อัลแบร์โต ซัลลาซาร์ โค้ชวิ่งแนวหน้าผู้เจอโทษแบนจากข้อหา “โด๊ป” นักกีฬาของตัวเอง

3 October 2019
226 VIEWS

ข่าวฮือฮาบนหน้าหนังสือพิมพ์กีฬาในโลกหล้าวันนี้ นอกจากเรื่องของฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่มีอะไรให้พูดถึงกันมากมายแล้ว อีกเรื่องที่เป็นเรื่องราว ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ในวงการกรีฑา คือข่าวของการที่องค์กรตรวจการใช้สารกระตุ้นของสหรัฐอเมริกา หรือ ยูเอสเอดีเอ สั่งแบน อัลแบร์โต ซัลลาซาร์ โค้ชวิ่งแถวหน้าคนหนึ่งของโลกเป็นเวลาถึง 4 ปี จากการสั่งให้นักกีฬาในความดูแลของเขา “โด๊ป”

ข่าวนี้ไม่ใช่เรื่องราวของการแบนโค้ชกีฬาธรรมดาเท่านั้น เพราะมันยังกระเทือนไปถึงความเป็น “ราชา” แห่งวงการวิ่งของ ไนกี แบรนด์ตราสวูป ที่ครองความยิ่งใหญ่ในโลกของกรีฑา ทั้งประเภทลู่ และ ลาน ทั้งทางใกล้ และ ไกล ในช่วงไม่กี่ปีหลัง เพราะเรื่องนี้ มันเกี่ยวข้องกับ “โอเรกอน โปรเจ็ค” โดยตรง

ดังนั้น ถ้าจะเข้าใจเรื่องนี้ ก็ต้องมาทำความรู้จัก “โอเรกอน โปรเจ็ค” กันก่อนแบบคร่าว ๆ

โอเรกอน โปรเจ็ค คือสุดยอดโครงการที่พลิกวงการวิ่งของสหรัฐอเมริกา โดยมี ทอม คลาร์ก ประธานบริษัท ไนกี เป็นผู้ริเริ่ม โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากความ “รับไม่ได้” ที่นักวิ่งอเมริกัน พ่ายแพ้ใน บอสตัน มาราธอน โดยตามหลังนักวิ่งเกาหลีถึง 3 นาทีกว่า และเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 6

คลาร์ก สั่งเริ่ม โอเรกอน โปรเจ็ค เพื่อเทรนนักวิ่งอเมริกัน โดยมี อัลแบร์โต ซัลลาซาร์ โค้ชกรีฑาที่อยู่ในวงการมากกว่า 40 ปี เป็นหัวหน้าโค้ชในโปรเจ็คนี้

โอเรกอน โปรเจ็ค ใช้ทั้งเทคโนโลยี และ วิทยาศาสตร์การกีฬา เพื่อผลิตสุดยอดนักวิ่งออกมาตามจุดประสงค์ของมัน โดยผลผลิตแรกที่เป็นที่ประจักษ์คือ กาเลน รัปป์ ยอดนักวิ่งที่ไล่ทุบสถิติประเทศของสหรัฐอเมริกาเป็นว่าเล่น และคนที่มีชื่อเสียงที่สุดในโปรเจ็ค คงหนีไม่พ้น เซอร์ โม ฟาราห์ เจ้าของสถิติโลกวิ่ง 10,000 เมตรจากสหราชอาณาจักร

โครงการนี้นอกจากให้กำเนิดนักวิ่งมากมายแล้ว ยังกำเนิดนวัตกรรมใหม่ ๆ จนกลายมาเป็น ไนกี 4% รองเท้าเทพ ที่ทำให้ผู้สวมใส่วิ่งได้เร็วขึ้นราว 4% และเป็นคีย์ในการทำลายสถิติในทั้งในระยะ ฮาล์ฟ และ มาราธอน มาตลอดในช่วงหลัง

ขณะที่อะไรทุกอย่างเหมือนจะดี แต่ เค้าลางแห่งหายนะก็ตั้งเค้า เมื่อ วันที่ 3 มิถุนายน 2015 บีบีซี และ โปรพับลิกา รายงานคำกล่าวอ้างของอดีตทีมงาน โอเรกอน โปรเจ็ค ว่าเขาได้รับคำสั่งจากโค้ช อัลแบร์โต ซัลลาซาร์ ให้ใช้ยาบางตัวที่ไม่มีความจำเป็นกับนักกีฬา โดยมีหลักฐานคือ ผลการตรวจเลือดของ กาเลน รัปป์ ที่มีค่าฮอร์โมน เทสโทสเทอโรน มากกว่าปกติ ซึ่งในตอนนั้น ซัลลาซาร์ ออกมาปฏิเสธโดยยืนยันว่า รัปป์ เพียงแค่ทานยารักษาอาการตามแพทย์สั่งเท่านั้น

หลังจากนั้นก็มีการรายงานจากทั้ง บีบีซี และ โปรพับลิกา ที่ออกมาเสนอข่าวเกี่ยวกับคำให้การณ์ของอดีตนักกีฬาที่ผ่านโอเรกอน โปรเจ็ค มาโดยมีพยานในคดีนี้ร่วม 20 คน ซึ่งทั้งหมดล้วนแต่เป็นอดีตนักกีฬา หรือทีมงาน จากโครงการนี้ทั้งสิ้น จนเมื่อผ่านไปราว 3 สัปดาห์ คือในวันที่ 24 มิถุนายน 2015 ก็เริ่มมีความเคลื่อนไหวจาก องค์กรตรวจการใช้สารกระตุ้นของสหรัฐอเมริกา หรือ ยูเอสเอดีเอ ในการสั่งตรวจสอบเรื่องราวนี้

กระบวนการสืบสวนเดินหน้าต่อไปเรื่อย ๆ พร้อมกับข้อมูลที่มากขึ้นซึ่งมาจากทั้ง บีบีซี, โปรพับลิกา และ สื่ออื่น ๆ ที่เริ่มทยอยทำการขุดเรื่องนี้กันยกใหญ่ จนในทีสุด ยูเอสเอดีเอ ก็ไปได้หลักฐานสำคัญที่ รัปป์ ไม่ผ่านการตรวจโด๊ปในปี 2015 

การสืบสวนหลังจากนั้นยังดำเนินต่อไป แต่ที่ต่างออกไป คือเริ่มมีคนสำคัญหลายคนใน โอเรกอน โปรเจ็ค ลาออกจากตำแหน่ง และในเดือนตุลาคม ปี 2017 เซอร์ โม ฟาราห์ ลูกหม้อคนสำคัญของโปรเจคนี้ ก็ยังก้าวออกมาจากโครงการดังกล่าวด้วย

เรื่องเหมือนจะเงียบหายไปราว 2 ปี จนกระทั้งเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา มีการสั่งลงโทษแบนจาก ยูเอสเอดีเอ ต่อ ซัลลาซาร์ เป็นระยะเวลา 4 ปี และโทษดังกล่าว ยังรวมถึงเจฟฟรีย์ บราวน์ แพทย์ที่ให้คำปรึกษาเขาในโปรเจ็คนี้ด้วย

แม้ตอนนี้ ยังไม่มีท่าทีที่ชัดเจนจาก ซัลลาซาร์ ว่าเขาจะสู้คดีต่อไปในศาลกีฬาโลก หรือ ยอมรับโทษแบนดังกล่าว แต่ ประโยคสุดท้ายที่เขากล่าว หลังจากรู้ตัวว่าตัวเองถูกสั่งแบน คือการปกป้อง โอเรกอน โปรเจ็ค เป็นครั้งสุดท้าย

“โอเรกอน โปรเจ็ค ไม่เคย และ จะไม่มีทาง ละเมิดกฎการโด๊ปเด็ดขาด” 

ยังไม่รู้ว่า หลังจากนี้ ซัลลาซาร์ จะเอาอย่างไรต่อไป แต่การตัดสินลงโทษดังกล่าวของ ยูเอสเอดีเอ มีผลมากกว่าแค่ แบนโค้ชกรีฑาคนหนึ่ง เพราะนี่หมายถึงชื่อเสีย และภาพลักษณ์ความเป็นเจ้าแห่งการวิ่งของ ไนกี ที่สั่นคลอนลงด้วย และยังอาจจะรวมถึงการพัฒนาในวงการวิ่งของสหรัฐฯ ที่อาจจะต้องชะงักลงหลังจากนี้อีกต่างหากด้วย

ผลกระทบที่ว่านั้น มันกำลังจะเริ่มหลังจากนี้เป็นต้นไป…