ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก : ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลงแล้วหรือยัง?

27 March 2019
715 VIEWS

วันนี้ (27 มีนาคม 2019) มีข่าวใหญ่ไหลหลั่งมาตามลุ่มแม่น้ำออนไลน์ จากแหล่งข่าวหลายแห่งในภาคพื้นยุโรป ว่าถึงเวลาแล้วที่ สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ ยูฟ่า จะสังคายนาฟุตบอลสโมสรยุโรปถ้วยใหญ่กับเขาสักที หลังมีข่าวให้ระแคะระคายเคืองหูตลอดในช่วงสองปีให้หลัง

หลักใหญ่ใจความเมื่อถามหาสาเหตุ ต้องเรียนตามตรงว่า “ยังไม่รู้” เพราะ ยูฟ่า ยังไม่ได้บอก แต่มันก็มีเหตุผลในแบบที่น่าเชื่อถือและนำมาคิดต่อได้ไม่ยาก

การเปลี่ยนแปลงใน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก นี้ มีความน่าสนใจอย่างไร และมีที่มาที่ไปอย่างไร ล้อมวงเข้ามาอ่านพร้อมกันทีเดียวเลย

แรงกระเพื่อมและแรงกดดัน

จริง ๆ อาจจะนานกว่านั้น ที่เราได้ยินชื่อของ ‘ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก’ แต่หนล่าสุด ที่เราได้ยินชื่อนี้ปรากฏอยู่บนหน้าข่าวสาร คือเมื่อช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ปีที่แล้ว และนี่เอง และมันน่าจะเป็นเสมือนฟางเส้นสุดท้าย ให้สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป เลือกจะปรับโฉมการแข่งขันฟุตบอลในระดับสโมสรของเขาใหม่

หลังการถือกำเนิดของกลุ่มมหาอำนาจสโมสรลูกหนังอย่าง จี-14 ในปี 2000 อำนาจผูกขาดในการทำการตลาดฟุตบอลในยุโรป ก็ไม่ได้ตายตัวที่ยูฟ่า เป็นผู้กำหนดฝ่ายเดียวอีกต่อไป เพราะอำนาจต่อของของกลุ่มนี้ที่มีทีมแม่เหล็กในยุโรปเป็นผู้ก่อตั้งอย่าง เรอัล มาดริด, บาร์เซโลน่า, ยูเวนตุส, เอซีมิลาน, ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และยักษ์ใหญ่อีกจำนวนหนึ่งนั้น…มหาศาลเหลือเกิน

ราวต้นปี 2013 น่าจะเป็นครั้งแรกที่เราได้ยินชื่อของ ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก ว่าอาจจะเป็นลีกใหม่ ที่กลุ่มลูกหนังกลุ่มนี้แยกตัวจากยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ออกมาตั้งกันเอง เพราะอาจจะได้ผลประโยชน์ และส่วนแบ่งมากกว่า แต่สุดท้าย เรื่องราวนี้ก็เงียบไป ถึงกระนั้น ชื่อของ ยูโรเปี้ยน ซูเปอร์ลีก ก็ยังลอยมาเข้าหู-เข้าตาแฟนบอลเป็นระยะ ๆ

นอกจากนี้ ยูฟ่า ยังมองไปถึงปัญหาเรื่องงบประมาณด้วย ถึงแม้จะยังไม่เข้าเนื้อถึงขัดขาดทุนย่อยยับ แต่กำไรขององค์กรลูกหนังยุโรปจากการจัดแข่งขันฟุตบอลยุโรปรายการนี้ มันน้อยลงเรื่อย ๆ สาเหตุเพราะงบประมาณการจัดการแข่งขันที่นับวันยิ่งแพง โดยจากข้อมูลใน 3 ฤดูกาลหลัง พวกเขาใช้งบไปฤดูกาลละกว่า 2 พันล้านยูโร สวนทางกลับค่าลิขสิทธิ์ที่ได้น้อยลงเรื่อย ๆ เนื่องจากการเข้ามามีบาบาทของการรับชมผ่านทางออนไลน์ และ สตรีมมิ่ง

นั่นเองที่ทำให้ปี 2024 นี้ จะเป็นฤกษ์ดีที่จะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขันในฤดูกาลนี้กันได้เสียที เพื่อให้ธุรกิจที่ทำรายได้หลักของ ยูฟ่า รายการนี้ น่าสนใจและเรียกเงินได้มากขึ้นไปในคราวเดียวกัน

การเปลี่ยนใหม่ หาใช่เรื่องแปลก

จะว่าไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงในเวทีของยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่อะไร ในอดีต เราเคยเห็นฟอร์แมตของมันเปลี่ยนแปลงมาแล้วครั้งหนึ่ง อันที่จริง มีการเปลี่ยนยันชื่อเลยด้วยซ้ำไป

แรกเริ่มเดิมที ในปี 1955 ฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่เรารู้จัก ถูกก่อตั้งขึ้นด้วยอีกชื่อหนึ่งว่า ยูโปเปี้ยน แชมเปี้ยนส์ คลับส์ คัพ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อที่คุ้นหูกว่าในนาม ยูโรเปี้ยน คัพ ซึ่งจะอนุญาตให้เฉพาะทีมแชมป์จากลีกแต่ละลีกของยุโรป เข้ามาร่วมแข่งขันกันเท่านั้น

จากนั้น ในฤดูกาลต่อมา จาก 16 ทีม ก็เพิ่มเป็น 22 ทีม และมีการเพิ่มจำนวนสโมสรที่เข้าร่วมการแข่งขันเรื่อย ๆ จนในบางปีมีถึง 34 สโมสรก็มี แต่หลัก ๆ คือ ระหว่าง 30-33 ทีม จนกระทั้งในปี 1992 ก็มีการเปลี่ยนชื่อใหม่ จาก ยูโรเปี้ยน คัพ มาเป็น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ดังในปัจจุบัน และมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการแข่งขัน ให้มีการเตะรอบแบ่งกลุ่มในอีก 2 ปีให้หลังในปี 1994 และพวกเขาตัดสินใจลดจำนวนทีมในรอบแบ่งกลุ่ม เหลือแค่ 16 ทีมเท่านั้นด้วย

แต่ดูเหมือนการเล่นรอบแบ่งกลุ่มด้วยจำนวน 16 ทีม จะน้อยไป และทำให้ชาติสโมสรสมาชิกเข้าร่วมได้ไม่ครบถ้วน ทำให้ในปี 1997 มีการปรับรอบแบ่งกลุ่มเพิ่มมาเป็น 24 ทีม และสุดท้ายในปี 1999 ก็เพิ่มมาเป็น 32 ทีมเฉกเช่นในปัจจุบัน

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงอีกในอนาคตสำหรับฟุตบอลชิงแชมป์สโมสรยุโรป เพราะอันที่จริง มันก็เปลี่ยนแปลงมาแทบจะตลอดเวลาอยู่แล้ว

ถึงเป็นแชมป์ก็ใช่จะได้เล่น

เมื่อขีดเส้นตายไว้ในปี 2024 ที่จะมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้เวลายังเหลืออีกมาก ที่จะกำหนดกฎ, กติกาใหม่ ที่จะเอามาใช้ในการแข่งขันฤดูกาลนั้น 

จากรายงานล่าสุด ระบุถึงการโยนหินถามทางเรื่องฟอร์แมตของการแข่งขันในทัวร์นาเมนต์นี้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนรอบแบ่งกลุ่มใหม่ ให้เหลือแค่ 4 กลุ่ม กลุ่มละ 8 ทีม แล้วแข่งขันในรอบนี้ยาวนาน 14 แมตช์ แทนการแข่งขันเพียง 6 แมตช์ และยังรวมไปถึงเรื่องวันในการแข่งขัน ที่ ยูฟ่า อยากจะเลื่อนไปในช่วงสุดสัปดาห์ ที่มีคนดูให้ความสนใจสูงกว่า แทนช่วงกลางสัปดาห์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

หนึ่งความคิด ที่หลุดออกมา และเป็นเรื่องที่น่าสนใจ คือระบบการคัดเลือกทีมเข้าแข่งขันในรูปแบบใหม่ จากเดิมที่ 4 อันดับแรกใน 4 ลีกใหญ่ อย่าง พรีเมียร์ลีก, กัลโช่ เซเรีย อา, ลาลีก้า และ บุนเดสลีก้า จะได้โควตาอัตโนมัติ มาเป็นการแบ่งโควตาตามระบบปีระมิด ตามลีก และมีการเลื่อนชั่นตกชั้น (โมเดลเดียวกับเนชั่นส์ ลีก)

กล่าวถือ ถ้าย้อนกลับไป 3 ปีก่อน เลสเตอร์ ซิตี้ ที่ได้แชมป์พรีเมียร์ลีก พวกเขาจะยังไม่ได้เล่นใน แชมเปี้ยนส์ ลีก แต่จะได้ไปเล่นในดิวิชั่น 3 ของฟุตบอลรายการนี้ และถ้าทำผลงานได้ดีก็เลื่อนขึ้นมาดิวิชั่น 2 และดิวิชั่นสูงสุด เพื่อลุ้นถ้วย บิ๊กเอียร์ส ต่อไป

การแบ่งทีมเป็นดิวิชั่น จะช่วยแก้ปัญหาที่ทีมใหญ่ซึ่งดึงดูดแฟนบอล ไม่ผ่านเข้ามาร่วมการแข่งขันได้ เพราะในระยะหลัง แชมเปี้ยนส์ ลีก ต้องพบกับปัญหานี้ อาทิ แมนฯ ยูไนเต็ด เมื่อฤดูกาลก่อน, อาร์เซน่อล และ เขลซี ในฤดูกาลนี้ รวมไปถึงยักษ์ใหญ่จากลีกอื่น อาทิ เอซี มิลาน เป็นต้นด้วย

โดยทีมในลีกบน อาจจะมีราว 1-2 ทีมที่ต้องตกชั้น แต่จะทำให้ทีมยักษ์ใหญ่ที่เหลือจะดำรงอยู่ในลีกต่อไปได้ และเป็นเหมือนการการันตีให้แฟนบอลของทีมนั้น ๆ กลาย ๆ ว่า ปีหน้าต่อให้ทีมของพวกเขาผลงานไม่ดีจนหลุด 4 อันดับแรกในลีก แต่ถ้าในรายการนี้ ประครองตัวได้ ก็จะยังคงสถานะได้เล่นในระดับสูงอยู่ต่อไปนั่นเอง

เวลาที่ว่า ยังมาไม่ถึง

อาจจะไม่ใช่ วันนี้ หรือ พรุ่งนี้ ที่จะมีการเปลี่ยนแปลงที่ว่าเกิดขึ้น แต่การประชุมครั้งนี้ของยูฟ่า และ สมาคมสโมสรฟุตบอลยุโรปอย่างไม่เป็นทางการครั้งนี้นั้น ก็ได้ทำหน้าที่สะท้อนถึงความเป็นไปได้ และความเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้

หากแต่กว่าจะถึงวันนั้น อาจจะมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นอีกมากมาย และอาจจะเป็นไปได้ก็ได้ ที่แนวความคิดเรื่องการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะถูกล้มเลิกและพับไป

การเปลี่ยนแปลง ไม่ใช่เรื่องไม่ดี แต่การเปลี่ยนแปลงที่ดี ต้องมาในเวลาที่เหมาะสม

ยูฟ่า อาจจะต้องการปรับตัวเพื่อรับมือกับโลกที่กำลังเปลี่ยนไป แต่ก็ไม่มีใครรู้เหมือนกันว่าการเดินก้าวนี้ของพวกเขา ถูกผิดหรือไม่ อย่างไร

ก็นะ เวลาที่ว่า…มันยังไม่มาถึงเสียหน่อยนี่นา