การกลับบ้านเกิดที่ไม่ได้สวยงามของ ‘บาโลเตลลี’ | by SPORTDesk. Team

12 June 2020
181 VIEWS

เมื่อราว 1 ปีก่อน หลังจากที่ มาริโอ บาโลเตลลี ได้กลับมาค้าแข้งในกัลโช เซเรีย อา อิตาลี อีกครั้ง คลื่นฝูงชนกว่า 200 ร้อยคนมาต้อนรับเขาในเมือง เบรสชา หลังจากที่รู้ว่าเขาจะกลายมาเป็นนักเตะคนใหม่ของทีมแห่งนี้ ผลพวงจากความปิติที่ “บาโล” ย้ายมาร่วมทีมในครั้งนั้น ทำให้การเปิดตัวของเขาต้องล่าช้าไปถึง 15 นาที และการเปิดตัวต้องเปลี่ยนจากสำนักงานของทีมไปยังสถานที่ข้างโรงแรม โนโวเทล เพื่อรองรับฝูงชนที่มาร่วมเป็นสักขีพยาน

ในวันนั้นกองหน้าทีมชาติอิตาลีอารมณ์ดี ยิ้มแย้มแจ่มใส และ ให้สัมภาษณ์ทั้งร้อยยิ้มว่า “ผมมีความสุขจริง ๆ” เขายิ้ม “มีความสุขจริง ๆ” เขาย้ำอีกครั้ง หนึ่งในปัจจัยที่น่าจะทำให้เขามีความสุขไม่ใช่แค่เพราะเขาได้กลับมาค้าแข้งในอิตาลีอีกครั้งเท่านั้น แต่มันยังรวมถึงการได้มาค้าแข้งในสโมสรที่ พ่อบุญธรรมของเขา ฟรานเชสโก ผู้ล่วงลับ เป็นแฟนบอลมาตลอดและ แม่บุญธรรมของเขา ซิลเวีย ก็ดีใจถึงขั้นร้องไห้ออกมาเมื่อรู้ว่าเขาจะมาเล่นให้เบรสชา เพราะนั้นคือ “ความฝันของพ่อผม ที่จะได้เห็นผมได้เล่นให้กับทีมบ้านเกิดของเขา”

อย่างไรก็ตาม ความปิตินี้อยู่ไม่ถึงหนึ่งฤดูกาลดี เมื่อสโมสรที่ต้องหนีตกชั้นในศึกกัลโช เซเรีย อา กำลังเดินเรื่องเพื่อยกเลิกสัญญากับกองหน้า “Why always me” คนนี้ด้วยเหตุผลที่ว่าเขาขาดซ้อมโดยไม่มีเหตุผล หลังปฏิเสธการซ้อมผ่านซูม ในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา ขณะที่ทาง บาโลเตลลี ก็สวนกลับว่า เขาป่วยด้วยโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบ และได้ส่งใบรับรองแพทย์ให้กับสโมสรเพื่อขอโทษและยืนยันว่าเขาได้รับคำแนะนำให้งดซ้อมเป็นเวลา 6 วันไปแล้วด้วย

หากสืบเสาะไปยังต้นตอของปัญหานี้ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่พัวพันกับอะไรมากมายกว่าที่หลาย ๆ คนคิด เพราะทางเบรสชาเองก็ดูเหมือนจะมีปัญหาภายในทำให้ บาโลเตลลี ต้องปรับตัวมากมายในช่วงเวลาไม่ถึง 1 ฤดูกาลที่เขาอยู่กับทีม โดย มัสซิโม เซลลิโน เจ้าของทีมเบรสชา เป็นหนึ่งในคนที่มีชื่อเสียงด้านการชอบล้วงลูกและไล่โค้ชออกจากตำแหน่ง นั่นทำให้ตลอดฤดูกาล 2019/20 ที่ผ่านมา เขาเปลี่ยนแปลงหัวหน้าโค้ชถึง 3 ครั้ง เริ่มจากปลด ยูจินิโอ คอรินี แล้วตั้ง ฟาบิโอ กรอสโซ แต่ก็ให้โอกาสอดีตฟูลแบ็คทีมชาติอิตาลีแค่ 1 เดือนก่อนดึง คอรินี กลับมา และล่าสุดเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ก็ปลดหัวหน้าโค้ชชาวอิตาเลียน แล้วตั้ง ดีเอโก โลเปซ หัวหน้าโค้ชชาวอุรุกวัย มากู้สถานการณ์

ขณะเดียวกันทางฝั่งของ บาโลเตลลี ก็ต้องเจอกับการต้อนรับกลับบ้านที่ไม่น่าอภิรมย์ โดยเฉพาะในเกมกับ เฮลลาส เวโรนา เมื่อปลายปีก่อน ซึ่งการเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต เมื่อ บาโลฯ ยืนยันว่าถูก อีวาน ยูริช หัวหน้าโค้ชของทีมคู่แข่งเหยียดผิว ขณะที่ยูริช ก็ยืนยันว่าไม่ได้ทำ ขณะที่แฟนบอลของ เวโรนา ในเกมนั้น ก็เหยียดผิวโดยทำเสียงลิงล้อเลรียนเขาด้วย ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการยืนยันจาก เซลลิโน ว่า ตั้งแต่นั้นมา บาโลเตลลี เหมือนไม่มีความสุขกับฟุตบอลอีกเลย

บาโลเตลลี คาดหวังว่าในอิตาลี เขาจะไม่เจอกับการเหยียดผิวเหมือนที่เคยเจอมาตลอดอาชีพ โดยในงานแถลงข่าวประกาศการเซ็นสัญญาของเขาในเดือนสิงหาคม เขากล่าวว่า: “ผมหวังว่าด้วยใจทั้งหมดของผมว่าจะได้พบลีกที่แตกต่าง (จากที่เคยเจอมา) และเหตุการณ์การเหยียดผิวจะไม่เกิดขึ้นเหมือนในอดีต”

นั่นเองที่ทำให้ในปัจจุบัน เขามีข่าวเชื่อมโยงกับการหนีออกนอกยุโรปไป โดยพัวพันกับการไปเล่นในบราซิลกับ ฟลาเมงโก หลังเขาไปปรากฏตัวที่นั่น รวมไปถึงการไปยังลีกจีน กับ กวางโจว เอเวอร์แกรนด์ ที่มีรุ่นพี่ในทีมชาติอย่าง ฟาบิโอ คันนาวาโร ดูแลทีมอยู่ ส่วนข่าวบางกระแสก็เปิดเผยว่า เขาอาจจะไปเล่นใน เมเจอร์ลีก ซ็อกเกอร์ หลังจากหมดสัญญากับเบรสชา ซึ่งไม่น่าจะรั้งไว้ได้ถ้าทีมตกชั้น แต่ข่าวทั้งหมดก็ยังไม่มีการยืนยัน และเรื่องราวข้อพิพาทระหว่าง บาโลเตลลี กับ สโมสรในอิตาลี ก็ประทุขึ้นเสียก่อน

ถึงแม้จะดูเหมือนเป็นปัญหาใหญ่โต แต่ก่อนที่จะมีปัญหา บาโลเตลลี ก็ยิงให้เบรสชาได้ถึง 5 ประตู จากการลงสนามทั้งหมด 15 นัด ครองตำแหน่งดาวซัลโวของทีม โดยจาก 15 นัดที่เขาได้ลงสนาม เขาอยู่ครบ 90 นาทีเพียง 10 นัดเท่านั้นด้วย อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ปีใหม่เป็นต้นมา บาโล ยังไม่สามารถยิงประตูให้เบรสชาได้เลย ซึ่งมันสอดคล้องกับข้อมูลที่ว่า เขากลายเป็นคนที่ไม่มีความสุข หลังจากเหตุการณ์เหยียดผิวที่เกิดขึ้นในเกมกับ เวโรนา

แน่นอนว่าถึงตรงนี้ เรื่องราวระหว่าง บาโลเตลลี กับ เบรสชา ถูกลากไปถึงศาลอนุญาโตตุลาการกีฬาโลก หรือ ซีเอเอส เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และยังไม่มีคำตัดสินที่เป็นทางการออกมา แต่เมื่อ เซเรีย อา กลับมาเตะกันอีกครั้งในช่วงสัปดาห์หน้านี้ มาริโอ บาโลเตลลี อาจจะมีส่วนร่วมกับฟุตบอลอิตาลีเพียงแค่ในฐานะคนดูจากอพาร์ตเมนต์ของเขามากกว่าเป็นส่วนหนึ่งของทีมในสนาม สตาดิโอ มาริโอ ริกามอนติ ค่อนข้างแน่ทีเดียว