คุณค่าของแฟนบอลยุค 4.0

14 July 2019
1,756 VIEWS

เมื่อนักฟุตบอล ซึ่งเปรียบเสมือนต้นแบบ นักสู้ ที่มีผลงานในสนามเป็นสิ่งตอบแทน

ตะโกนสวนแฟนบอลที่เห็นเหตุการณ์ทุกอย่างในสนามว่า “มึงลงมาเล่นเอง”

เพื่อตอบโต้เสียงโห่ของแฟนบอลที่อยากกระตุ้นให้นักเตะคนนั้นได้รู้ว่า เวลา 90 นาที ยังไม่หมด เอ็งผ่อนคันเร่งได้ไง? 

การใช้เสียงโห่เป็นสื่อกลางเพื่อกระตุ้นให้นักเตะคนนั้นได้ตื่นกลับสู่โลกความจริงว่า เฮ้ยมึงสู้หน่อย ถ้ามึงวิ่งลืมตาย ถึงแพ้ก็จะไม่เสียดาย 

สุดท้าย ดราม่า ก็เกิดขึ้น 

และนี่คือ 3 คุณค่าของแฟนบอล ยุค 4.0 ที่มีความสำคัญต่อวงการฟุตบอลไทยชนิดที่เราคาดไม่ถึง

ที่ผมอยากส่งสารถึงนักบอลอาชีพทุกคน ซึ่งมีค่าเหนื่อยมหาศาล พร้อมภาพลักษณ์ที่ทรงพลัง ให้ได้เรียนรู้และก้าวต่อไป ในอาชีพที่เหลือมิให้ตกอยู่ในโลกเสมือนจริง

1.ส่วนหนึ่งของชีวิต

ผมเชื่อว่าทุกชีวิตมีเวลาคนละ 24 ชั่วโมงใน 1 วันเท่ากัน 
โดยแต่ละคนก็จัดสรรเวลาของตัวเอง เพื่อทำหน้าที่รับผิดชอบ ให้ได้อยู่กับครอบครัว ได้เอนเตอร์เทนกับเพื่อนๆ ได้ผ่อนคลายในโลกโซเชียล ตามแต่ใจปรารถนา

กระนั้นกลับมีคนอยู่กลุ่มหนึ่งที่ใช้เวลาตลอดสัปดาห์เตรียมตัว ทำการบ้านผ่านโซเชียล สร้างแรงจูงใจ 

บางคนอินถึงขั้นติดตามข่าวและเป็นกำลังใจให้ทีมชนิดเข้าขั้นมีอารมณ์ร่วม มีสุขมีทุกข์คละเคล้ากันไป

ก่อนเดินทางไปยังสถานที่แห่งหนึ่งที่เรียกว่า สนามฟุตบอล ในสุดสัปดาห์หรือกลางสัปดาห์เพื่อเข้าไปเชียร์ทีมโปรด ตลอด 90 นาทีหรือมากกว่านั้น 

ผมเชื่อว่า คนกลุ่มดังกล่าว 80 เปอร์เซนต์ไม่ได้มาเพื่อมาพบมาเจอเพื่อนๆ ร่วมอุดมการณ์ และซื้อตั๋วเพื่อไปนั่งทอดน่องผ่อนคลายสบายอารมณ์ อย่างเดียว แต่ผมมั่นใจว่า พวกเขามาเพียงเหตุผลเดียวคือ 

“สโมสรนั้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิต นั่นคือครอบครัวของเขา”

ฉะนั้นเมื่อได้รับรู้ถึงความหมายอันมีค่านี้ นักฟุตบอลอาชีพก็ควรปรับตัวให้เข้ากับโลกฟุตบอลยุค 4.0 ได้แล้ว

เพราะผมมั่นใจว่า ไม่มีนักฟุตบอลคนไหนในโลกนี้หนีพ้นเสียงวิจารณ์และเสียงโห่เวลาไม่ทุ่มเท 

ยิ่งโลกมีถ่ายทอดสดที่ชัดระดับ ไฮเดฟฟิเนชั่น 1080p ผ่านระบบที่เข้าถึงง่ายอย่าง โซเชียลเน็ตเวิร์ก พร้อมระบบ อินเตอร์แอคทีฟ ชมได้ ติได้ ด่าได้ แบบเรียลไทม์ 

นักบอลอาชีพยิ่งต้องแสดงผลงานให้คุ้มค่า มากกว่า ค่าเหนื่อยที่ได้รับจากสโมสร นั่นคือ ทุ่มเทให้ถึงที่สุด พร้อมกับใช้วาจาให้น้อยลง แต่จงสร้างผลงานให้เยอะขึ้น

นอกจากว่า คุณจะอยากใช้ชีวิตเป็นนักบอลธรรมดาทั่วไปเพื่อไม่ให้ใครที่จดจำ หรือ ถ้าจำ ก็เป็นอีกด้านที่คุณเองก็รู้ว่าอะไร?

2.โอกาสใน90นาที

ปกติคนเราจะใช้ชีวิตในรูปแบบที่ไม่จำกัดภายใต้กฎกติกาของแต่ละสถานการณ์ 

โดยแฟนบอลก็เช่นกัน ยามเมื่อสโมสรโปรดไม่ได้มีโปรแกรม พวกเขาก็ใช้ชีวิตตามอัตภาพ 

ติดตามความเคลื่อนไหวทีม คอยเป็นกำลังใจ คอยสนับสนุน พร้อมเสนอความคิดเห็นต่างๆ เพื่อให้ทีมก้าวต่อไป ผ่านช่องทาง โซเชียล

กระนั้น มันจะมีอยู่ช่วงเวลาหนึ่งที่พวกเขาได้ใส่เต็มที่ประมาณทุ่มสุดตัว เพื่อทีมรัก นั่นคือ “โอกาสใน 90 นาที”

ที่กองเชียร์จะได้ทั้งร้องเพลงเชียร์เป็นกำลังใจ ทั้งโห่กดดันคู่ต่อสู้ ลามไปถึงผู้ตัดสิน

สร้างบรรยากาศให้เกม เหวียงโมเมนตั้ม จากที่เป็นเกมปกติ กลายเป็นนรกของผู้มาเยือนชนิดขาสั่น ใจเต้นรัว กลัวมืดแปดด้าน

ติดอยู่แค่วิ่งไปแข่งขันในสนามเหมือน 11 แข้งตัวแทนของพวกเขาไม่ได้อย่างเดียวเท่านั้น (ถ้าทำได้ผมมั่นใจพวกเขาก็ทำ) 

นอกนั้นโอกาสใน90นาที กองเชียร์ใช้หมดทุกรูปแบบเพื่อคำเดียว คือให้ สโมสร ที่เป็นเหมือนคนในครอบครัวได้รับชัยชนะ หรือ ถ้าแพ้ ก็ต้องแพ้ชนิดทุ่มสุดตัวเพื่อให้รู้ว่า ชัยชนะ ไม่ได้สำคัญไปกว่า คุณได้ทำมันอย่างสุดความสามารถแล้ว

เพราะ ฟุตบอลมีแพ้มีชนะ และ ผลเสมอ นั่นจึงเป็นสาเหตุให้มนุษย์ที่มีหัวใจรักฟุตบอลได้มีความสุขปนทุกข์

จากบทเรียนที่ว่า เส้นสูงสุดของทุก90นาทีในเกมฟุตบอล มันมีความสำเร็จและความล้มเหลวที่เท่ากัน

3.ตอบแทนด้วยผลงานยุค 4.0

หนึ่งในสิ่งที่ผมได้เรียนรู้ผ่านโลก ยุค 4.0 คือ ผลงาน สำคัญกว่าคำพูด

โลกก่อนหน้านี้อาจจะมีบุคคลจำพวกไม่ทำอะไร เอาแต่พูดเอาหน้า แต่ได้ดิบได้ดี เยอะมาก 

แต่ปัจจุบันทุกอย่างเปลี่ยนไป คนที่ยืนได้ในโลกนี้พร้อมชื่อเสียง และรายได้ที่สมน้ำสมเนื้อ ล้วนมาจากโลกแห่งผลงาน ที่ประเมินด้วยตัวเลข ไม่ใช่ความรู้สึก

วงการฟุตบอลก็เช่นกัน ความรู้สึกที่ว่า นักฟุตบอลไทยคนนั้นโคตรเก่ง เริ่มหายไปแล้ว 

เมื่อโลกรู้จักคำว่า “Big Data” ที่สามารถเก็บข้อมูลทุกอย่างมาประมวลผลผ่าน ขั้นตอนวิธี อัลกอริทึม 

ไม่แปลกที่เราจะได้เห็นนักบอลที่มีแต่ชื่อเสียง ผ่านอะไรก็ตามที่ยกยอจนโอเวอร์ แต่ฝีเท้าพื้นๆ ถมเถไป

ยิ่งนักบอลคนนั้น แสดงอากัปกิริยาต่อผลงาน ไม่ว่าดีหรือแย่ “Big Data”ได้รวบรวมไว้หมดแล้ว

โลกปัจจุบันจึงเปรียบเสมือนโลกของผู้อุทิศตัวเพื่อผลงาน เคารพต่ออาชีพ ให้เกียรติลูกค้า และที่สำคัญ จงให้เกียรติตัวเองในฐานะผู้สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่

เพราะคำพูดและการกระทำของคุณ จะปรากฎอยู่ในโลกตลอดไป

ฉะนั้น จงอย่าใช้อารมณ์ที่มาจากเสียงในหัวกลั้นออกมาเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม 

แต่จงตรงไปตรงมา ผิดก็ผิด รับผิดชอบต่อผลงาน วิ่งไม่ไหวก็บอกโค้ชขอเปลี่ยนตัว ไม่ใช่ แสดงออกในรูปแบบที่ไม่เหมาะสม จนบางครั้งผลกระทบที่ตามมาอาจไม่คุ้มค่าที่จะยอมรับมัน

#บิ๊กแชมป์  Content Creator SPORTDesk.