“ปิศาจแดงยุโรป” ยังดีไม่พอ!

19 June 2018
49 VIEWS

โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ เริ่มต้นแคมเปญ “บอลโลก 2018” รอบคัดเลือกด้วยการเล่นระบบ 4-3-3 ในเกมบุกถล่มไซปรัส 3-0 ทว่าไม่พอใจ

จากนั้นในเกมนัดที่ 2 กับบอสเนีย ถัดมาอีก 1 เดือนกุนซือเลือดสแปนิช ปรับมาใช้ “หลัง 3” และยืนรูปแบบ 3-4-3 หรือจะเรียก 3-4-2-1 ก็แล้วแต่เหมือนกับ เชลซี ชุดแชมป์พรีเมียร์ลีก 2016/17 ของอันโตนิโอ คอนเต้

บอสเนียโดนถล่ม 4-0 และนับจากนั้น มาร์ติเนซ ก็ใช้ระบบ “หลัง 3” มาตลอด และทำผลงานชนะ 9 เสมอ 1 (กับกรีซ) ในรอบคัดเลือก

โดยที่ 11 นักเตะคนแรก “ในใจ” นิ่งมานานแล้ว

คูร์ตัว

อัลเดอร์ไวเรลด์     กอมปานี             แฟร์ตองเกน

มูเนียร์                     วิตเซล                     เดอ บรอยน์                คาร์รัสโก้

เมอร์เทนส์                                              อาซาร์

ลูคาคู

และนิ่งกระทั่ง “บอลโลก 2018” รอบสุดท้ายที่หลังจากถูลู่ถูกัง และเข็นกัปตันทีมแวงซองต์ กอมปานี ลงไม่ได้

หวยจึงมาออกที่ดาวเตะเซลติก เดดริค โบยาต้า ลงเล่นแทน

ซึ่งเจ้าตัวไม่ใช่ “คาแร็กเตอร์” ของเซนเตอร์ฮาล์ฟตัวกลางในระบบ 3-4-3 ที่ควรจะ “ฉลาด” สมาร์ต คล่องตัวในยามอยู่กับบอล และสำคัญสุดคือ มีความสามารถลากเลื้อยพาบอลขึ้นมาเลยกึ่งกลางสนามได้

แฟร์มาเล่น และอัลเดอร์ไวเรลด์ ไม่มีปัญหา ในฝั่งซ้าย และขวาตามลำดับ โดยรายแรกเน้นลูกแข็งแกร่ง ดุดัน เสมือนตัวชน ขณะที่รายหลังจะสามารถพาบอลขึ้นสูงมาทำเกมได้มากกว่า

คู่กลาง วิตเซล – เดอบรอยน์ ผมมองว่า “เคมี” อาจไม่ได้ และทั้งคู่ไม่ใช่ว่า ไม่ดี แต่วิตเซล เทียบไปแล้วก็เหมือน ไมเคิล คาร์ริค คือ เล่นบอล “สปีดเดียว” ส่วนเดอบรอยน์ ถนัดไปทางรุกมากกว่าจะ “ครบเครื่อง” อันเป็นคุณสมบัติสำคัญในตำแหน่งนี้

คนที่เหมาะแน่ ๆ 1 คน คือ มุสซา เดมเบเล และอีกคนที่นึกออก (แต่ไม่ได้มา) คือ เนียงโกลัน หากคู่นี้ยืนคู่กันน่าจะเหมาะสม (คหสต.)

ริมเส้น 2 ข้าง: คาร์ราสโก้ และมูเนียร์ มีธรรมชาติเป็นตัวบุกอยู่แล้ว สามารถเล่นได้สบาย ๆ แต่เกมรับอาจมีปัญหา เฉพาะอย่างยิ่งคู่กลางทั้ง KDB และวิตเซล ไม่ใช่ตัวตัดเกมอาชีพ

แดนหน้า 3 คน: อาซาร์ ไม่มีปัญหาทางซ้าย ตรงกลาง ลูคาคู ก็ “ตรงสเปค” กับบทบาทตัวพักบอล ส่วนด้านขวา ดรีส์ เมอร์เทนส์ ก็มีความเร็ว และทำหน้าที่ได้ไม่ต่างจากกัปตันทีม อาซาร์ เพียงแต่อยู่คนละฝั่ง

รวมความแล้ว คหสต. มองว่า ทีมชุดนี้มีนักเตะตัวรุกเพียบ สำรองเด่น ๆ ยังมีอีกเป็นเข่ง แต่อาจจะขาดผู้เล่นตัวรับดี ๆ ในตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟ และฟูลแบ็คโดน ๆ

จุดนี้น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญให้ โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ ตัดสินใจเล่น “หลัง 3” และขนมิดฟิลด์ แนวรุกอเนกประสงค์เล่นกลางได้, ริมเส้นได้, แดนหน้าได้มาหลายคน

ทีมชุดนี้จะให้ดี คือ ต้องดันสูงครึ่งสนาม และบุกเต็มรูปแบบ 8 ตัว เหลือเซนเตอร์ฯ เซ็ตบอลแค่ 2 คนอันทำให้บทบาทของ วิตเซล และ “แบ็ค 3” ค่อนข้างสำคัญในการรักษาสมดุล

(ตอนนี้กลายเป็น โบยาต้า ยืนห้อยเฉย ๆ เหมือนเสียตัวไปฟรี ๆ 1 คน ณ ในเกมที่ ปานามาก็ไม่ได้มีตัวรุกมาปั่นป่วนใด ๆ)

เฉพาะอย่างยิ่งหากโดนโต้กลับที่มี “หน้าที่” ต้องโคเวอร์ตำแหน่งเพื่อน ๆ โดยเฉพาะริมเส้นหลังฟูลแบ็คเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหากองหลังโดนเลี้ยงจี้เข้าหาเอาปืน “จ่อหัว” แบบเยอรมันโดนเม็กซิโก คืนก่อนหน้านี้

ผมประเมินเร็ว ๆ ทีมชุดนี้ แค่ดีในระดับหนึ่ง และ “กุญแจ” แห่งความสำเร็จจะอยู่ที่เกมรับที่ แฟร์มาเล่น-อัลเดอร์ไวเรลด์ ต้องไม่เจ็บป่วย โดนโทษแบน ขณะที่กอมปานี ต้องหายไว ๆ

อีกส่วน (ที่คงเป็นไปไม่ได้) คือ การปรับ หรือสลับคู่กลาง เช่น KDB ไปแทน เมอร์เทนส์ แล้วใช้วิตเซล กับเดมเบเล่  หรือ “False 9” ใช้อาซาร์ ยืนหน้า ขนาบด้วย KDB และเมอร์เทนส์ ที่ยิงเทคนิคใบไม้ร่วงสุดสวย 1-0 ได้

ทั้งนี้ก็เพื่อ “บาลานซ์” คาแร็กเตอร์ของทีมให้เหมาะกับ 3-4-3 เพราะการเจอคู่แข่งอ่อน ๆ เช่นรอบคัดเลือก หรือปานามา

ไม่ได้ “ทดสอบ” ระบบ และบาลานซ์ของทีมปิศาจแดงยุโรป

แต่ในเกมที่เจอคู่แข่งเกรด เอ เชื่อขนมกินได้ว่า จะมีปัญหาดังที่ผมเรียนไว้ข้างต้นแน่ ๆ ดังที่ประสบตอนอุ่นเกือกกับเม็กซิโก หรือญี่ปุ่น

มันจึงเป็นที่มาว่าทำไม ดูเบลเยียมแล้วนึกถึง “ขาโหด” เนียงโกลัน ในตำแหน่งคู่กลาง เหมือนดูเยอรมันแล้วนึกถึง เลอรอย ซาเน่

รวมความแล้ว ผมแอบรู้สึกว่า เบลเยียม ดีจริง แต่ยัง “ดีไม่พอ” ครับ