บราซิลแห่งยุโรป

8 ปีแล้วนะครับที่พวกเขาไม่ได้ปรากฏตัวในฟุตบอลโลก

            และมันเป็นเวลาที่นานกว่านั้นมากหากคิดถึงวันเวลาที่ดีของอดีตมหาอำนาจลูกหนังจากคาบสมุทรบอลข่านชาติที่เคยได้รับสมญานามว่าเป็นดัง“บราซิลแห่งยุโรป

            ใช่ครับ- ผมกำลังหมายถึงเซอร์เบียหรืออดีตยูโกสลาเวียหนึ่งในทีมที่มีประวัติศาสตร์ชาติลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ชาติหนึ่งของโลก

            พวกเขาคือชิ้นส่วนความทรงจำในวันวานของแฟนฟุตบอลจำนวนไม่น้อย

            เพียงแต่วันเวลาที่ไหลผ่านอาจจะทำให้เราหลงลืมไปว่าในวันวานพวกเขาเคยเป็นใคร

            ในทางสังคมการเมืองเศรษฐกิจเซอร์เบียในวันนี้ย่อมไม่อาจเทียบได้กับยูโกสลาเวียในวันนั้นแม้แต่น้อยครับ

            เช่นกันกับในทางลูกหนังทีมในชุดปัจจุบันก็ยังห่างไกลจากทีมที่ยิ่งใหญ่ในอดีตมากมายหลายเท่า

            จะเอาอะไรไปสู้กับนักเตะอย่างดราแกนสตอยโกวิช, โรเบิร์ตโปรซิเนสกี, ซโวนิเมียร์โบบัน, ดาวอร์ซูเคอร์, ซินิซามิไฮโลวิช, วลาดิเมียร์ยูโกวิชหรือเดยันซาวิเซวิชที่ล้วนเก่งและดีพอที่จะเล่นให้ทีมไหนก็ได้บนโลกใบนี้

            ยิ่งหลังสิ้นยุคยูโกสลาเวียที่ล่มสลายเราก็แทบมองหานักเตะพรสวรรค์จากดินแดนแห่งนี้แทบไม่เจอ

            ไม่แปลกที่เซอร์เบียและมอนเตเนโกรและเหลือเพียงเซอร์เบียในปัจจุบันจะตกต่ำจะตกต่ำเป็นระยะเวลานานหลายปี

            จากเป็นขาประจำในทัวร์นาเมนต์ใหญ่ก็กลายเป็นขาจร

            จากที่เคยเป็นทีมที่น่าจับตามองก็กลายเป็นเพียงไม้ประดับ

            อย่างไรก็ดีหลังช่วงเวลาที่เจ็บปวดเซอร์เบียดูจะได้รับการเยียวยาและกลับมามองเห็นประกายแห่งความหวังอีกครั้งแล้วครับ

            ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญภายในทีมชาติเมื่อทางด้านสหพันธ์ฟุตบอลแห่งยูโกสลาเวียตัดสินใจที่จะปลดสลาโวลุบมุสลินอดีตปราการหลังยุคยูโกสลาเวียผู้ที่สามารถนำทีมผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายของฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี2010

            เหตุผลรองรับคือการที่มุสลินปฏิเสธที่จะ“ถ่ายเลือด” ให้ทีม

            นักเตะที่มีความสามารถหลายคนไม่ได้รับโอกาสจากมุสลินทั้งๆที่พวกเขาดีพอที่จะติดทีมชาติ

            หนึ่งในนั้นคือเซอร์เกมิลินโควิช-ซาวิชกองกลางที่น่าจับตามองมากที่สุดของเซอร์เบียในเวลานี้ซึ่งมุสลินไม่คิดว่ามิลินโควิช-ซาวิชจะสามารถเล่นในระบบการเล่นแบบ3-4-3 ที่เขาใช้นำทีมผ่านเข้าสู่รอบสุดท้ายได้

            มุสลินเชื่อเพียงแต่นักเตะที่เขาเคยใช้งานเท่านั้น- หรือในความจริงคือเขาเชื่อเพียงแค่ความคิดของตัวเอง

            การเปลี่ยนแปลงที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ทำให้เซอร์เบียต้องเปลี่ยนจากกุนซือที่มีประสบการณ์เซอร์เบียแล้วเอาความหวังมาฝากไว้กับโค้ชที่ไม่เคยมีประสบการณ์มาก่อนอย่างมลาเดนเคิร์สตายิชอดีตแบ็กซ้ายในวันเรืองรอง

            เคิร์สตายิชอาจไม่ใช่นักเตะที่โด่งดังเหมือนสตาร์สลาฟคนอื่นๆ

            แต่เขาเป็นหนึ่งในคนที่ชาวเซอร์เบียรักด้วยบุคลิกที่ชวนให้หลงรักได้ไม่ยาก

            การตัดสินใจครั้งนั้นของสหพันธ์ฟุตบอลเซอร์เบียอาจจะเต็มไปด้วยคำถามแต่เมื่อเวลาผ่านมาคำตอบเริ่มปรากฏแล้วว่ามันเป็นการตัดสินใจที่ต่อให้ยังไม่รู้ว่าจะถูกหรือเปล่าแต่มันก็ไม่น่าจะผิด

            อย่างน้อยเมฆและหมอกที่เคยปิดบังจนแทบมองไม่เห็นความหวังหรืออนาคตก็หายไป

            เซอร์เบียภายใต้การนำของเคิร์สตายิชกลายเป็นทีมที่ดูเปี่ยมด้วยนักเตะพรสวรรค์มากที่สุดในรอบหลายปี

            โดยเฉพาะในพื้นที่แดนกลางที่ดู“มีอะไร​“ มากกว่าหลายปีที่ผ่านมา

            มิลินโควิช-ซาวิชเป็นดาวเด่นประจำทีมในเวลานี้ความเก่งรอบด้านของเขาทำให้ได้บางคนเรียกเขาว่าเป็นเหมือน“ป็อกบาของเซอร์เบีย” (น่าจะหมายถึงป็อกบาในวันที่อยู่กับยูเวนตุส…)น่าจะเข้าตาของแฟนบอลทั่วโลกได้ไม่ยาก

            นอกจากนั้นพวกเขายังมีเสาหลักอย่างเนมันย่ามาติช, อาเดมลายิช(ที่เคยเกือบย้ายมาแมนเชสเตอร์ยูไนเต็ดเมื่อ8 ปีก่อน) และกัปตันทีมคริสตัลพาเลซลูก้ามิลิโวเยวิชและยังมีดูซานทาดิชหนึ่งในเพลย์เมคเกอร์ชั้นดีของพรีเมียร์ลีกที่พิสูจน์ตัวเองมาสักพักกับเซาแธมป์ตัน

            แดนหน้าพวกเขาอาจจะไม่มีหัวหอกที่น่าเกรงขามเหมือนสมัยก่อนแต่อเล็กซานเดอร์มิโตรวิช“บาโลเตลลีแห่งเซอร์เบีย”ก็เริ่มแสดงให้เห็นว่าเขาไม่ใช่จอมงี่เง่าเหมือนเก่า

            เซอร์เบียจะกลับมายิ่งใหญ่เหมือนในวันที่พวกเขายังชื่อยูโกสลาเวียหรือเปล่าไม่มีใครรู้

            แต่ด้วยนักเตะเหล่านี้- ถึงจะทำให้รู้สึกว่ายังห่างไกลจากความเกรียงไกรในอดีต- อย่างน้อยที่สุดพวกเขามีโอกาสจะเปิดประตูบานใหม่ให้แก่ทีมชาติที่ครั้งหนึ่งเป็นทีมที่หลายคนแอบเอาใจช่วยเพราะเล่นได้สวยงามน่าตื่นตาตื่นใจและเหนือชั้นเป็นที่สุด

            เขียนถึงวันนี้ด้วยความหวังว่าเราจะได้เห็นบราซิลแห่งยุโรปอีกครั้ง