเมื่อวันก่อน – ว่าผมตั้งใจอยากจะไปร่วมเกมเกียรติยศหรือที่เรียกกันเท่ๆตามภาษาฝรั่งเขาว่าเทสติโมเนียลแมตช์ของสินทวีชัย หทัยรัตนกุลหรือ “เจ้าตี๋” หรือ “ซูเปอร์ตี๋” หรืออะไรก็ตามแล้วแต่จะเรียกกัน

เอาจริงก็รู้สึกแปลกๆเพราะปกติแล้วในนามทีมชาติไม่ใคร่จะมีใครได้รับเกียรติให้จัดเกมอำลากันมากนักไม่ว่าจะเป็นนักฟุตบอลที่ยิ่งใหญ่มาจากไหนก็ตาม

หากถึงเวลาต้องไปจากทีมชาติไม่ว่าจะด้วยการตัดสินใจของตัวเองหรือการตัดสินใจของคนอื่นจบก็คือจบไม่ต้องพิรี้พิไรอะไรเยอะ

ยกตัวอย่างเช่นเดวิดเบ็คแฮมตำนานและกัปตันทีมชาติอังกฤษก็ลงสนามครั้งสุดท้ายให้ทีมชาติอังกฤษในเกมที่ “ทรีไลออนส์” เอาชนะเบลารุสได้ 3-0 โดยเกมนั้นเขาลงมาเป็นตัวสำรองแทนที่อารอนเลนนอนในวันที่ 16 ต.ค.2009

โดยไม่มีใครรู้สักนิดว่านั่นคือเกมสุดท้ายของเบ็คแฮมกับทีมชาติ

ด้วยความยิ่งใหญ่ของเบ็คแฮมทำให้ทุกคนอยากเห็นเขาได้มาอำลาทีมอีกครั้งตัวของเบ็คส์เองก็อยากจะมีโอกาสติดทีมชาติอีกครั้งด้วยเช่นกันถึงขั้นที่มีการพูดคุยกับฟาบิโอคาเปลโล่ผู้จัดการทีมในขณะนั้นว่าเขาอยากจะได้โอกาสลงเล่นในทีมชาติอยู่เหมือนเดิมนะ

ทีแรกก็เหมือนจะได้กุนซืออิตาเลียนตกปากรับคำอย่างดีว่าหากฟิตพอก็ยังมีโอกาสจะได้รับการเรียกตัวกลับมาแต่ด้วยปัญหาอาการบาดเจ็บรุมเร้าและการที่เบ็คแฮมไม่ได้มาเล่นในยุโรปแบบยืมตัวเหมือนในช่วงก่อนหน้านั้นทำให้คาเปลโล่ตัดสินใจว่าเขาหมดอนาคตในทีมชาติอังกฤษแล้ว

สุดท้ายเบ็คแฮมก็ชิงแจ้งกับคาเปลโล่ก่อนว่าเขาไม่ต้องการจะได้รับการเรียกตัวเพื่อกลับในเกมพบกับฝรั่งเศสที่ถูกคาดหมายว่าจะเป็นเกมอำลาของเขา

นี่แค่กรณีตัวอย่างครับยังมีอดีตยอดนักเตะอีกหลายคนที่ไม่ได้โอกาสแม้แต่จะคิดด้วยซ้ำ

เพราะเหตุนี้ส่วนตัวผมจึงมองการจัดเกมเกียรติยศเพื่ออำลานักฟุตบอลทีมชาติในบ้านเราจึงเป็นเรื่องที่ดู “น่ารัก” ในความรู้สึก

มันไทยๆดีบอกไม่ถูกครับ

ที่พอจำได้ก็เคยเห็นเกมอำลาของ “ซิโก้” และ “ตะวัน” แต่จำไม่ยักได้ว่าเคยเห็นรุ่นเดอะอย่าง “ปิยะพงษ์” ลงเล่นนัดอำลาไหม

เอาเป็นว่าไม่ใช่ทุกคนจะได้มีโอกาสแบบนี้เพราะมันต้องมาพร้อมกันหมดทุกอย่างทั้งโปรแกรมการแข่งขันโค้ชตัวนักเตะเองเพื่อนร่วมทีมแฟนบอล

โชคดีสำหรับ “ตี๋” ที่ไม่ใช่แค่ทุกอย่างเป็นใจ

ทุกฝ่ายยัง “ตั้งใจ” จะทำเพื่อเขาด้วย

เพื่อตอบแทนหยาดเหงื่อทุกหยดที่ทุ่มเทและตั้งใจในการรับใช้ทีมชาติชุดใหญ่ตลอด 14 ปีที่ผ่านมา

อย่างไรก็ดีขึ้นชื่อว่าตี๋สินทวีชัยเขาก็ยังเป็นคนเดิมที่ขอโอกาสลงสนามเพียงแค่ 14 นาทีเท่านั้นในเกมนี้เพราะอยากให้โค้ชได้ทดลองใช้ฉัตรชัยบุตรพรหมลงเฝ้าเสาเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนรายการซูซูกิคัพที่จะเริ่มในเร็วๆนี้

จนวันสุดท้ายในทีมชาติก็ยังคิดถึงทีมชาติก่อนตัวเอง

นี่แหละครับสินทวีชัยผู้รักษาประตูที่อาจจะไม่ได้เก่งที่สุดแต่ “ดี” ที่สุดที่เราเคยมีมา

คนแบบนี้ชื่นชมได้ปรบมือให้ได้และบอกรักเขาได้อย่างสบายใจ

ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง และขอให้โชคดีตลอดไป 🙂