เปิดสเปกกุนซือทีมชาติไทยผ่านมุมมอง ‘บิ๊กอ๊อด’

18 June 2019
347 VIEWS

ต้องยอมรับว่าทีมฟุตบอลทีมชาติไทยกำลังอยู่ในอารมณ์สูญญากาศกับตำแหน่ง “หัวหน้าผู้ฝึกสอน” ที่ว่างเปล่า 

ทีมชุดใหญ่ “โค้ชโต่ย” ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย ประกาศอำลาตำแหน่ง รับผิดชอบผลงานในฟุตบอลคิงส์คัพ ครั้งที่ 47

ชุดอายุไม่เกิน 23 ปี อเล็กซานเดร กามา ขอยกเลิกสัญญาที่เหลือไม่ถึง 6 เดือน ไปหาความท้ายกับงานที่ตัวเองถนัด นั่นคือ กุนซือสโมสรฟุตบอล 

สปอร์ตไลท์ทุกดวงจึงส่องมาที่ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ว่าเมื่อไหร่จะมีการแต่งตั้งแม่ทัพ “ช้างศึก” คนใหม่เสียที

เพราะวันที่ 5 กันยายนนี้ หรืออีก 3 เดือนครึ่ง ศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย ก็จะเริ่มเปิดฉากแข่งขันแล้ว

วันนี้ผมจึงขันต่อสายถึง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ถึงความเป็นไปได้ในการแต่ง กุนซือทีมชาติไทยคนใหม่

และนี่คือ 4 ข้อที่ผมสรุปได้จากการสนทนากับ ผู้นำฟุตบอลไทยคนปัจจุบัน

ข้อ 1.โค้ชต่างชาติโอกาสสูงนั่งเก้าอี้กุนซือ “ช้างศึก”

ต้องยอมรับว่า การสรรหาโค้ชใหม่ทีมชาติไทยครั้งนี้จะแตกจากทุกครั้งที่ผ่านมา

เมื่อสมาคมฯให้อำนาจหน้าที่ 80 เปอร์เซนต์กับ กาเลส โรมาโกซา ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคชาวสเปน เป็นผู้วิเคราะห์ เก็บสถิติ ทั้งตัวเลขและกระบวนการวิทยาศาสตร์ เพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือก กุนซือทีมชาติไทยคนต่อไป

เท่ากับว่า งานนี้จะไม่มีเทคนิค ”แก้ผ้าเอาหน้ารอด” ตามสถานการณ์เหมือนอดีตอีกแล้ว ซึ่งเมื่อวิเคราะห์จะเห็นได้ว่า หากแนวทางการทำงานออกมาในทิศทางนี้ 

โค้ชไทยที่จะมีดีกรีรอดการคัดกรอกสถิติตัวเลข ความสำเร็จ ในตลาดบอลไทย เพลานี้ก็ดูจะมีน้อยแสนน้อย เมื่อเปรียบเทียบกับระบบสถิติการปฎิบัติงานของโค้ชต่างชาติที่ได้เก็บทุกอย่างลงโปรไฟล์ เป็นตัวเลข ชัดเจน 

จึงสามารถสรุปประเด็นแรกได้ว่า โค้ชต่างชาติโอกาสสูงนั่งเก้าอี้กุนซือ “ช้างศึก” หากพิจารณาจากค่าสถิติตัวเลข

โดยอันดับ 1 คาดว่าจะเป็นโค้ชจากสเปนที่มีภาษีดีตรงที่ ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคสมาคมฯ เป็นชาวสเปน และมีข้อมูลตัวเลขเยอะ อันดับ 2 โค้ชชาวญี่ปุ่น และอันดับ 3 โค้ชชาวเกาหลีใต้

ข้อ 2.ยุน จอง ฮวาน ไม่ใช่คนที่สมาคมฯตามหา

ภาพที่ ยุน จอง ฮวาน อดีตกุนซือเอสซีจี เมืองทองฯเดินทางไปยื่นโปรไฟล์เพื่อพิจารณาเป็นเฮดโค้ชคนใหม่ของทีมชาติไทย อายุไม่เกิน 23 ปี และชุดใหญ่

ถือว่าสร้างกระแสได้ไม่น้อย เพราะด้วยมีแฟนบอลมากมายต้องการเห็นความเปลี่ยนแปลงกับทีมชาติไทย โดยเฉพาะเรื่องระเบียบ ความมีวินัย และความฟิต ซึ่งโค้ชเกาหลีใต้ขึ้นชื่อด้านความเฮี๊ยบอยู่แล้ว

กระนั้น อดีตกุนซือยอดเยี่ยมเจลีก ญี่ปุ่น ในปี 2017 กับ เซเรโซ่ โอซาก้า ดูจะมีภาษีน้อยเหลือเกินจาก สถิติคุม ”กิเลนผยอง” ในไทยลีกที่ไม่ประสบความสำเร็จ ยุน จอง ฮวาน จึงอาจไม่ใช่คนที่สมาคมฯตามหาอยู่ก็เป็นได้

ข้อ 3.โค้ชใหม่มีโอกาสคุมทีมชาติควบสองชุด

จาก 2 โปรแกรมใหญ่ของทีมชาติไทยทั้ง ศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย เกมแรก 5 กันยายน 2562 และศึกฟุตบอลเอเชียเยาวชนอายุไม่เกิน 23 ปี จะแข่งขันระหว่างวันที่ 8-26 มกราคม 2563

ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่เราจะเห็นการแต่งตั้งกุนซือทีมชาติไทยคนใหม่ ที่ต้องทำงานแบบ 2 in 1 หรือคนเดียวคุมทีมควบสองชุด ซึ่งสมาคมบอลไทยมีความต้องการให้เป็นแบบนั้นเพื่อให้งานเทคนิคทีมชาติออกมาแบบไร้รอยต่อ

กระนั้น ก็ต้องขึ้นอยู่กับความสามารถของโค้ชคนนั้นว่าจะทำงานในรูปแบบ 2 in 1 ได้หรือไม่? 

ต้องการความช่วงเหลือด้านไหนเพิ่มหรือไม่ ซึ่งในส่วนนี้ดูสมาคมฯจะพร้อมซับพอร์ตการทำงานอย่างเต็มทีเพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมาย

ข้อ4.โค้ชไทยโอกาสน้อย(แต่อาจมีหักมุม)

เมื่อพิจารณจากเงื่อนไข 3 ข้อ จึงวิเคราะห์ได้ว่า กุนซือทีมชาติไทยคนใหม่ โอกาสน้อยที่จะเป็นโค้ชคนไทย ในการถูกพิจารณาครั้งนี้ ทั้งประเด็นผู้คัดกรอกซึ่งเป็นชาวต่างชาติมีประสบการณ์ทำงานในเวทีระดับโลกมาแล้ว

รวมถึง อัพเดตผลงานล่าสุดของโค้ชคนไทยในปัจจุบันที่ว่างงานอยู่ ก็ดูเหมือนว่าจะออกแนวทางไม่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่

และงานโค้ชที่ต้องดูแล ทีมชาติควบสองชุด ที่ต้องอาศัยบารมีและเทคนิคการบริหารขั้นเทพ และปริมาณคนเข้ามาซับพอร์ต

ทั้งหมดจึงดูเป็นไปได้ยากเหลือเกินที่ โค้ชไทย จะได้งานแม่ทัพ ”ช้างศึก”ครั้งนี้ แต่ผมยังทิ้งพื้นที่หักมุมไว้ในกรณีที่ สมาคมฯอยากคนได้โค้ชไทยฝีมือดีมาช่วยงาน ทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี ซึ่งก็มีโอกาสเป็นไปได้เหมือนกัน

“บิ๊กแชมป์” ฐิติพงศ์ อ่อนไสว Content Creator SPORTDesk.