แอตแลนตา ฟอลคอนส์ กับ หายนะจาก “ซูเปอร์ โบวล์ แฮงค์โอเวอร์” ที่นานเกินไปแล้ว

11 October 2019
158 VIEWS

“ซูเปอร์ โบวล์ แฮงค์โอเวอร์” เป็นศัพท์ที่คุ้นหูคุ้นตากันดีกับแฟน ๆ อเมริกันฟุตบอล เอ็นเอฟแอล แต่ถ้าใครไม่คุ้น ก็อยากจะให้คำนิยามสั้น ๆ แบบตรงตัว คือการ “เมาค้าง” จากความพ่ายแพ้ในซูเปอร์ โบวล์ ทำให้เริ่มต้น หรือ มีผลงานในฤดูกาลต่อไปได้แย่กว่าที่ควรจะเป็น

ในอีกแง่หนึ่ง “ซูเปอร์ โบวล์ แฮงค์โอเวอร์” ถูกมองว่าเป็น อาถรรพ์ หรือ คำสาป ที่คอยเล่นงานทีมรองแชมป์จากปีก่อน ให้เจอฤดูกาลที่เลวร้ายในปีต่อมา

ถึงแม้ 2 ปีให้หลัง ซูเปอร์ โบวล์ แฮงค์โอเวอร์ มันอาจจะมาได้ส่งผลชัดเจนต่อทั้ง นิวอิงแลนด์ แพทริออตส์ (พ่าย ฟิลาเดลเฟีย อีเกิลส์ 33-41 แต่ในปีต่อมาเป็นแชมป์ ซูเปอร์ โบวล์) และ ลอส แองเจลิส แรมส์ (พ่าย แพทริออตส์ 3-13 แต่ตอนนี้ยังมาสถิติชนะมากกว่าแพ้) แต่ก่อนหน้านั้น แต่ละทีมได้รับผลจากคำสาปนี้กันอย่าสาหัส โดยเฉพาะ แอตแลนตา ฟอลคอนส์

เจ็บนี้ เจ็บหนัก เจ็บนาน

สกอร์นำ 28-3 แล้วกลับมาแพ้ เป็นแผลลึกในจิตใจของแฟน แอตแลนตา ฟอลคอนส์ และโดนแฟน เอ็นเอฟแอล ล้อเลียนกันไม่จบไม่สิ้นถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขนาดผู้เขียนเอง ยังเขียนเรื่องนี้ ในฐานะเหตุการณ์นี้ วงมาครบ 2 ปี 8 เดือน กับ 3 วัน หลังจากเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเลย

สำหรับแฟนของ นิวอิงแลนด์ แพทริออตส์ เหตุการณ์นั้นคือความ “ยิ่งใหญ่ตลอดกาล” ในการ คัมแบ็ก 25 คะแนนใน ซูเปอร์ โบวล์ แต่สำหรับแฟน ฟอลคอนส์ มันคือความทรงจำที่เลวร้ายและยากจะลืมเลือน แต่ที่น่าปวดหัวกว่านั้น คือในฤดูกาลต่อมาที่ทีมหมายมั่นปั้นมือจะกลับไปให้ถึงซูเปอร์ โบวล์อีกครั้ง แต่ความหวังนั้นไม่เคยเกิดขึ้นเลยจนปัจจุบัน

นับจาก วินาทีที่ พวกเขาพ่ายต่อ แพทริออตส์ ในซูเปอร์ โบวล์ ครั้งที่ 51 เหมือนพวกเขาสูญเสียบางอย่างไปในเกมนั้น และไม่มีวี่แววจะกลับมาเป็น ฟอลคอนส์ ที่ชาวเมืองแอตแลนตา เคยรู้จักได้เลย ทั้งที่ ทีมบุกตัวหลัก ๆ ก็ยังอยู่กับทีม ส่วนทีมรับก็มีการแก้ไข และยังมี แดน ควินน์ ลงมาดูเกมรับเอง แต่ก็เหมือนจะทำอะไรได้ไม่มาก

โดยฤดูกาล 2017 ซึ่งเป็นฤดูกาลแรกที่ “ซูเปอร์ โบวล์ แฮงค์โอเวอร์” เริ่มแผลงฤทธิ์ ทีมของพวกเขายังดูดี และมีความหวังแบบที่ตั้งใจไว้ว่าจะเข้าไปแก้มือใน ซูเปอร์ โบวล์ในช่วงต้นฤดูกาล แต่เมื่อเวลาผ่านไป แผลเริ่มเปิดหลังเกมที่ 4-6 ในฤดูกาล 2017 พวกเขาพ่ายรัว ๆ ต่อทีมจาก เอเอฟซีตะวันออก 3 ทีม ทั้ง บัฟฟาโล บิลล์ส, ไมอามี ดอลฟินส์ และ นิวอิงแลนด์ แพทริออตส์ ทำให้หลายทีมเริ่มเห็นจุดอ่อนในการเล่นงานพวกเขา

หลังจากนั้น ฟอลคอนส์ ก็ยังมีลูกฮึด พาทีมเรียกฟอร์มเก่ง ก่อนกลับมาสู่เส้นทางการเข้าเพลย์ออฟ ก่อนไปพ่ายใน เกม ดิวิชันแนล ราวด์ ต่อแชมป์ในปีนั้นอย่าง ฟิลาเดลเฟีย อีเกิลส์ ด้วยสกอรื 15-10 ชนิดที่มีโอกาสชนะ แต่ทีมบุกทำไม่ได้เอง 

ทว่าปีต่อมาอาการพวกเขาโคม่า จากการมีสถิติชนะ 7 แพ้ 9 ตลอดฤดูกาล และแน่นอนว่า ไม่สามารถเข้าไปเล่นในรอบ เพลย์ออฟได้

นั่นหมายความว่าตลอดเวลา 2 ปี เข้าปีที่ 3 ในปีนี้ แฟน ฟอลคอนส์ ต้องสวมบทระทมอย่างเดียว หลังจากเจ็บหนักใน ซูเปอร์ โบวล์ 51 แล้ว ยังเจ็บต่ออีกนานด้วย

อาถรรพ์ หรือ ทีมห่วย

จะว่าอาถรรพ์​ หรือ ทีมห่วย ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ปัญหาของหลัก ๆ ของ ฟอลคอนส์ อยู่ที่เกมรับ อันที่จริงแล้ว มันเริ่มฉายแววมาตั้งแต่ปี 2017 ฤดูกาลหลังพ่าย ซุเปอร์ โบวล์แล้ว แต่ยังไม่มีใครเห็นสักเท่าไหร่เพราะทีมประครองตัวเข้ารอบเพลย์ออฟได้

โดยในฤดูกาล 2017 พวกเขาเสียเฉลี่ย 19.7 แต้มต่อเกม เป็นอันดับที่ 25 จาก 32 ทีม และมีถึง 11 จาก 16 เกมในฤดูกาลนั้น ที่พวกเขาเสียเกิน 20 แต้ม ต่อเนื่องมายังปี 2018 คราวนี้อาการหนักกว่า เพราะพวกเขาเสียระยะต่อเกม เกมละ 384.5 หลา อันดับ 28 จากทั้งลีก และเสียคะแนนเกมละ 26.4 แต้ม ต่อเกม นั่นหมายความว่า เกม ๆ หนึ่งพวกเขาต้องโดนคู่แข่งทำทัชดาวน์ถึง 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย

ถ้านั่นว่าแย่แล้ว ปีนี้ พวกเขาเสียระยะเฉลี่ย เกมละ 378.2 หลา เสียคะแนนเฉลี่ย 30.4 แต้ม ซึ่งหนักกว่า แถมเกมรุกก็ไม่ได้ดีเหมือนเดิม จากปัญหาในเรื่องของ ออฟเฟนซีฟ ไลน์ ทำให้ผลงานฤดูกาลนี้ในตอนนี้ของพวกเขา ดิ่งเหว มีสถิติชนะ 1 แพ้ 4 รั้งบ๊วยของกลุ่ม เอ็นเอฟซี ใต้ อยู่ในตอนนี้และไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้นเลย

2 ฤดูกาลนานเกินไป?

ผลงานในช่วง 2 ฤดูกาลที่ผ่านมาของ ฟอลคอนส์ แสดงให้เห็นรอย ปริ แตก แยก ร้าว อย่างเห็นได้ชัด ถึงแม้จะยังมี แมตต์ ไรอัน, ฮูลิโอ โจนส์ และ ดาวินตา ฟรีแมน เป็นแกนหลักอยู่เหมือนเดิม แต่ การเสียคะแนนต่อเกมของพวกเขา มากเกินไปกว่าที่จะทำคะแนนให้เหนือกว่าเพื่อเอาชนะได้

ที่น่าเป็นห่วงหลังจากที่ 2 ฤดูกาลก่อนหน้านี้ แดน ควินน์ ให้โอกาส มาควอนด์ มานูเอล ขึ้นมาทำหน้าที่ โค้ชทีมรับ แต่ผลงานกลับสาละวันเตี้ยลงทุกปี จนทำให้สุดท้าย ทีมก็ตัดสินใจปลด มานูเอล ให้ ควินน์ ซึ่งเป็นหัวหน้าโค้ช มาคุมทีมรับเองด้วย

แดน ควินน์ สร้างชื่อมาจากการคุมทีมรับของ ซีแอตเทิล ซีฮอว์คส์ ให้กลายเป็นทีมรับ “ลีเจียน ออฟ บูม” ที่เลื่องชื่อ การที่เขากลับลงมาดูทีมรับเอง มันก็ควรจะดีขึ้น แต่กลับกันตอนนี้ ทีมรับของ ฟอลคอนส์ ตอนนี้กลับแย่ลงกว่าเก่า แบบที่ได้เล่าไปในตอนต้น 

ขณะที่ทีมรุกเองภายใต้สตีฟ ซาคิเซียน โค้ชเกมบุก แม้จะถู ๆ ไถ ๆ ทำแต้มไปได้อย่างไม่น่าเกลียด แต่ศักยภาพก็ตกลงจากเมื่อกว่า 2 ฤดูกาลก่อน ที่ ไคล์ ชานาแฮน คุมทีมอยู่มาก นั่นทำให้ ฟอลคอนส์ ทีมนี้ สภาพน่าเป็นห่วงไปใหญ่ และยังคิดภาพไม่ออก ว่าพวกเขาจะกลับมาเป็นทีมระดับลุ้น ซุเปอร์ โบวล์ อีกครั้ง

ความเปลี่ยนแปลงที่อาจจะมาถึง

การให้สัมภาษณ์ครั้งล่าสุดของ อาเอร์ แบลงก์ เจ้าของทีมชาวบอสตัน ยืนยันว่า ยังเชื่อมั่นและไว้วางใจในตัวของ ควินน์ อย่างเต็มเปี่ยม 

แต่เมื่อเงยหน้ามองโปรแกรมการแข่งขันอีก 11 เกมที่เหลือของ ฟอลคอนส์ แล้ว ก็อาจจะเหนื่อยใจแทน ควินน์ อยู่เล็กน้อย เพราะ 3 เกมต่อไป พวกเขาต้องเจองานไม่ง่ายเลย เริ่มจากเยือน อาริโซนา คาร์ดินัลส์ ที่ฟอร์มไม่ดีพอกัน แต่กระนั่น ก็เป็นเกมที่ทีมจาก เอ็นเอฟซีตะวันตกจะได้เล่นในบ้าน ก่อน รับการมาเยือนของ “ของแข็ง” อย่าง แรมส์ และ ซีฮอว์คส์ ซึ่งถ้าวัดจากฟอร์มตอนนี้ ฟอลคอนส์ เสียเปรียบแน่นอน

หลังจากนั้น “เหยี่ยวทมิฬ” จะได้บายวีค ก่อนกลับมาอีกที เป็นเกมชี้ชะตาฤดูกาล 5 เกมติด ๆ ซึ่งคือการพบกับทีมในดิวิชันส์ เริ่มจาก ไปเยือนนิวออร์ลีน เชนต์ส, ไปเยือน แคโรไลนา แพนเธอร์ส, เจอ แทมปา เบย์ บัคคาเนียร์ส, เจอ เซนต์ส อีกรอบ, เจอแพนเธอร์ส อีกรอบ ก่อนคั่นด้วยสองเกมนอกกลุ่ม อย่างไปเยอืน ซาน ฟรานซิสโก โฟร์ตีไนเนอร์ส และ รับการมาเยือนของ แจ็คสันวิลล์ จากัวร์ส ก่อนปิดฤดูกาลเกมสุดท้ายด้วยการไปเยือน บัคคาเนียร์ส

การที่ยังไม่ได้เจอทีมอาจจะถือเป็นโอกาสสำคัญของ ฟอลคอนส์ ที่ถ้าพ้นจากบายวีค แล้วพวกเขาตั้งตัวได้ และกลับมาอยู่ในฟอร์มที่ดี พวกเขาก็ยังมีโอกาสในการลุ้นเลย์ออฟ

การมีบายวีคคั่นระหว่างเกมสำคัญในดิวิชัน ทำให้มีใครหลาย ๆ คนคิดถึงเรื่องความเปลี่ยนแปลงภายในทีมเกิดขึ้น ว่าจะมีโอกาสขนาดไหน ที่ อาเธอร์ แบลงก์ อาจจะปลด แดน ควินน์ ก่อนพัก เพื่อให้ทีมได้มีความเปลี่ยนแปลง และ การเตรียมตัวไปพร้อม ๆ กัน

ความคิดนี้อาจจะเป็นไปได้ แต่อาจจะต้องรอดูอีก 3 เกมต่อไป ก่อนบายวีคเสียก่อน เพราะอย่างไรก็ตาม ตอนนี้ ควินน์ กลายเป็นหนึ่งในโค้ชที่มีผลงานน่าผิดหวังที่สุดในลีกอยู่แล้ว

ถ้าภายในอีก 3 เกม ไม่มีอะไรดีขึ้น ความเปลี่ยนแปลงอาจมาถึงก็ได้…