ลีกเบลเยียมตัดจบ ผลกระทบที่ตามมาคืออะไร?

3 April 2020
100 VIEWS

ในสายตาคนไทย จูปิแลร์ โปร ลีก หรือ เบลเยียม เฟิร์สต์ ดิวิชัน เอ อาจจะไม่เป็นที่สนใจมากนักเมื่อเทียบกับบรรดาลีกยักษ์ใหญ่ทั้ง 5 อย่าง พรีเมียร์ลีก, ลาลีกา, กัลโช เซเรีย อา, บุนเดสลีกา หรือ ลีกเอิง แต่หลังจากเมื่อคืนที่ผ่านมา การตัดสินใจครั้งสำคัญท่ามกลางวิกฤติโควิด-19 ในยุโรปช่วงนี้ กลับมาจากลีกเบอร์รองอันดับที่ 8 จากการจัดอันดับของ ยูฟา ลีกนี้ไปเสียได้ และผลที่ตามมามันอาจจะเป็นเหมือนการชี้ทางไปให้ลีกยุโรปที่กำลังกลืนไม่เข้า คายไม่ออก อยู่ในตอนนี้ก็ได้

จูปิแลร์ โปร ลีก กลายเป็นลีกฟุตบอลลีกสูงสุงลีกแรกของยุโรปที่ตัดสินใจตัดจบฤดูกาล หลังจากการแพร่ระบาดของเชื้อ โควิด-19 ไม่มีแววว่าจะบรรเทาลงให้ลีกกลับมาเตะกันต่อได้ โดยพวกเขามอบแชมป์ให้กับ คลับ บรูช ทีมจ่าฝูงของลีก ที่มีคะแนนนำทีมอันดับสอง 15 คะแนน ในขณะที่เหลือโปรแกรมในฤดูกาลปกติอีก 1 นัด จึงคว้าแชมป์ไปครองทันที โดยทางลีก ยังยกเลิกให้ไม่ต้องลงเล่นในรอบเพลย์ออฟที่จะเอาทีม 6 อันดับแรกมาแข่งกันอีกด้วย

ขณะที่ โควตาฟุตบอลยุโรปที่ปกติต้องเอาทีมที่ 1-6 มาเล่นเพลย์ออฟกัน เนื่องจากเพลย์ออฟถูกยกเลิกไปทำให้สิทธิ์นั้นจะตกไปเป็นของ เกนท์ ทีมอันดับ 2โดยปริยาย แต่ในส่วนของการเพลย์ออฟตกชั้น-เลื่อนชั้น ทาง วาสลุนด์ เบเวอเรน จะต้องมีการเพลย์ออฟกับทีมที่ลุ้นขึ้นชั้นจากลีกรองหรือไม่นั้น ต้องรอการตัดสินใจจากการประชุมร่วมกันของทางลีกและสมาคมฟุตบอลในวันที่ 15 เมษายนนี้อีกครั้ง

“คณะบอร์ดบริหารของลีกรับฟังคำแนะนำของทาง ด็อกเตอร์ (มาร์ค) วาน ราน์สต์ (หัวหน้าคณะกรรมการพิเศษในการกำกำดูแลปัญหาโควิด-19) และ รัฐบาลที่บอกว่า มันเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ที่ฟุตบอลจะกลับมาแข่งขันก่อนวันที่ 30 มิถุนายน เพราะสถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่มีความชัดเจนเลยว่าทีมจะกลับมาซ้อมกันได้เมื่อไหร่” แถลงการณ์ของลีกเบลเยียม

“แม้แต่การลงเล่นในสนามปิดก็ยังเป็นเรื่องที่เป็นไปได้แค่ในทางทฤษฎีเท่านั้น คณะบอร์ดบริหารของลีกจึงตอบรับคำแนะนำจากที่ประชุมอย่างเป็นเอกฉันท์ที่จะไม่กลับมาแข่งในฤดูกาล 2019-20 ต่อ และยอมรับกับอันดับตารางคะแนนในปัจจุบัน”

อีกสาเหตุหนึ่งที่ทางลีกเบลเยียมเองกล้าตัดสินใจลงไปแบบนี้ เพราะค่าลิขสิทธิ์ของพวกเขาที่ผูกพันกับ NNI เทเลเน็ต มีมูลค่าเพียง 80 ล้านยูโรต่อปีเท่านั้น นั่นหมายความว่าถ้าจะต้องมีการชดใช้ในกรณีที่พวกเขาเตะไม่ครบ เงินส่วนนี้อาจจะไม่ถึง 10 ล้านยูโรด้วยซ้ำ

การตัดสินใจครั้งนี้ไม่เป็นที่พอใจนักของ สหพันธ์ฟุตบอลยุโรป หรือ ยูฟา ที่ต้องการให้ลีกในความกำกับดูแลของพวกเขากลับมาเล่นกันอีกครั้งในช่วงกลางเดือนพฤษภาคมหรือต้นเดือนมิถุนายน โดยในจดหมายของ ยูฟานั้นยังแสดงความสงสัยในการตัดสินใจของทางเบลเยียม โดยใช้ข้อความเป็นเชิงสะกิดให้รู้ว่า การมอบอำนาจในการไปเล่นในฟุตบอลยุโรปก่อนกำหนดของ จูปิแลร์ โปร ลีกนั้น อาจจะก่อให้เกิดเครื่องหมายคำถามว่าพวกเขาได้ทำตามเงื่อนไขครบทุกข้อแล้วหรือไม่”

อย่างไรก็ตาม แรงกระเพื่อมที่น่าสนใจที่สุดมาจากฝั่งของ สก็อตติช พรีเมียร์ลีก เพราะลีกจากแดนวิสกี้ ส่อแววที่จะดำเนินรอยตามเบลเยียมทันที่ที่พวกเขาตัดสินใจแบบนี้ เนื่องจากทั้ง 2 ลีกในฤดูกาลนี้มีสถานอะไรหลาย ๆ อย่างคล้ายกัน โดย กลาสโกว์ เซลติก ทีมจ่าฝูงของลีกสก็อต นำอันดับที่ 2 อย่าง กลาสโกว์ เรนเจอร์ส ถึง 13 คะแนน แต่พวกเขายังเหลือการแข่งขันอีกถึง 7 นัด แม้มันจะมากพอที่จะไล่ทันในทางทฤษฎี แต่ในทางปฏิบัติถือว่ายากมาก ทว่าลีกแดนวิสกี้ ติดปัญหาในส่วนของทีมตกชั้นมากกว่า เพราะคะแนนระหว่างที่ 9 ถึง 12 ยังห่างกันไม่มาก และการตกชั้นพวกเขาต้องการถึง 2 ทีมต่างจากที่เบลเยียม

ความน่าสนใจอยู่ที่พรีเมียร์ลีก ว่าพวกเขาจะเอาด้วยหรือไม่ ถ้าลีกสก็อตแลนด์ ที่มีแนวโน้มโอนเอนไปทางตัดจบฤดูกาล เกิดตัดจบฤดูกาลขึ้นมาจริง ๆ เพราะสถานการณ์ในตารางคะแนนในตอนนี้ สถานการณ์ลุ้นแชมป์เรียกได้ว่า “ขาดลอย” ไปแล้ว แต่ปัญหาคือ ยังมีเรื่องของโควตา ยูฟา แชมเปียนส์ ลีก และ ยูโรปา ลีก ที่ไม่น่าจะเป็นเรื่องง่ายในการตัดสิน รวมไปถึงทีมตกชั้น เพราะรายได้จาก เดอะ แชมเปียนชิพ กับ พรีเมียร์ลีกนั้น ต่างกันมหาศาล

ถ้าพรีเมียร์ลีก จบฤดูกาลตอนนี้แชมป์จะเป็น ลิเวอร์พูล 

ส่วนทีมที่ได้ไปเล่นในแชมเปียนส์ลีก คือ ลิเวอร์พูล, เลสเตอร์ ซิตี, เชลซี และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (เป็นผลมาจากการโดนแบนของ แมนฯ ซิตี) 

ทีมที่ได้ไปเล่นใน ยูโรปา ลีก คือ วูล์ฟแฮมป์ตัน, เชฟฟิลด์ ยูไนเต็ด และ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์

ทีมตกชั้นจะมี นอริช ซิตี, แอสตัน วิลลา และ บอร์นมัธ

ซึ่งถ้าเหตุการณ์มีแนวโน้มจะเป็นอย่างนั้นจริง ๆ 3 ทีมตกชั้นอย่าง “นกขมิ้น”, “สิงห์ผยอง” และ “เชอร์รี่” จะต้องออกมาประท้วงอย่างแน่นอน และอาจจะรวมไปถึง วูล์ฟแฮมป์ตัน, เชฟฯ ยูไนเต็ด, สเปอร์ส และ อาร์เซนอล ด้วย เพราะพวกเขายังมีโอกาสลุ้นอันดับที่ดีกว่า นั้นหมายความว่า นี่จะเป็น 7 จาก 20 เสียง และจะทำให้ เสียงที่เหลือ เหลือเพียง 13 เสียงเท่านั้น และการโหวตให้ตัดจบจะไม่มีทางเกิดขึ้น เพราะการจะออกเสียงตัดสินฤดูกาลเช่นนี้ พรีเมียร์ลีก กำหนดไว้ใช้เจนว่าต้องใช้เสียงโหวตจากสมาชิกเกิน 2 ใน 3 หรือ 14 เสียงขึ้นไป

อย่างไรก็ตาม พรีเมียร์ลีก ยังต้องเผชิญหน้ากับปัญหาการชดเชยค่าลิขสิทธิ์ก้อนมโหฬาร ราว 748 ล้านปอนด์ ให้ บีที สปอร์ต และ สกาย สปอร์ต ด้วย นี่ยังไม่นับว่าพวกเขาอาจจะต้องเสียเงินมากกว่านั้นเพื่อชดเชยให้เจ้าของลิขสิทธิ์ที่คุยยากกว่าขาประจำทั้ง 2 เจ้าด้วย

การตัดจบของ จูปิแลร์ โปร ลีก ไม่ได้แค่สร้างแรงกระเพื่อมให้วงการฟุตบอลยุโรปเท่านั้น มันยังแสดงให้เห็นว่า หนทางนี้เกิดขึ้นได้ถ้ามีการคุยกันและตกลงกันที่ดีพอ แม้ลีกอังกฤษอาจจะไม่สามารถทำได้ในตอนนี้ แต่ลองคิดภาพตามว่า ถ้า ลาลีกา, กัลโช เซเรีย อา, บุนเดสลีกา หรือ ลีกเอิง เลือกใช้หนทางนี้กันหมด พรีเมียร์ลีก จะยืนยันที่จะแข่งต่อไปลีกเดียว…จริง ๆ หรือ?