ตัวตน “โค้ชโย่ง” และช้างศึก เอเชียนเกมส์

15 August 2018
191 VIEWS

อย่างที่ผมเขียนไปเมื่อวานครับว่า ช่วงมีโอกาสได้นั่งข้าง ๆ “โค้ชโย่ง” วรวุธ ศรีมะฆะ ตอนจัดรายการ “กูรูบอลโลก” ด้วยกันทาง TNN 24 ผมก็รู้สึกเหมือน “ทุกคน” นั่นแหละว่า “โค้ชโย่ง” เป็นคนตรงไปตรงมา

กระบวนการคิด และการกระทำดูไม่ “ซับซ้อน” หรือคิดอะไรก็ทำแบบนั้น

คิดยังไง ก็ให้สัมภาษณ์แบบนั้น ไม่นับรวมที่ไม่เล่นโซเชียล หรือไม่มีไลน์ และเฟซบุ๊คส่วนตัว

นั่นคือ “ตัวตน” ของแกที่ผมได้สัมผัสซึ่งจะว่าไปก็ต่างจากสมัยเป็นนักเตะนะครับ

 

แกเคยพูดว่า จริง ๆ ตอนนี้นอกจากงานทีมชาติแล้ว หากมีโอกาสได้กลับมาทำสโมสรอีก แกเหมาะกับงานฝ่ายเทคนิค หรือที่ปรึกษามากกว่าจะไปเป็นโค้ชเต็มตัว

ซึ่งผมก็ “เห็นด้วย” นะครับ เพราะการเป็นโค้ชอาจไม่เหมาะกับคาแร็กเตอร์ตามข้างต้นที่ได้เกริ่นเอาไว้

เฉพาะอย่างยิ่งกับสังคมฟุตบอลไทย นักบอลไทย และผู้บริหารวงการบอลไทย

 

อย่างไรก็ดี “ตัวตน” ข้างต้นมันสวนทางกับรูปแบบวิธี และสไตล์การเล่นของทีมช้างศึกที่แกคุมอยู่

เช่น ซีเกมส์ปีที่แล้วที่ได้แชมป์ หรือทัวร์นาเมนท์อื่น ๆ ยิบย่อยกับทีมชาติชุด ยู-23ปีที่มักถูกเหน็บว่า ชอบรับ และรัดกุม

“เล่นกับทีมเหนือกว่า เราต้องเล่นรับให้ดีไว้ก่อน” แกมักพูดแบบนั้น

แต่จะว่าไปแล้ว ฟุตบอลที่ได้เห็นส่วนใหญ่แม้จะระดับอาเซียน หรืออุ่นเครื่องกระชับมิตร ผลงาน และสไตล์การเล่นทีมชาติชุด “โค้ชโย่ง” ก็ดูไม่สนุกอยู่ดี

จนเอเชียนเกมส์หนนี้ที่อินโดนีเซีย

ความ “คาดหวัง” จึงน้อย และกระแสจึงไม่ค่อยเปรี้ยงเท่าไหร่

มีการคาดการณ์ขนาดว่า อาจตกรอบแรกด้วยซ้ำทั้งที่ 4ทีมอันดับ 3ดีที่สุดจาก 6กลุ่มจะได้เข้ารอบ 16ทีมสุดท้ายตามหลังอันดับ 1และ 2ของกลุ่ม

นั่นเป็นที่มาว่า “4แต้ม” รอบแรกน่าจะเพียงพอ

เริ่มจากเกมกับกาตาร์ซึ่งสำคัญที่สุดในนัดแรก

 

ตลอด 90 + 7 นาที ผมต้องยอมรับนะครับว่า นี่อาจจะเป็นแมตช์ทีมชาติไทยที่ “สมบูรณ์แบบ” ที่สุดนัดหนึ่งเท่าที่เคยเห็นมา

แม้จะเสียประตูเร็วตั้งแต่นาทีที่ 6แต่นักเตะไทยนำโดย “กัปตันทีม” เจนรบ สำเภาดี ไม่ย่อท้อ

ตั้งหน้าตั้งตาเล่น “เกมรุก” และ “เพรสซิ่ง” ฟุตบอลชนิดที่ผมให้ 7-8 เต็ม 10 คะแนนได้เลย

นนท์ ม่วงงาม นายทวารนอกจากการเซฟแล้วยังออกบอลเร็ว และใช้เท้าได้ดี

วรวุฒิ นามเวช กับชินภัทร์ ลีเอาะ แม้จะเชื่องช้าในตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟ แต่ก็รูปร่างใหญ่ และกล้าเล่นบอลด้วยเท้าทำเกมรุก

นพพล พลคำ คือ “ห้องเครื่อง” ที่แข็งแกร่งตัดบอลดี, สรรเสริญ ลิ้มวัฒนะ เปิดบอลยาวได้เยี่ยม,วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ แม้จะใส่เบอร์ 8แต่เค้าคือ “เบอร์ 10”

เจนรบ ที่แม้ดู “บ้าพลัง” แต่ก็จำเป็น และหน่วย “เข้าชน” ในการสร้างความดุดันให้กับทีม

ริมเส้นซ้ายขวานำโดย ธนาสิทธิ์ ศิริผลา และสุภโชค สารชาติ ก็ทำหน้าที่ได้ดี มีความเร็ว และสามารถเลี้ยงกินตัวได้เมื่อจำเป็น

ระบบ 4-2-3-1 จึงลงตัว และบาลานซ์ทั้งรุก และรับ

แม้จะน่าเสียดายที่ “ประตูแรก” เราเสียจากจังหวะที่พยายาม “โต้กลับ” หรือรับเป็นรุกจนพลาดช่วงที่สมาธิยังไม่ดีนัก

ทว่าหลังจากนั้น ต้องบอกว่า แทบจะไร้ที่ติ

รุกได้ดี และหากเสียก็ “เพรสซิ่ง” ได้ยอดเยี่ยมแม้จะไม่ดุดันนัก แต่ต้องยอมรับว่า ซ้อมกันมา และทำกันเป็นทีมโดยเฉพาะเพรสสูงกดดันตั้งแต่แดนบนจนโกล์ตัวจริงกาตาร์ โมฮัมเหม็ด อัล บัครี น่วมไปหมด และโดนปะทะจนต้องถูกเปลี่ยนตัวออกในครึ่งหลัง

เกมรับ ก็กล้าดันสูง และคุมพื้นที่ กับประกบคนได้ดี

จังหวะ transition ทั้งรุกเป็นรับ และรับเป็นรุกผ่านการ “เพรสซิ่ง” ก็ทำได้สมบูรณ์จน “ภาพรวม” เหนือกว่ากาตาร์ที่ลงไปรับรักษาประตู 1-0จนพลาดในที่สุด

ครึ่งหลัง “โค้ชโย่ง” ยังกล้าเปลี่ยนตัวทันที ปรับมาเล่น 4-1-3-2 โดยถอดสรรเสริญออกแล้วขยับวรชิตมาช่วยกลาง

กองหน้าธรรมชาติ ศุภชัย ใจเด็ด ถูกส่งลงมายืนคู่กับเจนรบ

ศุภชัย ที่จริง ๆ ฝั่งบุรีรัมย์บอกว่า เหมาะกับกลางรุก หรือหน้าต่ำ คือ เท็ดดี้ เชอริงแฮม ดี ๆ นี่เอง

เก็บบอล ครองบอล และหาพื้นที่หน้าไลน์กองหลังได้ดี

และก็เป็นเจ้าหนูวัย 19 ปีที่ห้าวหาญเกินตัว กระตุ้นเพื่อน ๆ พี่ ๆ ตลอดเกมโหม่งประตูตีเสมอช่วงทดเจ็บ 1-1 ในเกมที่กล้าเปลี่ยนครบ 3 ตัวตั้งแต่นาทีที่ 75

ไฟนอลสกอร์จึงเหมาะสมที่สุด และเป็น “ตามเป้า” สำหรับการคว้า 4 แต้มในรอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม B

ด้วยสไตล์การเล่นที่ในที่สุดแล้ว ชาวไทยได้เห็นบอลโค้ชโย่งแบบนิสัยเค้าจริง ๆ เสียที

 

นอกจากรูปแบบ และวิธีการเล่นที่ต้อง “ปรบมือ” ให้

สิ่งที่ต้อง “ชมเชย” ทีมชุดนี้ คือ หัวจิตหัวใจ และการควบคุมอารมณ์ที่จะเห็นได้ว่า ไม่มีตื่น ไม่มีหลุด หรือลนลานใด ๆ

จุดนี้เป็น “ข้อดี” และต่างจากบุคลิก “โค้ชโย่ง” นิด ๆ แต่ก็ดีแล้ว

ทั้งนี้แม้ความมั่นใจน่าจะดี แต่ต้องยอมรับว่า วิธีการเล่นแบบนี้ “ใช้พลัง” มหาศาล แต่ละคนวิ่งไม่ต่ำกว่า 10 กิโลเมตรแน่ ๆ

จุดนี้ ผมเกรงจะมีผลต่อบอลทัวร์นาเมนท์แบบนี้ที่นัดต่อไปกับบังคลาเทศเราได้พักแค่ 1 วัน (15ส.ค.) ก่อนจะโม่แข้งกัน 16ส.ค.แล้วจะปิดท้ายกับอุซเบกิสถานที่ชนะบังคลาเทศมาก่อนเรา 3-0 ในวันที่ 19 ส.ค.

3 นัดใน 6 วัน หรือเตะวันเว้นวัน

ทีมงานกายภาพ และวิทยาศาสตร์กีฬาต้องเยี่ยมจริง ๆ เพื่อ “ฟื้นฟู” ความแข็งแกร่งให้กลับคืนมา

ไม่นับการบาดเจ็บ และติดโทษแบนในภายหลัง

ครับ เล่นได้แบบนี้ ผมห่วงแค่สภาพร่างกาย ขณะที่ไม่ห่วงการเข้ารอบต่อไปแล้ว

รวมถึง “มั่นใจ” ด้วยว่า ชนะบังคลาเทศสวย ๆ อีกสักนัด “กระแสฟีเวอร์” จะกลับมาแน่นอนครับ

————

เครดิตภาพ: FA Thailand