เกิดอะไรขึ้น? กับ ‘การท่าเรือ’

9 July 2019
1,179 VIEWS

หลังจากที่ “สิงห์เจ้าท่า” การท่าเรือ เอฟซี ออกสตาร์ทไทยลีก 2019 ด้วยฟอร์มสวยหรู ถึงขั้นที่บางช่วงคว้าชัยชนะได้ 6 นัดติดต่อกัน ครองบัลลังก์จ่าฝูง

ด้วยฟอร์มของผู้เล่นไทยที่ซัดประตูใส่คู่แข่งจนแจ็คพอตแตก คว้าเงิน 1 ล้าน จากโครงการ “THAIS STRIKE BACK” ด้วยการยิงรวมกัน 11 ประตู ระหว่างเกมนัดที่ 6-10 ของฟุตบอลไทยลีก

ความสำเร็จ พร้อมคำสรรเสริญพาเหรดเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย ความคาดหวังไปถึงการสัมผัสแชมป์ไทยลีกเป็นสมัยแรก ก็เดินทางมาเยือน

แต่นั่นดูเหมือนจะเป็นภาพลวงตา เมื่อสถานการณ์ในตอนนี้ของ “สิงห์เจ้าท่า” ไม่ชนะใครในเกมลีกมา 4 นัดติดต่อกัน จนอับดับรูดลงมาอยู่ในตำแหน่งท็อปห้า

เกิดอะไรขึ้น กับ การท่าเรือ วันนี้ผมจะมาลองวิเคราะห์ให้ฟัง

1.ถูกจับทางได้

ดูเหมือนว่า ระบบเกมรุกจากข้างสนามของการท่าเรือ ฝั่งซ้าย-ขวา ที่มี ปกรณ์ เปรมภักดิ์ และ บดินทร์​ ผาลา อันมีทีเด็ดเรื่องการจบสกอร์ จะเริ่มถูกคู่แข่งจับทางได้ในช่วงหลัง

ยิ่งพอ ดราแกน บอสโควิช ถูกจำกัดบทบาทให้รับหน้าที่ปิดบัญชีคู่ต่อสู้เป็นหลัก 

ยิ่งทำให้ “โบเล่” ไม่เป็นตัวของตัวเอง เพราะนักเตะรายนี้จะมีประโยชน์มหาศาล หากได้ทำเกมรุกจากข้างสนาม และหาตำแหน่งเข้าทำประตูอย่างอิสระ

นั่นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ การท่าเรือ ตัดสินใจหั่นรายชื่อของ ดราแกน บอสโควิช พร้อมดึง โจซิมาร์ โรดริเกวซ ซึ่งมีความเป็นกองหน้าตัวเป้าเข้ามาเพื่อแก้ปัญหา  

แต่นั่นกลับเป็นการลดศักยภาพทีมที่ดีอยู่แล้ว ให้ลงมาเล่นแบบประคองตัว เพราะคู่แข่งเริ่มจับทางปีกทั้ง 2 ข้างได้ รวมถึงฟูลแบ็คซ้าย-ขวา ที่ไม่สามารถเติมเกมรุกแบบมันเท้าได้อย่างต้นฤดูกาล 

การท่าเรือ ตอนนี้จึงกลายสภาพมาเล่นภายใต้ความพะวง เดินหน้าไม่สุด ถอยหลังกลัวล้ม จนบางทีกลายเป็นกดดันตัวเองเกินไป   

2.การเสริมทัพเลก 2 ยังไม่ตอบโจทย์

การคว้าตัว ธนบูรณ์ เกษารัตน์ กองกลางดีกรีทีมชาติไทย, โจซิมาร์ โรดริเกวซ กองหน้า และยืมตัว ปิยะชนก ดาฤทธิ์ จากบีจี ปทุม ยูไนเต็ด 

โดยตำแหน่งการเล่นนักเตะที่เสริมมา ดูเหมือนชุดนักเตะเลกแรกก็ทำได้ดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น กลางคู่ โก ซุลกิ กับ ศิวกร จักขุประสาท สลับ สุมัญญา ปุริสาย 

ขณะที่แดนหน้า ก็น่าจะเสริมใครสักคนที่เข้ามาแล้วเปลี่ยนจากทีมที่ดีอยู่แล้วให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปเพื่อแสดงเจตจำนงค์ว่า การท่าเรือ ต้องการเป็นแชมป์ไทยลีก 2019

กระนั้นเมื่อหันไปมองคู่แข่งแย่งแชมป์อย่าง บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่เสริมทัพแบบเน้นดีกรีหรูขู่คู่แข่งไว้ก่อน 

ทั้งหมดคือการเสริมทัพที่ยังไม่ตอบโจทย์ จนนำสู่ฟอร์มผลงานที่ตกลงอย่างน่าใจหาย

โชคดีที่ตลาดซื้อขายไทยลีก 2019 เลกสอง จะปิดทำการในวันที่ 19 กรกฎาคมนี้ ทำให้ บอร์ดบริหารการท่าเรือ ยังมีเวลาเสริมแกร่งเพิ่มศักยภาพอย่างน้อยถ้าชวดแชมป์ไทยลีกจริงๆ ฟุตบอลถ้วยเอฟเอ คัพ ก็ยังพอได้ลุ้นอยู่บ้าง

3.สดอย่างเดียวไม่พอสำหรับแชมป์

เลกแรกของการแข่งขันไทยลีก เราต่างได้เห็นความสดใหม่ในเกมรุกของ การท่าเรือ ซึ่งเป็นข้อดี และจุดเด่นที่ทำให้ทีมขึ้นนำเป็นจ่าฝูง

กระนั้นเมื่อการแข่งขันดำเนินมาถึงเลกสอง ความสดอย่างเดียว คงไม่อาจยืนระยะไปถึงแชมป์ได้

หากขาดประสบการณ์และความเก๋าเกม ซึ่งจะเห็นได้อย่างชัดเจนจากความนิ่งที่ “สิงห์เจ้าท่า” มีต่อสถานการณ์เมื่อต้องดวลกับที่มีเบียดๆ กัน 

ผลงานคือ การท่าเรือ เสมอ แบงค็อก ในบ้าน, แพ้บุรีรัมย์ ในบ้าน, แพ้ สิงห์ เชียงราย ในบ้าน และบุกแพ้ สมุทรปราการ ซิตี้ 

สถานการณ์ตารางคะแนนไม่เคยหลอกใครจึงปรากฏให้เห็น ทั้งหมดน่าเป็นการบ้านชิ้นสำคัญให้ฝ่ายเทคนิคเร่งแก้ไขหากต้องการสู้ไปจนตำแหน่งแชมป์ลีกสูงสุดในบั้นปลาย

4.ค่อยๆ ปรับ

ถึงตรงนี้ ผมคิดว่า การท่าเรือ สอบผ่านในแง่ผลงานได้ระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งต่อไปคงเป็นเรื่องของการรักษาฟอร์มการเล่น และใช้บทเรียนต่างๆ มาเรียนรู้และก้าวผ่านไป

อย่างน้อยโอกาสแก้ไขก็ยังเปิดกว้างด้วยโปรแกรมที่มี และตลาดเสริมทัพที่ยังเปิดอยู่ แถมฟุตบอลถ้วยเอฟเอ คัพ ยังมีลุ้นอีกถ้วย

ค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ แก้ น่าจะเป็นคำตอบที่ดีสุด รวมไปถึงกำลังใจจากแฟนบอล การท่าเรือ ก็ยังเป็นพลังให้สำคัญให้ทีมได้ผ่านพ้นวิกฤติ

เพราะผมเชื่อว่า ธรรมชาติของโลก ไม่มีใครแพ้ตลอดไป วันหนึ่งโอกาสจะกลับมาเป็นของเราอีกครั้ง

เหมือนที่กองเชียร์ “สิงห์เจ้าท่า” ได้แสดงให้เห็นมาตลอดว่า ไม่ว่าทีมจะต้องเจอวิกฤติแค่ไหน การยืนให้กันและกัน แล้วร่วมกันผ่านพ้นไป สำคัญที่สุด 

#บิ๊กแชมป์ ฐิติพงศ์ อ่อนไสว Content Creator SPORTDesk.