ยกเลิกวิมเบิลดัน – เหตุผลคอร์ตหญ้าไม่ได้มาพร้อมทางเลือก

2 April 2020
19 VIEWS

เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ที่ วิมเบิลดัน แชมเปียนชิพ ที่ ออล อิงแลนด์ คลับ ต้องยกเลิกการแข่งขันเพราะปัญหาคาราคาซังเกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ไม่มีวี่แววจะจบลงง่าย ๆ ทำให้ ออล อิงแลนด์ ลอน เทนนิส ฝ่ายจัดการแข่งขัน ต้องประชุมด่วยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ก่อนที่สุดท้ายแล้วพวกเขาจะเห็นตรงกันว่าควรเลื่อนการแข่งขันเทนนิสรายการนี้ออกไปในที่สุด

วิมเบิลดัน ถือเป็นอีเวนต์กีฬารายการใหญ่ที่สุดที่ไม่สามารถแข่งขันได้ตามกำหนดการร์ที่วางเอาไว้ หลังก่อนหน้านี้ไม่ถึงสัปดาห์ โอลิมปิก โตเกียว 2020 ก็มีอันต้องเลื่อนออกไปเป็นโอลิมปิก โตเกียว 2021 และ วิมเบลดันยังเป็นการแข่งขันกีฬาระดับโลกรายการที่ 2 ต่อจากฟอร์มูลาวัน รายการ โมนาโก กรังด์ปรีซ์ ที่ต้อง “ยกเลิก” การแข่งขัน หาใช่ “ระงับ” หรือ “เลื่อน” การแข่งขันออกไปเหมือนหลาย ๆ อีเวนต์กีฬาก่อนหน้านี้ อย่าง เฟรนซ์ โอเพน และ ฟอร์มูล่าวันอีก 7 สนาม หรือเทนนิสรายการอื่น ๆ ด้วย

สาเหตุที่ทำให้แกรนด์สแลมที่ 3 ของปีรายการนี้ เลื่อนการแข่งขันเหมือนเทนนิสรายการ ๆ อื่นไม่ได้ เป็นเพราะอัตลักษณ์ที่พวกเขาภาคภูมิใจนั่นคือ หญ้าไรย์ (Ryegass) ที่ถูกปูเต็มพื้นผิวสนามทั้ง 100% ของคอร์ต นั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้เทนนิสแกรนด์สแลมรายการนี้ เลื่อนการแข่งขันไปหลังจากเดือนกรกฏาคมไม่ได้ อันที่จริงตามปฏิทินในปีนี้ที่จะทำการแข่งระหว่าง 29 มิถุนายน ถึง 12 กรกฎาคม ก็ถือว่าเป็นการแข่งขันที่ “เลท” มากแล้ว 

หญ้าไรย์ จะขึ้นต้นได้อย่างงดงาม และ ทำหน้าที่เป็นพื้นผิวคอร์ตให้ลูกเทนนิสตกกระทบได้เพียง 2 ฤดูต่อปี ก็คือในฤดูใบไม้ผลิ และฤดูร้อน เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ร่วงพวกมันก็จะเริ่มเหลือง และตายลงในฤดูหนาว นั่นเป็นวัฎจักรวงจรชีวิตของหญ้าในชนิดนี้ ดังนั้นทางเลือกสำหรับการเลือนการแข่งขันของ วิมเบิลตัน จึงไม่มีมาตั้งแต่แรกแล้ว เพราะหลังจากเดือนกรกฎาคมเป็นต้นไป หญ้าในสนามก็เริ่มเหลือง กรอบ และตายลงเมื่อเข้าสู่เดือนกันยายนตามกรอบเวลา

ก่อนหน้านี้ วิมเบิลดัน เคยใช้ส่วนผสมหญ้าสองชนิดคือ หน้าไรย์ 70% และอีก 30% ถูกแซมด้วย หญ้าเฟสคิวแดง (Red Fescue) เพื่อลดปัญหาในการดูแลสนาม และทำให้ในช่วงท้าย ๆ ของการแข่งขันสนามหญ้าของพวกเขาไม่แหว่งหายไปแบบที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจาก หญ้าเฟสคิวแดงนั้นต้องการการดูแลต่ำ และทนทานต่อการเหยียบย่ำได้กีกว่าหญ้าไรย์ แต่ปัญหาใหญ่ที่ทำให้ ออล อิงแลนด์ คลับ ต้องเปลี่ยนมาเป็นหญ้าไรย์ทั้ง 100% แบบนั้นปัจจุบันคือ หญ้าเฟสคิวแดงมีลำต้นที่แข็งกว้าหญ้าไรย์ชัดเจนแม้จะตัดให้สั้นเตียน ดังนั้นเวลาที่ลูกเทนนิสตกกระทบหญ้าเหล่านี้ทิศทางการกระดอนจะเพี้ยนไปจากพื้นที่เป็นพื้นหญ้าไรย์

หลังจากตายลงในฤดูหนาว หญ้าไรย์จำนวนกว่ามหาศาลจะถูกปลูกขึ้นใหม่ในออล อิงแลนด์ คลับ ในเดือนมีนาคมของทุกปี เพื่อรอรับฤดูกาลใหม่ของเทนนิส และหญ้าเหล่านี้จะได้รับการดูแลอย่างดีจนกว่า วิมเบิลตัน ในปีนั้น ๆ จะจบลง ซึ่งเมื่อการแข่งขันจบ หญ้าราว 30-50% ของสนามจะตายโดยอัตโนมัติจากการถูกนักเทนนิสเหยียบย่ำกว่า 2 สัปดาห์ติดต่อกัน แต่หลังจากนั้น หญ้าจะตายทั้งหมดในเดือนกันยายนแบบที่ได้กล่าวไป

มีคำถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ถ้าวิมเบิลดัน จะเลื่อนมาแข่งขันในเดือนสิงหาคมแทนเพราะเป็นเวลาที่หญ้ายังไม่ตาย คำตอบของคำถามนี้คือ “ไม่มีประโยชน์” เพราะหญ้าไรย์ เมื่อไม่ได้อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสมและไม่ได้รับแสงแดดที่เพียงพอ (ย่างเข้าฤดูใบไม่ร่วงแดนจะไม่ได้มีมากเหมือนฤดูร้อน) มันจะอ่อนแอ และมีโอกาสตายเร็วกว่ากำหนด นั่นหมายความว่า เราอาจจะเห็นพื้นหญ้าในสนามเป็นสีเหลืองภายใน 3 วันหลังจากการแข่งขันเริ่มต้น และภายใน 7 วัน เราอาจจะได้เห็นการตีเทนนิสบนคอร์ตหญ้าที่ไม่มีหญ้าบนคอร์ตเลยก็ได้

คำถามต่อมา คือ แล้วทำไม วิมเบิลตัน ไม่เปลี่ยนมาใช้หญ้าเทียมในเพื่อให้ทัวร์นาเมนต์แข่งขันต่อไปได้ คำตอบก็คือ มันต้องใช้เวลายาวนานในการเปลี่ยนพื้นผิวคอร์ต ซึ่งนอกจากไม่คุ้มค้ากับการลงทุนแล้ว มันยังไม่มีอะไรการันตีเลยว่า พื้นผิวหญ้าเทียมที่ว่า จะไม่ส่งผลทำให้การกระดอนของลูกเทนนิสเปลี่ยนวิถี และนอกจากนี้ วิมเบิลดัน คือเป็นแกรนด์สแลม ที่แตกต่างจากรายการอื่น ๆ เพราะพวกเขายังคงมุ่งเน้นไปยังฐานคันทรีคลับแบบดั้งเดิมของเทนนิสสไตล์ โอลด์ สคูล แบบอังกฤษ และพยายามปรับทุกอย่างให้น้อยที่สุด ซึ่งพวกเขารู้ว่านี่เองที่เป็นจุดขายของวิมเบิลดัน และดึงดูดแฟน ๆ เทนนิสทั่วโลกให้มาเยี่ยมเยียนที่นี่เฉลี่ยปีละกว่า 5 แสนคน

หลังจากที่ โรลังด์ การ์รอส ตัดสินใจเลื่อนการแข่งขันออกไปก่อนหน้านี้เป็นวันที่ 20 กันยายน ทำให้ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า เราจะไม่ได้ดูเทนนิสรายการใหญ่ที่มีคะแนนสะสมเกิน 500 คะแนนในฝั่งของ เอทีพี หรือ ใหญ่ขนาดเป็นเทนนิสระดับ พรีเมียร์ของ ดับเบิลยูทีเอ ไม่ต่ำกว่าครึ่งปีแน่นอน

ปัญหาคือ ในตอนนี้ยังไม่มีอะไรยืนยันด้วยซ้ำว่าถึงเวลานั้น เฟรนซ์ โอเพน และเทนนิสรายการอื่น ๆ จะกลับมาแข่งขันกันได้ตามปกติ ที่ยืนยันได้แน่นอนแล้วก็คือ ปีนี้ จะปราศจากเทนนิสในฤดูกาลคอร์ตหญ้า และ โนวัค ยอโควิช ไม่มีทางทำลายสถิติคว้าสแลมสูงสุด 20 สมัยของ โรเจอร์ เฟเดอเรอร์ ได้ในปีนี้แน่นอน 

นอกจากนั้นทุกอย่างยังอยู่ในเครื่องหมายคำถามท่ามกลางสถานการณ์ โควิด-19 ในตอนนี้