อังเก พอสเตโคกลู ผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของมารินอส

อังเก พอสเตโคกลู
7 December 2019
160 VIEWS

ในที่สุดทัพ “กะลาสี” โยโกฮามะ มารินอส ก็สามารถคว้าแชมป์ ฟุตบอลเจลีก1 ฟุตบอลลีกสูงสุดของประเทศญี่ปุ่นฤดูกาล 2019 ไปครอบครองได้สำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ หลังสามารถเอาชนะ เอฟซี โตเกียว คู่แข่งแย่งแชมป์ไปได้แบบขาดลอยในเกมตัดสินแชมป์นัดสุดท้าย 3 – 0 ทำแต้มหนีห่างยอดทีมจากเมืองหลวงถึง 6 คะแนน

นี่เป็นแชมป์เจลีกสมัยที่ 4 ของทัพกะลาสี ซึ่งทำให้พวกเขากลายเป็นทีมที่คว้าแชมป์เจลีกได้มากที่สุดรองจาก คาชิมะ แอนท์เลอร์ส ( 8 ครั้ง ) และเป็นการคัมแบ็คกลับมาได้แชมป์ครั้งแรกในรอบ 15 ปี หลังได้ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2004

ธีราทร บุญมาทัน ดาวเตะขวัญใจชาวไทย แบ็คซ้ายคนสำคัญของ โยโกฮามะ มารินอส ปิดฉากฤดูกาล 2019 ของตัวเขากับทัพกะลาสีอย่างยิ่งใหญ่ หลังทำประตูเบิกร่องให้กับทีมในเกมตัดสินแชมป์กับ เอฟซี โตเกียว ซึ่งถือเป็นประตูสำคัญปลดล็อคให้กับทีมก่อนเดินหน้าคว้าชัยชนะได้ในท้ายที่สุด

ดาวเตะวัย 29 ปีจบฤดูกาลด้วยผลงานชิ้นโบว์แดง ด้วยสถิติลงสนาม 25 เกม ทำได้ 3 ประตู กับอีก 3 แอสซิสต์ สร้างประวัติศาสตร์กลายเป็นแข้งไทยคนแรกที่คว้าแชมป์เจลีกได้สำเร็จ รวมทั้งสร้างรอยยิ้ม และความภาคภูมิใจให้กับแฟนฟุตบอลไทยที่ติดตามชมและเอาใจช่วยเจ้าตัวเสมอมาตั้งแต่ต้นฤดูกาลจนถึงนัดสุดท้าย

บรรดาเพื่อนร่วมทีมของธีราทร ก็ปิดฉากฤดูกาล 2019 ด้วยความยิ่งใหญ่เช่นกัน มาร์กอส จูเนียร์ ดาวเตะบราซิล กับ เทรุฮิโตะ นะคะงะวะ แข้งเลือดบูชิโด ทำคนละ 15 ประตู คว้าตำแหน่งดาวซัลโวไปครอบครอง

ท่ามกลางความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของโยโกฮามะ มารินอส ในฤดูกาลนี้ มีหนึ่งคำถามที่น่าสนใจว่าทำไมทีมที่จบอันดับ 12 เมื่อฤดูกาล 2018 โดยมีคะแนนเท่ากับทีมอันดับ 16 ที่ต้องเล่นเพลย์ออฟหนีตกชั้น และรอดจากการเล่นเพล์ออฟหนีตกชั้นด้วยผลต่างประตูได้เสียที่ดีกว่าเท่านั้น จึงพุ่งทะยานขึ้นมาคว้าแชมป์ได้แบบไม่มีใครคาดคิดภายในเวลาแค่ขวบปีเดียว

ปฏิเสธไม่ได้ว่า อังเก พอสเตโคกลู กุนซือวัย 54 ปีชาวออสเตรเลียเชื้อสายกรีซ ของทัพกะลาสีคือผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จทั้งหมด

จุดเริ่มต้นของความสำเร็จต้องย้อนไปตั้งแต่ พอสเตโคกลู เข้ามาคุมทัพ โยโกฮามะ มารินอส

อดีตกุนซือผู้พาทีมชาติออสเตรเลียคว้าแชมป์ฟุตบอลเอเชี่ยนคัพ ปี 2015 และพาทัพจิงโจ้ผ่านเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2018 ที่รัสเซีย (แต่ไม่ได้คุมทีมลุยสู้ศึกในรอบสุดท้าย) เข้ามาคุมทัพโยโกฮามะ มารินอส ในช่วงเริ่มต้นฤดูกาล 2018 พร้อมเปลี่ยนแปลงปรัชญาและสไตล์การเล่นของทีมให้ไปในทิศทางที่เขาคิดว่าจะพาทีมไปสู่ความสำเร็จ

มันเป็นปรัชญาและไสตล์การเล่นที่เป็นเอกลักษณ์ของ พอสเตโคกลู เป็นรูปแบบการเล่นที่เปลี่ยนทัพกะลาสีให้มีคาแรคเตอร์เป็นทีมที่เล่นเกมรุก และมีความดุดัน

อย่างไรก็ตามดูเหมือน กุนซือวัย 54 ปี ต้องเผชิญกับปัญหามากทีเดียวในฤดูกาล 2018 เมื่อดูเหมือนว่าผู้เล่นในทีมยังไม่สามารถปรับตัวหรือเปลี่ยนแปลงการเล่นได้เข้ากับปรัชญา และสไตล์การเล่นอย่างที่เจ้าตัวต้องการ ทำให้ โยโกฮามะ มารินอส มีผลงานไม่ดีในลีก ตกลงมาอยู่โซนอันตรายสุ่มเสี่ยงต่อการตกชั้นเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสร จนมีข่าวคราวว่าตัวพอสเตโคกลูเอง ต้องตกที่นั่งลำบากจนเกือบจะโดนปลดจากตำแหน่ง ก่อนจะจบด้วยอันดับที่ 12 ในตารางคะแนนชนิดที่เกือบต้องเล่นเพลย์ออฟหนีตกชั้น

ทว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในฤดูกาล 2018 ไม่ได้ทำให้กุนซือวัย 54 ปีย่อท้อ แต่กลับผลักดันให้เขาทำงานหนักมากขึ้นในฤดูกาล 2019 ทั้งช่วงก่อนเปิดฤดูกาล และระหว่างฤดูกาล เพื่อแก้ไขจุดบกพร่อง และยกระดับมาตรฐานของผู้เล่นให้ลงตัวกับปรัชญา และสไตล์การเล่น ซึ่ง พอสเตโคกลู ก็สามารถทำได้อย่างยอดเยี่ยม

เริ่มตั้งแต่การผ่องถ่ายผู้เล่น และเสริมผู้เล่นเข้าสู่ทีม ที่กุนซือวัย 54 ปี จัดการเปลี่ยนแปลงขุมกำลังในทีมให้มีความลงตัวเข้ากับปรัชญา และสไตล์การเล่นของเขาจนทีมสามารถยกระดับมาตรฐานการเล่นขึ้นมาได้ โดยการผ่องถ่ายผู้เล่นตัวสำคัญในฤดูกาล 2018 อย่าง ฮูโก้ วิเอร่า , โช อิโตะ , โอลิวิเย่ บูมอล ออกจากทีม และดึงผู้เล่นอย่าง มาร์กอส จูเนียร์ , เอดิการ์ จูนิโอ เข้ามาสู่ทีม ซึ่งทั้ง 2 ก็ทำผลงานได้อย่างร้อนแรงในช่วงออกสตาร์ทฤดูกาลจนทำให้ทีมขยับขึ้นไปอยู่หัวแถวของตาราง

พอสเตโคกลู ยังแสดงให้เห็นถึงการแก้ไขปัญหาเรื่องตัวผู้เล่นที่ยอดเยี่ยม ซึ่งแม้ทีมต้องสูญเสียผู้เล่นสำคัญไป แต่ก็สามารถดึงผู้เล่นเข้ามาทดแทนได้อย่างลงตัว และสามารถรักษามาตรฐานการเล่นของทีมไว้ได้ อย่างการเสีย ริวสุเกะ ยะมะนะกะ แบ็คซ้ายตัวเก่งที่ย้ายไปอยู่กับ อุราวะ เรดส์ ไดมอนด์ ก็ได้ ธีราทร บุญมาทัน เข้ามาทดแทน หรือการเสีย จุน อะมะโนะ มิดฟิลด์คนสำคัญที่ย้ายไปค้าแข้งในลีกเบลเยี่ยม ก็ดึง มาเธออัส เข้ามาแทน หรือเมื่อ เอดิการ์ จูนิโอ ที่กำลังฟอร์มดีบาดเจ็บต้องพักยาว พอสเตโคกลู ก็ดึงเอา เอริค ลิม่า เข้ามาเสียบแทน และทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม

อีกหนึ่งสิ่งที่น่าชื่นชมสำหรับ พอสเตโคกลู คือ “จิตวิทยา” ที่มีสูงมาก โดยเฉพาะการไม่มี 11 ผู้เล่นตัวจริงในใจ และไม่การันตีตำแหน่งให้ใคร แต่จะเลือกผู้เล่นที่ทำผลงานได้ดีที่สุดในการฝึกซ้อม และเข้ากับแท็คติคที่เขาวางไว้ลงสนาม ซึ่งทำให้นักเตะในทีมมีการแข่งขันกันตลอด เพื่อโอกาสในการลงสนาม

อย่างเช่นตำแหน่งแบ็คทั้ง 2 ข้าง ที่ พอสเตโคกลู ต้องการผู้เล่นที่สามารถ “เพิ่มมิติ” ให้กับตำแหน่งแบ็คซ้าย และแบ็คขวา ให้ขยับเข้ามายืนตรงกลาง เพื่อเชื่อมบอลได้ในขณะที่ทีมเปิดเกมบุก และเล่นเกมรับได้อย่างเหนียวแน่น ซึ่งในทีมมีการเปลี่ยนแปลงผู้เล่นและแย่งตำแหน่งกันตลอดทั้ง ริคุโตะ ฮิโรเสะ , เคน มัทซึบะระ , ธีราทร บุญมาทัน หรือ ทาคุยะ วาดะ แต่ในท้ายที่สุด ธีราทร บุญมาทัน และ เคน มัทซึบาระ สามารถทำได้ดีที่สุดตามแท็คติคที่กุนซือวัย 54 ปีต้องการจึงได้ลงสนามอย่างต่อเนื่อง

หรือตำแหน่งผู้รักษาประตูที่ออกสตาร์ทฤดูกาล ฮิโรกิ ลิคุระ ได้ลงเป็นตัวจริง แต่เมื่อฟอร์มไม่ดี และไม่เข้ากับแท็คติคที่กุนซือวัย 54 ปีต้องการ ก็ถูก ปาร์ค อิล กิล ที่ฟอร์มดีกว่า และทำได้ตามแท็คติคของทีมที่ต้องการผู้รักษาประตูที่คล่องแคล่ว ใช้เท้าได้ดี และอ่านจังหวะออกมาตัดบอลได้ดี แย่งชิงตำแหน่งตัวจริงไปได้

นอกจากนั้น พอสเตโคกลู ยังเป็นกุนซือทีให้โอกาสแก่ผู้เล่นโนเนมหรือผู้เล่นดาวรุ่งของทีมอยู่เสมอ ดังเช่น การให้โอกาสแก่ เทรุฮิโตะ นะคะงะวะ , ชินโนะสุเกะ ฮะทะนะกะ ในการลงสนามให้แก่ทัพกะลาสีตั้งแต่เมื่อฤดูกาลที่แล้วจนทั้งคู่พัฒนาการเล่นของตัวเองขึ้นมาอย่างก้าวกระโดด ทั้ง นะคะงะวะ ที่กลายเป็นตัวเต็งรางวัลเอ็มวีพีในฤดูกาลนี้จากการคว้าตำแหน่งดาวซัลโว และแอสซิสต์มากสุด 11 ครั้ง จนมีชื่อติดทีมชาติญี่ปุ่น เฉกเช่นเดียวกันกับ ชินโนะสุเกะ ฮะทะนะกะ ที่กลายมาเป็นปราการหลังตัวหลักของทีมทดแทนการอำลาสนามของ ยูจิ นะงะซะวะ ปราการหลังระดับตำนานได้อย่างยอดเยี่ยม แลมีชื่อติดทีมชาติญี่ปุ่นชุดสู้ศึกฟุตบอล อีสต์ เอเชี่ยนคัพ เหมือนกัน

สภาพร่างกายของนักเตะเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ พอสเตโคกลู ให้ความสำคัญตั้งแต่วันที่เข้ารับงานกุนซือทัพกะลาสี เพราะเจ้าตัวรู้ดีว่าการเล่นในปรัชญา และสไตล์ของตัวเองผู้เล่นจะต้องมีพละกำลัง และสภาพความฟิตที่ดี ซึ่งทีมงานของกุนซือวัย 54 ปีก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยมในการดูแลนักเตะ

นักเตะตัวหลักของโยโกฮามะ มารินอส ไม่มีได้รับบาดเจ็บยาวเลย โดยผู้เล่นคนสำคัญของทีมทั้งในเกมรับ และเกมรุกสามารถลงสนามเป็นตัวหลักให้ทีมได้ตลอด ทั้ง มาร์กอส จูเนียร์ , เทรุฮิโตะ นะคะงะวะ , ทาคุยะ คิดะ หรือคู่เซ็นเตอร์อย่าง เทียอาโก้ มาร์ติน กับ ชินโนะสุเกะ ฮะทะนะกะ ที่ลงเล่นในลีก 33 ถึง 34 เกม

ทั้งหมดส่งผลให้ โยโกฮามะ มารินอส สามารถพลิกหลังมือจากฤดูกาล 2018 ที่เกือบจะต้องหนีตกชั้น กลับหน้ามือมาในปี 2019 เป็นทีมระดับหัวแถวของเจลีก และได้แชมป์เจลีกไปครองแบบยิ่งใหญ่

และทำให้ พอสเตโคกลู ถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ว่าเป็นกุนซือออสเตรเลียคนแรกที่สามารถคว้าแชมป์เจลีกได้สำเร็จอีกด้วย