ชีวิตที่เลือกเองของ โรแบร์โต ฟีร์มิโน

18 March 2020
1,426 VIEWS

นักเตะบราซิลหลาย ๆ คน มักมีเรื่องราวในวัยเด็กที่คล้ายคลึงราวกับเป็นพล็อตเดียวกัน คือโตมาในครอบครัวที่ยากจน ต้องปากกัดตีนถีบเพื่อหาเลี้ยงตัวเอง ก่อนได้รับโอกาสจากฟุตบอล เติบโตกลายเป็นนักฟุตบอลที่ยอดเยี่ยม และเรื่องราวเหล่านี้มันจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนที่ติดตามเรื่องราวของพวกเขาได้เสมอ ไม่ว่าพล็อตเหล่านั้นจะซ้ำซากขนาดไหน

โรแบร์โต ฟีร์มิโน เป็นหนึ่งในนักเตะบราซิลที่มีเรื่องราวแบบนั้น แต่แน่นอน ถึงพล็อตจะเหมือนกัน แต่รายละเอียดย่อมแตกต่างกันไปเป็นปกติ และเชื่อว่าอย่างน้อย เรื่องราวของเขาจะสามารถแก้เหงาให้ทุกคนได้ในภาวะที่โควิด-19 เล่นงานประเทศเราอย่างหนัก และทุกคนจะออกจากบ้านไปไหนไม่ค่อยถนัดแบบนี้ SPORTDesk จึงอยากเอาเรื่องราวมาช่วยทุกท่านแก้เบื่อกันสักหน่อย

เรื่องธรรมดาของเด็กบ้าบอล

สิ่งที่คนทั่วไปรู้จัก อาลาโกอัส ในบราซิล คือต้นปาล์มสูง หาดทรายขาว และต้นปาล์มขนาดใหญ่ หาใช้กระท่อมเล็ก ๆ ขนาดเท่าหนูดิ้นตายที่เด็กชายชื่อ โรแบร์โต ฟีร์มิโน บาร์โบซา เด โอลิเวรา เติบโตมาสักเท่าไหร่ เพราะแม้จะอยู่ในรัฐเดียวกัน แต่จากมุมของเด็กน้อยคนนี้ที่จะเติบโตกลายเป็นนักฟุตบอลชื่อดังที่เรารู้จักกันในปัจจุบัน เหมือนจะเป็นคนละสถานที่กันด้วยซ้ำ

ในเมือง มาเซโอ ที่ ฟีร์มิโน โตขึ้นมา มันเต็มไปด้วย บ้านชั้นเดียวที่เต็มไปด้วยคนจนแออัด แถวนั้นมีทะเลสาปฟาเวลา ที่เต็มไปด้วยสารปนเปื้น สิ่งที่ยึดเหนียวจิตใจเขาให้อยู่ที่นี่ได้ คือเสียงที่เล็ดลอดออกมาจาก เอสตาดิโอ เร เปเล ความจุขนาด 20,000 ที่นั่ง ซึ่งมันถูกหล่อหลอมเข้าไปในความทรงจำของเขา และกลายเป็นสิ่งที่เขาปรารถนาจะทำมากที่สุดในวัยเด็ก และกลายเป็นความฝันของเขายามโตขึ้นมา

“ที่นี่เกิดเรื่องรุนแรงขึ้นเสมอ ๆ และแม่ของ โรแบร์โต พยายามอย่างมากที่จะปกป้องเขาจากเหตุการณ์เหล่านั้น” บรูโน บาร์โบซา ดอส ซานตอส เพื่อนสมัยเด็กของเขากล่าว

“เขาเป็นคนที่บ้าฟุตบอลมาก แต่ก็เป็นเรื่องยากสำหรับเขาที่จะได้รับอนุญาตให้ออกมาเล่น เขาเลยมักจะโดดกำแพงเพื่อมาเล่นกับเราบ่อย ๆ ที่บริเวณถนน ครั้งหนึ่งเขาเคยโดดลงมาพลาด และต้องเย็บที่หัวเข่า ทุกวันนี้เขายังมีรอยแผลนั่นอยู่เลย”

อาจจะเป็นความซน หรือความดันทุรัง ความความคลั่งไคล้ หรืออะไรก็ตาม แต่ ฟุตบอลสำหรับฟีร์มิโนมีความหมายมากมาย และเมื่อเขาได้รับโอกาสจาก ฟลาเมงกีโญ ในการอบรมฟุตบอลครั้งแรกในชีวิตเขาก็เอาจริงเอาจัง และรู้ตัวอีกที เด็กชายโรแบร์โต ในวัย 6 ปี ก็มีทักษะการเล่นฟุตบอลที่ดีกว่าเด็ก ๆ ที่อายุมากกว่าเขาไปแล้ว

“ความฝันของเขาคือให้พ่อแม่และน้องสาวออกไปจากที่นี่”

ในย่านที่แร้งแค้นขาดแคลนแบบบริเวณบ้านของฟีร์มิโน มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และโจรผู้ร้ายก็ชุกชุมไม่แพ้ยุง นี่เองที่แม่ของเขากลัวว่าลูกชายคนนี้จะกลายเป็นโจรไปเสียก่อน แม้ตัวเขาเองไม่มีความคิดเรื่องนั้นในหัวเลย เพราะสำหรับเด็กชายคนนี้ มีแต่ฟุตบอลเท่านั้นในความทรงจำ นอกจากนี้ สำหรับเพื่อน ๆ แล้ว โรแบร์โต ขาดคุณสมบัติของคนที่จะเป็นโจรในหลาย ๆ ข้อด้วย

“เขาเป็นคนเงียบ ๆ ใจเสาะ และมักจะยิ้มบ่อย ๆ” เดดู เพื่อนของเขาอีกคนกล่าว “แต่เขาบ้าฟุตบอลมาก แม้ว่าในยามที่เขาจะไม่มีแม้แต่ลูกฟุตบอลสักลูกก็ตาม เขาก็ยังเล่นฟุตบอลได้โดยใช้ผลส้ม ความฝันของเขาคือการเป็นนักเตะอาชีพ แต่ที่ที่เราอยู่ มันยากเหลือเกินที่จะทำให้เรื่องนี้ให้เป็นจริง ดังนั้นพอเขาทำสำเร็จ ผมเลยมีความสุขมาก ๆ ไปด้วย”

ใครก็ตามที่รู้จัก ฟีร์มิโน ตั้งแต่เด็กมักจะมองเขาคล้าย ๆ กันว่าเป็นคนใจเสาะ เงียบ แต่ยิ้มง่าย ทว่าภายใต้สิ่งเหล่านั้นกองหน้าของ ลิเวอร์พูล คนนี้ยังมีสิ่งสำคัญที่น่าจะช่วยให้ชีวิตเขาง่ายขึ้นกว่าเดิม และทำให้เขาเป็นที่รักของใครหลาย ๆ คน สิ่งนั้นคือ “ความอ่อนน้อมถ่อมตน” ซึ่งเป็นสิ่งที่หายากยิ่งในบรรดานักเตะผู้มีพรสวรรค์

ครอบครัวเขาและเขาพยายามอย่างยิ่งที่จะหลีกหนีจากความลำบากยากแค้น มันกลายเป็นแรงผลักดันที่ดี เพราะเขารู้ดีว่าความยากลำบากเป็นอย่างไร บรูโน เล่าให้ฟังว่า ฟีร์มิโน คิดเสมอที่จะหาทางพาครอบครัวเขาออกจากที่แห่งนี้ แต่เขาไม่มีความคิดว่า เพื่อนวัยของเขาคนนี้จะกลับมาช่วยเหลือพวกเขาด้วยในยามที่เขากลายเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

“เขาเป็นคนดี และคิดดีกับคนอื่นเสมอ” บรูโน ยืนยัน 

แรงบันดาลใจจากโรนัลดินโญ แต่ไม่ใช่คนที่โอ่อวดตัวเอง

ฟีร์มิโน ก็เหมือนกับนักเตะทีมชาติบราซิลรุ่นก่อน ๆ ที่มักจะมองรุ่นพี่ในทีมชาติเป็นไอดอลของตัวเอง และดำเนินรอยตามพวกเขา โดยยกย่องพวกเขาเหมือนกับเทพเจ้า สำหรับเขาแล้ว โรนัลดินโญ เกาโช และ โรนัลโด โล้นทองคำ เป็นมากกว่าแค่นักเตะทีมชาติทั่วไป เขายกย่องทั้งคู่ โดยเฉพาะสตาร์หมายเลข 10 จะเป็นที่พูดถึงสำหรับเขาเป็นพิเศษต่อหน้าเพื่อน ๆ ทุกครั้งที่เขาได้ดูจากทีวี แต่เพื่อนเขาอย่างเดดู ก็ดูออกว่า ฟีร์มิโน ก็มีพรสวรรค์ไม่แพ้กัน

ในวัย 7 ขวบ ฟีร์มิโน เพิ่งได้เข้ารับการศึกษาครั้งแรกในชีวิตที่ เอสโคลา เอาตาดูอัล เขาได้รับการสอนฟุตบอลอย่างเป็นทางการจากโค้ชคนแรกในชีวิตอย่าง อาริ ซานติอาโก ผู้ที่มักจะสอนให้นักเรียนทุกคนของเขาฝันให้ใหญ่จากสโลแกนของโรงเรียนที่ว่า “เริ่มต้นทำในสิ่งที่จำเป็นแล้วทำในสิ่งที่เป็นไปได้ นั่นเองที่คุณกำลังทำในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ให้เกิดขึ้น” แต่ตอนนั้นเขาไม่รู้เลยว่า เด็กที่เขากำลังดูแล จะฝันใหญ่และกลายเป็นกองหน้าทีมชาติบราซิลในอนาคต

ซานติอาโก เล่าให้ฟังว่า เขาเริ่มสร้างทีมในพื้นที่แห่งนี้เพราะต้องการลดปัญหาความรุนแรงและอาชญากรรม หลังมีนักเรียน 3 คนฆ่ากันตาย เขาต้องการแสดงให้เด็ก ๆ ในย่านนี้เห็นว่า มีสิ่งอื่น ๆ ที่น่าสนใจกว่าความรุนแรงอยู่เช่นกัน และนั่นคือสิ่งที่เปลี่ยนพื้นที่แห่งนี้ไปอย่างแท้จริง 

ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นก็จริง แต่เพื่อไม่ให้ทุกอย่างต้องกลับไปในทิศทางเดิม ซานติอาโก จึงเดินหน้าพูดคุยกับมหาอำนาจลูกหนังในย่านนั้นอย่าง คลับ เรกาเตส บราซิล เพื่อให้พวกเขารับเด็กพรสวรรค์จากย่านนี้เป็นนักเตะยาวชนของทีม ซึ่ง ฟีร์มิโน ก็กลายเป็นหนึ่งในนั้น โดยมีเงื่อนไขว่า เขาจะห้ามเล่นในฟุตบอลอย่างเป็นทางการของโรงเรียน แต่สามารถซ้อมกับเพื่อน ๆ หรือลงเล่นเกมกระชับมิตรได้

ซานติอาโก เล่าให้ฟังว่า สิ่งที่เขาจำได้ดีเกี่ยวกับ ฟีร์มิโน คือรอยยิ้ม และ ความสงบ เขาจะไม่ร้องขออะไรมากไปกว่าลูกฟุตบอล และเขาจะอยู่กับมันได้เป็นเวลานาน ถึงแม้บางครั้ง ซานติอาโก จะมีลูกบอลไม่พอ และไม่สามารถให้ได้ในทันที แต่เขาก็ยอมรับว่า เขาปฏิเสธรอยยิ้มของเด็กน้อยไม่ได้เลย

ในช่วงต้นปีนั้น ฟีร์มิโน เข้าทดสอบฝีเท้ากับทีม คลับ เรกาเตส บราซิล แม่ของเขาพาเขาไปด้วยตัวเอง เธอรู้มาบ้างว่าลูกชายของเธอมีพรสวรรค์สูงมากจากการบอกกล่าวของเพื่อนบ้าน และที่นั้น ฟีร์มิโน ก็ได้พบกับ กีเยร์เม ฟาริอัส ผู้ฝึกสอนระดับเยาวชนของทีม ผู้ที่มองไปยังว่าที่กองหน้าทีมชาติบราซิลไม่กี่นาที และรีบจับเขาเช็นสัญญาระดับเยาวชน

“สิ่งที่ดึงดูดความสนใจของผม คือคุณภาพการเล่นของเขาในเกม” ฟาริอัส กล่าว “โรแบร์โต ไม่ใช่คนที่พูดมาก แต่วิธีที่เขาเลี้ยงบอลมันยอดเยี่ยม ผมส่งเขาลงในสนาม และดูการเล่นของเขาตอนได้บอล 3 ครั้ง ก็หยุดเขาทันที และบอกเขาว่า ‘เตรียมเอกสารของนายให้พร้อม นายจะต้องมาเล่นกับเรา’ “ 

แม้จะติดขัดเรื่องการเงิน แต่ด้วยความช่วยเหลือของ ฟาริอัส และ สโมสร รวมไปถึงทันตแพทย์ มาร์เซลลัส ปอร์เตลลา ฟีร์มิโน ก็ได้เล่นในการทัวร์บราซิลตอนเหนือนานถึง 2 ปี ในรายการชิงแชมป์เยาวชน เขาเล่นในตำแหน่งกองกลางตัวรับ ในทีมเดียวกับ วิลเลียน โฆเซ กองหน้าของ เรอัล โซเซียดาด

มีครั้งหนึ่ง พวกเขาต้องนั่งรถบัสเดินทางถึง 120 ชั่วโมง จาก เซา เปาโล เพื่อไปเล่นในรายการชิงแชมป์ระดับชาติ ฟีร์มิโน ขาบวมเป่ง แต่ความกระตือรือร้นของเขายังเต็มเปี่ยม ซึ่งนั่นเป็นสิ่งที่ทำให้ฟาริอัส ประทับใจมาก “ผมได้ฝึกฝนเด็กที่มีพรสวรรค์มาหลายคน แต่ไม่มีใครทุ่มเทเท่าโรแบร์โตเลย”

เติบใหญ่ในบราซิล

หลังวันเกิดครบรอบ 16 ปีของ ฟีร์มิโน ไม่นาน ตัวแทนของเขาได้มีการติดต่อกับ ลูเชียโน่ ‘บิลู’ โลเปซ กองกลางจาก อาลาโกอัส โดยเขาได้รับ ดีวีดี ฟอร์มการเล่นของเด็กหนุ่ม และรู้สึกประทับใจ เขาจึงช่วยผลักดันให้มีการทดสอบฝีเท้าในเซา เปาโล กับทีมเก่าของเขาอย่าง ฟิกูเรนเซ เกิดขึ้น

ในคราวแรก ฟีร์มิโน ต้องรออยู่โดยไม่เห็นฟุตบอลนาน 2 สัปดาห์ เพราะความไม่แน่นอนในหมู่โค้ชของทีม แน่นอนว่า ว่าที่กองหน้าบราซิล แม้ไม่ใช่คนพูดมาก แต่ก็ไม่ใช่คนไม่มีความรู้สึก เขาโมโห หงุดหงิด และเลือกลงไปเล่นฟุตบอลทางตอนใต้ในรัฐ ซานตาคาตารินา โดยให้ฝีเท้าของเขาพูดแทนปาก

กลางปี 2008 ฟีร์มิโน ถูก ฟิกูเรนเซ เรียกตัวมาอีกครั้งแต่คราวนี้เขารอไม่นาน เพราะ โค้ช เฮเมอร์สัน มาเรีย โค้ชทีมชุดอายุต่ำกว่า 17 ปี ใช้เวลาเพียง 30 นาที เพื่อดูฟอร์มการเล่นของเขา ก่อนเซ็นสัญญาอย่างรวดเร็ว

“โดยปกติเราจะใช่เวลาอย่างเต็มที่ 1 เดือน แต่ สำหรับผู้เล่นที่โดดเด่น เราอาจจะใช้เวลาน้อยกว่านั้น อาจจะ 2 สัปดาห์ หรือ 10 วัน” มาเรีย กล่าว

“การทดสอบของฟีร์มิโน ใช้เวลาเพียง 30 นาที เขายอดเยี่ยมมาก ๆ เขาไม่ได้ทำอะไรผิดพลาดเลย เขาแสดงให้เห็นคุณภาพที่ยอดเยี่ยม และมีเทคนิคสุดยอด เขายิงจักรยานอากาศได้ถึง 2 ลูก หลังจากนั้นทุกคนก็พูดถึงเขา และผมก็ดีใจมากที่มีนักเตะที่พิเศษมาก ๆ ในมือ”

มาเรีย เป็นคนที่เปลี่ยนตำแหน่งของ ฟีร์มิโน ให้มาเล่นในแนวรุกมากขึ้นจากเดินที่เขาเล่นกองกลางตัวรับมาตลอด แต่ที่ ฟิกูเรนเซ เขาต้องเจอกับปัญหา “โฮมซิก” เล่นงาน อย่างไรก็ตามเทคโนโลยียังช่วยเขาได้บ้าง เพราะเว็บไซต์ ออร์กุต และ โปรแกรม MSN ยังช่วยให้เขาได้คุยกับคนใน มาเซโอ บ้านเกิดของเขาได้อยู่ และนี่เป็นการปรับตัวก้าวสำคัญเพื่อที่จะให้เขาต้องบินไปไกลกว่าแค่ในบราซิล

ก้าวใหม่ในยุโรป

เมื่อเข้าปี 2009 ก่อนจะขึ้นไปเล่นให้ทีมชุดใหญ่ของ ฟิกูเรนเซ ฟีร์มิโน ได้รับข้อเสนอให้ไปทดสอบฝีเท้าจากมาร์กเซย แต่การเดินทางของเขาไม่ราบรื่นนัก เพราะการต้องไปเปลี่ยนเครื่องที่สเปน ทำให้เขาต้องโดนปฏิเสธการเข้ายุโรป เนื่องจากเอกสารไม่พร้อม และนั่นทำให้เขาต้องหลั่งน้ำจากความผิดหวังที่พลาดโอกาสครั้งใหญ่ในการไปเล่นที่ยุโรป เมื่อกลับมา โค้ชมาเรีย ก็ปลอบเขาและเล่าให้ฟังว่า คาฟู ตำนานฟูลแบ็กทีมชาติบราซิลก็เจอเรื่องแบบเดียวกับ แต่สุดท้าย เขาก็พาทีมชาติบราซิลเป็นแชมป์โลก และไปค้าแข้งที่ยุโรปได้สำเร็จ แม้จะไม่ช่วยให้หายเศร้า แต่เขาก็ดีขึ้นจากคำพูดนั้น

แต่ ฟีร์มิโน ไม่ต้องรอนอนหรือต้องพาทีมชาติเป็นแชมป์โลกเหมือนคาฟู เพราะอีกเดือนต่อมา มาร์กเซย ก็ติดต่อมาอีกครั้ง คราวนี้ประสบการณ์สอนว่าเขาควรบินตรงไปยังเมืองปลายทางเลย ทว่าผลจากการทดสอบฝีเท้าคือ สโมสรดังจากลีกเอิง ปฏิเสธที่จะจ่ายค่าฉีกสัญญามูลค่า 1 ล้านยูโรในตอนนั้น และในปี 2018 ที่ผ่านมา ฌอง ฟิลิปป์ ดูแรนด์ อดีตหัวหน้าฝ่ายทีมเยาวชน ก็ยอมรับว่า นั่นเป็นเรื่องที่ผิดพลาดที่สุดที่ได้ตัดสินใจลงไป

3 สัปดาห์ก่อนอายุครบ 18 ปี ฟีร์มิโน ได้ลงสนามครั้งแรกให้ทีมชุดใหญ่ของ ฟิกูเรนเซ ในลีกสูงสุด โดยใส่หมายเลข 16 โดย 13 เดือนก่อนหน้านั้น เขาเพิ่งคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมของ เซเรีย บี บราซิล และช่วยให้ทีมขึ้นชั้นมาได้สำเร็จ และเมื่อสิ้นปี 2010 เขาก็ได้รับข้อเสนอมากมายจากทั้ง อาร์เซนอล, พีเอสวี ไอด์โฮเฟ่น แต่เขา เลือกไปลงเอยกับ ฮอฟเฟนไฮม์ ด้วยค่าตัว 4 ล้านยูโร

หลังจากนั้นเรื่องราวของเขาก็คงเป็นที่รู้จักกันดี เขาได้รับการโหวตเป็นผู้เล่นยอดเยี่ยมของ บุนเดสลีกา และต่อมา ลิเวอร์พูล ก็เป็นฝ่ายเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในการล่าลายเช็นของเขาด้วยราคา 29 ล้านปอนด์ ในปี 2015 และที่ลิเวอร์พูล เขาก็ติดทีมชาติเป็นครั้งแรก พร้อมคว้าแชมป์มากมาย โดยใน 12 เดือนที่ผ่านมา เขาคว้าแชมป์ทั้ง โกปา อเมริกา, ยูฟ่า แชมเปียนส์ ลีก, ฟุตบอลสโมสรโลก และยังเป็นนักเตะบราซิลคนแรกที่ยิงได้ถึง 50 ประตูในพรีเมียร์ลีกด้วย 

ไม่เคยลืมว่าเป็นใคร

แม้จะประสบความสำเร็จในระดับสูง แต่ ฟีร์มิโน ไม่เคยเปลี่ยนไปเลย เขายังเป็นคนที่พูดน้อย ยิ้มง่าย และไม่มีเรื่องเสื่อมเสีย เขาพร้อมจะทุ่มเทในสนามเสมอ ไม่ว่าโค้ชจะต้องการเขาในตำแหน่งไหน และที่สำคัญ เขาไม่เคยลืมว่าเขาเกิดที่ไหนเลย

ในเดือน กรกฎาคม 2018 เขากลับไปที่บราซิล พร้อมกับกระเช้าอาหาร 500 ที่เพื่อมอบให้กับเด็ก ๆ ที่โรงเรียนเก่าของเขาใน อาลาโกอัส นอกจากนี้ เขายังบริจาคเงินอีก 60,000 ปอนด์ เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลรายเดือนให้กับครอบครัวในซานตา คาตารินา ด้วย นอกจากนี้ เขายังมักจะเลี้ยงเครื่องดื่มคนแปลกหน้าตามร้านค้าในมาเซโอ อีกต่างหาก

แม้ในบราซิล คนจะยกย่องเนย์มาร์ ให้เป็นสตาร์หมายเลข 1 เพราะ ฟีร์มิโน ไม่เคยเล่นให้กับบรรดาสโมสรมหาอำนาจของประเทศมาก่อนที่จะย้ายไปในยุโรป และ เขาเองก็ไม่ใช่คนที่จะออกมาป่าวประกาศเรื่องราวของตัวเองแบบที่เป็นมาตลอด แต่สำหรับที่ มาเซโอ ฟีร์มิโน คือฮีโรของคนที่นี่อย่างไม่ต้องสงสัย 

“โรแบร์โต เป็นนักเตะบราซิลที่เก่งที่สุดในโลกตอนนี้” ใครสักคนในมาเซโอ กล่าว “เขาไม่เคยพูดเรื่องนี้หรอก แต่ผมจะพูดเอง”

เครดิต : Roberto Firmino: Liverpool forward’s journey from humble origins to starring Anfield role
แปลและเรียบเรียง : SPORTDesk Team