เรือจะทุบสถิติ (ตัวเอง)

25 October 2018
442 VIEWS

ช่วงหลังมานี่ ผมไม่ค่อยเลือกดูแมนฯ ซิตี้ เล่นแบบ “ฟูล แมตช์” ถ้ามีคิวลงสนามเวลาเดียวกับทีมใหญ่ทีมอื่น

ไม่ใช่ว่าพวกเขาเล่นไม่สนุกหรอกครับ ตรงข้ามเลย เล่นโคตรเพลิน เนียนตา ผิดกับเพื่อนบ้านสีแดงแห่งแมนเชสเตอร์ บอลน่าเบื่อของจริง ออกฤทธิ์ยิ่งกว่ายานอนหลับ ถ้าไม่ไฟลนก้น โดนคู่แข่งยิงนำ ก็จะเล่นกันเนือย ๆ เนิบนาบอาบน้ำแร่แช่น้ำนม รอเวลาผู้ตัดสินหาว เอ๊ย เป่านกหวีดจบเกม

แต่เหตุผลที่ไม่เลือกดูแมนฯ ซิตี้ คิดแล้วก็น่าขันคือพวกเขาเก่งเกินไป เก่งจนไม่รู้จะลุ้นอะไร ลุ้นให้แพ้งั้นหรือ ฝันกลางวันยังง่ายกว่า จะว่าไปมันคือเหตุผลเดียวกับที่ผมไม่เคยเสียดาย ถ้าพลาดเกมของบาร์เซโลน่า หรือเรอัล  มาดริด ในลา ลีกา

ยกเว้นถ้าผลการแข่งขันออกมาพลิกล็อก หรือชนะแบบเบียด ๆ ถึงค่อยหาไฮไลท์มาชมว่ามันเกิดอะไรขึ้น

แมนฯ ซิตี้ ชั่วโมงนี้ ขึ้นลิฟท์ยกระดับตัวเองไปเป็นโคตรทีมเรียบร้อย โดยไม่ต้องเอาตำแหน่งหรือถ้วยแชมเปี้ยนส์ ลีก มาเป็นรางวัลการันตี

จริงอยู่ ถ้าเป๊ป กวาร์ดิโอล่า อยากทำให้เรือใบสีฟ้ากลายเป็นตำนานบนหน้าประวัติศาสตร์ เขาคงต้องพาทีมไปให้ถึงจุดนั้นเหมือนบรรดายักษ์ใหญ่ทั้่งหลาย

แต่ถ้าพูดเฉพาะฟุตบอลกับวิธีการเล่น ใครกล้าปฏิเสธว่าแมนฯ ซิตี้ ไม่ใช่ระดับท็อปทรีของยุโรป

ใจจริงอยากเขียนด้วยซ้ำว่าเบอร์หนึ่ง แต่กลัวมีคนปฏิเสธ 55

ผมลงมือเขียนคอลัมน์นี้หลังเพิ่งเสร็จจากการดูไฮไลท์เกมบุกถลกหนังหัวของชัคตาร์ โดเนตส์ก ถึงยูเครน  3-0

อะไรมันจะห่างกันขนาดนั้นครับ ทั้งสกอร์ โอกาส รูปเกม

ห่างกว่ายูเวนตุส ที่โชว์คลาสข่มแมนฯ ยูไนเต็ด  ในคืนเดียวกันเสียอีก

แม้ว่าเล่นนอกบ้าน แถมในบรรยากาศที่ไม่คุ้นเคย มีแฟนบอลเรือใบตามมาเชียร์แค่หกร้อยคน แต่เด็กของเป๊ป สะกดเสียงเชียร์ของเจ้าถิ่นกว่า 37,000 ชีวิต ให้เงียบเป็นป่าช้า

เกมบุกไหลบ่าเป็นน้ำป่า กองหน้าและกลางรุกผลัดกันดาหน้าลุ้นทำประตูจากโอกาสทั้่งเกมนี้ 24 ครั้่ง

กาเบรียล เชซุส ได้ส่องไป 6 แต่เปลี่ยนเป็นสกอร์ไม่ได้ ขณะที่ดาบิด ซิลบา ยิง 5 เข้า 1 แถมชนเสาคานอีกสอง

ริยาด มาห์เรซ ทำไม่ได้จากโอกาส 5 ครั้่ง แต่มีหนึ่งแอสซิสต์ติดกระเป๋า ส่วนราฮีม สเตอร์ลิ่ง ลุ้นไปสามหนด้วยกัน

โอกาสของแมนฯ ซิตี้ ยังเผื่อแผ่ไปถึงกองหลังอย่างอายเมริก ลาปอร์ต ที่โหม่งไปหนึ่งคุง และแบ็กซ้าย เบนจามิน เมนดี้ ขึ้นมาส่องหวังผลสองครั้ง

กระทั่งตัวสำรองที่เปลี่ยนลงอย่างแบร์นาร์โด ซิลวา ใช้เวลาไม่กี่วินาที ใส่ชื่อตัวเองขึ้นสกอร์บอร์ด หรือฟิล โฟเด้น ถูกส่งลงสนามนาที 87 ยังอุตส่าห์เหลือเวลาพอสำหรับโอกาสหนึ่งหน

ไม่แปลกใจที่เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ถึงกับบอกว่านี่คือเกมที่ลูกทีมโชว์ฟอร์มปังที่สุดนับตั้งแต่มาคุมทีมเลยทีเดียว

ก่อนออกสตาร์ตซีซั่นนี้ หลายคนรวมถึงผมมองว่าแมนฯ ซิตี้ ไม่น่าจะ “พีก” ไปกว่าฤดูกาลที่แล้ว กับการทุบสถิติพรีเมียร์ ลีก นับสิบอย่าง

แต้มมากสุด (100 แต้ม)

ยิงมากสุด (106 ประตู)

ชนะมากสุด (32 นัด)

ผลต่างประตูมากสุด (บวก 79)

ชนะติดต่อกันมากสุด (18 นัด)

ทิ้งอันดับสองขาดสุด (19 แต้ม)

แต้มเยือนมากสุด (50 คะแนน)

ชนะเยือนมากสุด (16 นัด)

ชนะเยือนติดต่อกันมากสุด (11 นัด)

ครองบอลในการเป็นทีมเยือนมากสุด (82.13 % กับเอฟเวอร์ตัน)

คู่แข่งเป็นเหยื่อมากสุด (ทั้ง 19 ทีม)

ตามหลังคู่แข่งน้อยสุด (153 นาที)

ยิงถึง 100 ลูกเร็วสุด (35 นัด)

แชมป์เร็วสุด (5 นัดก่อนจบ) เทียบเท่าสถิติเดิมของแมนฯ ยูไนเต็ด 2000/01

รางวัลกุนซือยอดเยี่ยมประจำเดือนติดต่อกันมากสุด (4 เดือน)

 

มันยังเหลือช่องว่างอะไรให้แมนฯ ซิตี้ ทำได้ดีกว่านี้อีก ?

ยิ่งชปล. ถูกมองว่าเป็นเป้าหมาย หลายคนจึงคาดคะเนว่าเป๊ป อาจยอมคลายความตึงเปรี๊ยะในลีก เพื่อไล่ล่าถ้วยใหญ่ของยุโรป

แต่จากที่เห็นในช่วงสองเดือนเศษของฤดูกาลนี้ ผมกลับรู้สึกว่าแมนฯ ซิตี้ เก่งกว่าเดิม นิ่งกว่าเดิม และมั่นใจตัวเองมากกว่าเดิม

ราวกับเป๊ป ตั้งโจทย์ใหม่มาท้าทายลูกทีมให้ทำลายสถิติตัวเอง

เทียบสถานการณ์เวลานี้กับปีก่อน เผิน ๆ มองว่าเรือใบทำผลงานดร็อปลงในลีก หลังผ่านไป 9 นัด

ปีก่อน ชนะ 8 เสมอ 1 ยิง 32 เสีย 4 กดไป 25 แต้ม

ส่วนฤดูนี้ ชนะ 7 เสมอ 2 ยิง 26 เสีย 3 เก็บแล้ว 23 คะแนน

แต่จุดที่ดีขึ้นนั่นคือเกมรับ กับการเสียแค่สามประตู และลูกสุดท้ายต้องย้อนไปถึงวันที่ 1 กันยายนในเกมชนะนิวคาสเซิ่ล 2-1

หมายความว่าแมนฯ ซิตี้ คลีนชี้ตมาแล้ว 5 นัดติดต่อกันในลีก และที่สำคัญ หนึ่งเกมในนั้น พวกเขาเคยโดนคู่แข่งทีมเดียวกัน ล่อจนปรุพรุน 14 ลูกจาก 4 นัดที่เจอตลอดหนึ่งปีหลัง

การบุกยันเสมอลิเวอร์พูล 0-0 ที่แอนฟิลด์ แม้เป็นแต้มเดียว แต่มองย้อนไปแค่สิบเดือนก่อน เรือใบไม่มีสักคะแนนกลับบ้าน มิหนำโดนยิงถึง 4 เม็ด

ถ้าสังเกตดี ๆ ในบรรดาสถิตินับสิบอย่างข้างต้นที่แมนฯ ซิตี้ ฤดูกาลที่แล้ว ทำเอาไว้ ยังขาดเรคคอร์ดในแง่ “เกมรับ”

และนั่นคือพื้นที่อันน้อยนิดสำหรับเป๊ป ใช้กระตุ้นทีมให้พยายามพัฒนาขึ้นไปอีก

ถ้าทำได้ก็รอปรบมือให้แชมป์พรีเมียร์ ลีก ที่สมบูรณ์แบบแห่งศตวรรษล่ะครับ….