กิเลนผยอง 2019

4 April 2019
312 VIEWS

ผลงาน 6 เกม ชนะ 2 แพ้ 4 มี 6 คะแนน รั้งตำแหน่งรองบ๊วยฟุตบอลโตโยต้า ไทยลีก 2019 ของ “กิเลนผยอง” เอสซีจี เมืองทองฯ คือการสตาร์ทฤดูกาลที่ย่ำแย่ที่สุดนับตั้งแต่ขึ้นชั้นมาแข่งขันบนลีกสูงสุด

อะไรคือปัญหา? ที่ทำให้ กิเลน ซึ่งเคย ผยอง ต้องมองดูคู่ต่อสู้ไล่ยำตัวเอง ในวันที่ทีมดูจะพร้อมไปซะทุกอย่าง

1.กุนซือไม่นิ่ง นำมาซึ่งแผนทำทีมไม่ชัดเจน 

การแต่งตั้ง “โค้ชเบ๊” ไพโรจน์ บวรวัฒนดิลก เป็นกุนซือใหญ่ช่วงต้นฤดูกาล อาจบ่งบอกถึงความไม่ทะเยอทะยานของสโมสรที่เคยยิ่งใหญ่

ตามธรรมเนียมเดิมทีม “กิเลนผยอง” จะใช้กุนซือต่างชาติที่มีระดับ มีความสำเร็จการันตี หรือถ้าเป็นโค้ชคนไทย ก็ต้องดูดีมีอนาคตไกล เกรดเอ ของประเทศ

การแต่งตั้ง “โค้ชเบ๊” ที่ขัดแย้งธรรมเนียมสโมสร จึงเป็นทางเลือกที่ บอร์ดบริหารทีม ไม่เคยปฎิบัติมาก่อน และดูไม่ make sense ว่าสโมสรแชมป์ไทยลีก 4 สมัยต้องการมีถ้วยแชมป์โทรฟี่มาประดับตู้ความสำเร็จของสโมสรในปี 2019

2.การหาสูตรแกร่งไม่เจอ

เมื่อ ”โค้ชเบ๊” เซย์กู๊ดบาย ทีมต้องเข็น “โค้ชทัย” อุทัย บุญเหมาะ โค้ชลูกหม้อเป็นกุนซือขัดตาทัพ ส่งผลให้แผนการสร้างทีมเพื่อแชมป์ในอนาคตไม่นิ่ง

ต้องไม่ลืมว่าปีนี้ เมืองทอง เปิดใจให้โอกาสใช้งานนักเตะดาวรุ่งฝีเท้าดี อย่าง ศุภนันท์ บุรีรัตน์ แบ็คขวา, ศฤงคาร พรมสุภะ เซ็นเตอร์ฮาล์ฟ, กรวิทย์ ทะสา กองหน้า ลงมาเป็นแสงแห่งความหวัง โดยให้รุ่นพี่อย่าง ธีรศิลป์ แดงดา, สารัช อยู่เย็น เป็นแก่นหลักประคองทีมเจเนอเรชั่นใหม่

แผนการเล่น 4-3-3 ที่เคยประสบความสำเร็จยุคดรีมทีม ปัจจุบันดูจะใช้ไม่ได้ผล

ยิ่งเกมที่ “โค้ชเบ๊” ไพโรจน์ บวรวัฒนดิล ประกาศลาออกจากตำแหน่ง เจ้าตัวยังใช้ความพยายามทดลองสิ่งใหม่ด้วยระบบเป็น 3-4-3 แต่สุดท้ายก็แพ้ตามระเบียบ

ปัญหาอาจมาจากเกมรับที่ยังไม่นิ่ง ความไม่ลงตัว ในตำแหน่งคู่เซนเตอร์ ระหว่าง อดิศร พรหมรักษ์ กับ โอ บันซอค ใน 2 เกมแรก

พอปรับให้ ศฤงคาร พรมสุภะ แทน โอ บันซอค ทำท่าว่าจะดี แต่สุดท้ายอีหรอบเดิม เสียประตูง่าย แบ็คซ้ายซึ่งเคยเป็นทีเด็ดยุค ธีราทร บุญมาทัน ก็หาผู้เล่นมาทดแทนไม่ได้ 

กระทบเกมรุกที่มี ธีรศิลป์ แดงดา กับ เฮเบอร์ตี้ แฟร์นันเดส เป็นตัวยืน ซึ่งปีนี้ดูไม่กลมกล่อมอย่างเคย 

แดนกลางที่มีอยู่อย่าง สารัช อยู่เย็น, ชาริล ชัปปุยส์ ก็เหมือนจะผ่านจุคพีคไปแล้ว

ผลงานจมโซนแดงจึงปรากฎขึ้นมาให้แฟนบอลเมืองทองปวดใจในเวลานี้

3.การประเมินคู่แข่งจากความรู้สึก 

อาจเป็นสาเหตุความล้มเหลวของ เอสซีจี เมืองทองฯ เพราะด้วยจำนวนสโมสรที่ลดลงจาก 18 ทีมเป็น 16 ทีม ในฤดูกาล 2019

แถมบรรดาทีมลุ้นแชมป์อย่าง การท่าเรือ เอฟซี, ทรู แบงค็อกฯ และทีมที่เคยอยู่กลางตาราง อย่าง พีจี ประจวบฯ, สมุทรปราการ เอฟซี (พัทยา ยูฯเดิม) และ สุโขทัย เอฟซี ต่างไม่ยอมหยุดพัฒนา

จากลีกที่แทบจะวิเคราะห์ผลตอนจบฤดูกาลได้ว่าทีมไหนจะแชมป์ ทีมไหนจะกลางตาราง ทีมไหนจะตกชั้น ปัจจุบันดูยากที่จะยั่งถึง

ความพ่ายแพ้ของ “กิเลนผยอง” ต่อ พีจี ประจวบฯ, ทรู แบงค็อกฯ, ราชบุรี มิตรผล และ ชัยนาท ฮอร์นบิล จึงน่าปลุกสโมสรที่เคยยิ่งใหญ่ได้ตื่นจากภวังค์ และหันมาให้คุณค่ากับประเมินคู่ต่อสู้ใหม่อีกครั้ง โดยไม่ได้มาจากความรู้สึก แต่ต้องมาจากค่าสัมประสิทธิ์จากตัวเลขในการตัดสินใจด้วย

4.เป้าหมายแชมป์บอร์ดบริหารต้องชัดเจน 

สุดท้ายจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาคงจะไม่ได้อยู่ที่ โค้ชใหม่อย่างเดียว เพราะการที่กองเชียร์พันธุ์แท้ของทีม ต้องทนเห็นสโมสรที่เต็มไปด้วยความทะเยอทะยานถูกคู่แข่งอย่าง ชัยนาท ฮอร์นบิล ไล่ยำ 3-0 ในเกมล่าสุด 

ย่อมกระทบไปถึง บอร์ดบริหาร ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ความต้องการของแฟนบอลที่อยากให้ “ซิโก้” เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง เข้ามาเป็นกุนซือคนใหม่ จะถูกตอบสนองไหม?

ท่าทีของ บอร์ดบริหาร ซึ่งต้องการเดินทางไปสู่ธรรมเนียมเดิมด้วยการใช้ โค้ชต่างชาติ ที่ฝีมือระดับมีความสำเร็จการันตี ก็ควรชัดเจนว่าเป็นใคร?

ทั้งหมดคือสถานการณ์ของ เอสซีจี เมืองทองฯ ที่ แฟนบอล จะต้องใช้ความอดทน เพื่อรอให้ทีมได้ลงทุนกับโค้ชใหม่, นักเตะใหม่ และลุ้นให้การบริหารทีมไม่ย่ำอยู่กับที่ในยุคสมัยที่ไปเร็วมาเร็วยิ่งกว่าสัญญานโทรศัพท์

ไม่เช่นนั้นการถูก Disrupt อาจคืบคลานมาถึงในไม่ช้าก็เป็นได้

“บิ๊กแชมป์” ฐิติพงศ์ อ่อนไสว Content Creator SPORTDesk.