ฝุ่นใต้พรมที่แอนฟิลด์

6 March 2019
1,157 VIEWS

และแล้ว ลิเวอร์พูล ก็เสียตำแหน่งจ่าฝูงพรีเมียร์ ลีก อย่างเป็นทางการ

ผลเสมอ 0-0 ที่กูดิสัน พาร์ก ในศึกเมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้ ก่อให้เกิดปฏิกิริยาประหนึ่งอุกกาบาตจะพุ่งชนโลกอีกไม่กี่วัน

เข้าใจครับ เด็กหงส์หลายคนหัวเสีย ไม่พอใจ ผิดหวัง ถึงขั้นยอมแพ้ยกแชมป์ให้แมนฯ ซิตี้ ไปแล้วทั้งที่คะแนนตามกันแค่แต้มเดียว แถมยังเหลืออีกตั้ง 9 นัด 

แต่คงเดาสถานการณ์ว่ามาอีหรอบนี้ มีหวังจะโดนทิ้งห่างไปเรื่อยๆ มากกว่าแซงกลับมาเป็นแชมป์

ไม่ผิดหรอกครับที่จะมองโลกแง่ร้ายแบบนั้น ผมก็คิด และเผื่อใจมานานแล้วด้วย

เพราะลิเวอร์พูล ไม่ได้ต่อสู้กับคู่แข่งที่มีผลงานดาดๆ แบบหาได้ทั่วไปตามตลาดนัด  แต่กำลังงัดข้อกับแชมป์เก่าที่ทำลายสถิติแทบทุกอย่างของพรีเมียร์ ลีก 

แม้ช่วงเวลาหนึ่ง เจอร์เก้น คล็อปป์ เคยพาทีมขี่สปีดโบ๊ตหนีเรือใบห่างถึง 10 แต้มก็ตาม 

มันเกิดขึ้นหลังจากลิเวอร์พูล ถล่มอาร์เซน่อล 5-1 ในเกมสุดท้ายของปี 2018 พร้อมสร้างผลงานออกสตาร์ต 20 นัดแรก ชนะ 17 เสมอ 3 

วันนั้น แต้มของหงส์แดงขึ้นไปแตะ 54 ส่วนซิตี้ เพิ่งมีแค่ 44 คะแนน แถมรั้งอันดับสาม

แต่…แต่…แต่….ทีมของเป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยังไม่ได้ลงสนามตามโปรแกรมในสัปดาห์เดียวกัน ก่อนวันถัดมาบุกเช็กบิลเซ้าธ์แฮมป์ตัน 3-1  บีบช่องว่างเหลือ 7 คะแนนเท่าเดิม 

เข้าสู่ปี 2019 โชคชะตาของหงส์กับเรือกลับโคจรสวนทาง

ขณะที่แมนฯ ซิตี้ ชนะ 8 แพ้หนเดียวแบบล็อกถล่มต่อนิวคาสเซิ่ล แต่ลิเวอร์พูล ชนะได้แค่ 4 เสมออีก 4 จาก 9 นัดเท่ากัน 

พร้อมกับปัญหาในเกมรุกที่ มาๆ หายๆ ติดๆ ดับๆ และนั่นรวมถึงผล 0-0 เป็นครั้งที่สามใน 4 เกมหลังสุด (กับบาเยิร์น, แมนฯ ยูไนเต็ด และเอฟเวอร์ตัน) 

ฟอร์มของโม ซาลาห์ โดยเฉพาะเวลาเล่นแมตช์ใหญ่ ง่ายต่อการตกเป็นเป้านิ่งของเสียงวิจารณ์ โทษฐานเป็นตัวรุกเป็นกองหน้าโดยตรง 

ความไม่สม่ำเสมอของโรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ก็ถูกโจมตีไม่น้อย มีเพียงซาดิโอ มาเน่ ที่รอดตัวด้วยผลงานกะซวกถึง 6 ประตูตั้่งแต่เข้าศักราชใหม่ 

แต่ต้นตอของปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่สามคนนี้อย่างที่บางคนเข้าใจ และเคยชิน เพราะทั้งซาลาห์, ฟีร์มิโน่ และมาเน่ ช่วยกันแบกความหวังในการจบสกอร์จนหลังแอ่นมาตลอดสองซีซั่น

ปีก่อน ทั้งสามคนผลิตสกอร์รวมกันในพรีเมียร์ ลีกถึง 57 ลูก จาก 84 ประตูที่ทีมทำได้

คิดเป็นสัดส่วนสูงเกือบ 68 เปอร์เซนต์

มาปีนี้ SMF  ยิงไปแล้ว 40 จากผลงานทั้งทีม 64 ประตู หรือเทียบเปอร์เซนต์ก็ร่วมๆ 62.5 % 

น้อยลงกว่าเดิม แต่อย่าลืมว่าอานิสงส์ของปีกลาย มาจากฟอร์มนรกแตกของซาลาห์ ที่จบด้วยมงกุฏดาวซัลโวลีก 32 ลูก 

ในส่วนกองหน้า ผมไม่ติดใจอะไร โดยเฉพาะมาเน่ ซัดไป 14 ประตู ดีกว่าฤดูกาลก่อน (10  ลูก) ด้วยซ้ำ 

แต่ปัญหาในเกมรุกของลิเวอร์พูล มีรากเหง้ามาจากแดนกลางที่ไม่ช่วยซัพพอร์ตอย่างเพียงพอ ไม่สามารถแบ่งเบาภาระของกองหน้า

หลักฐานชัดเจนคือผลงานของเหล่ามิดฟิลด์หงส์ ที่มีส่วนกับการทำประตูอย่างต่ำเตี่ยเรี่ยพื้น

ถ้าไม่นับ 6 ประตูของเซอร์ดาน ชาคิรี่ ที่มักถูกโยนบทบาทเป็นตัวรุกฝั่งขวาคล้ายกับซาลาห์ บรรดากองกลางที่เหลือในชุดนี้ เหมือนพวกเล่นบอลมิติเดียวกัน ถนัดใช้แรงงานเป็นหลัก

เจมส์ มิลเนอร์ เพิ่งยิง 3 (แอสซิสต์ 4) ส่วนไวนัลดุม ซัด 2 (ยังไม่มีแอสซิสต์) และฟาบินโญ่ ยิง 1 (แอสซิสต์ 2) 

นอกนั้น นาบี เกอิต้า ยังใส่สกอร์แรกไม่ได้ แม้มีหนึ่งแอสซิสต์ แต่หนักสุดคือกัปตันทีม จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ไม่มีทั้่งประตูและแอสซิสต์จากการเป็นตัวจริง 15 นัด สำรองอีกเก้า

บันทึกว่าเฮนโด้ ลงเล่นมากกว่า 60 เกมติดต่อกันในสีเสื้อหงส์ โดยยิงไม่ได้แม้แต่ประตูเดียว

ไม่ต้องพูดถึงอดัม ลัลลานา ที่บทบาทปีนี้ยังน้อย เนื่องเพราะเจ็บเป็นงานหลัก ลงสนามเป็นงานอดิเรก 

แลัวแฟนหงส์จะหวังอะไรได้ เมื่อเห็นไลน์อัพมิดฟิลด์ในเกมใหญ่อย่างการเจอบาเยิร์น (เฮนโด้, เกอิต้า, ไวนัลดุม) หรือกับแมนฯ ยูไนเต็ด รวมไปถึงเมอร์ซีย์ไซด์ ดาร์บี้ (ทั้งสองนัดใช้ฟาบินโญ่, เฮนโด้ และไวนัลดุม) 

แทบไม่มีการสร้างสรรค์เกมบุกเพื่อข่มขู่คุกคามคู่แข่งจากมิดฟิลด์กรรมกรเหล่านี้

บางที ฝุ่นที่เจอร์เก้น คล็อปป์ เคยกวาดซุกไว้ใต้พรม ถูกลมพัดตีกลับมาเข้าหน้าเข้าตาเขา

เม็ดเงินกว่า 140 ล้านปอนด์ จากการขายเพลย์เมคเกอร์ตัวเทพอย่างฟิลิปเป้ คูตินโญ่ ตั้งแต่เดือนมกราคมปีก่อน ไม่ถูกทดแทนด้วยนักเตะสไตล์เดียวกันแม้แต่สลึง

นาบิล เฟคีร์ มิดฟิลด์เชิงสูงของโอลิมปิก ลียง เกือบได้ย้ายมาร่วมทีมในช่วงซัมเมอร์ ถึงขั้นเปลี่ยนชุดสวมเสื้อนั่งให้สัมภาษณ์กับสื่อสโมสรไปแล้ว แต่จู่ๆ ลิเวอร์พูล กลับล้มดีลด้วยความกังวลในอาการเจ็บเรื้อรั้ง

คูตินโญ่ คือดาวยิงสูงสุดของทีมในฤดูกาลที่แล้ว ยกเว้นสามกองหน้า ทั้่งที่เล่นแค่ครึ่งซีซั่น ! 

ยิง 7 แอสซิสต์อีก 6 เบ็ดเสร็จ 13 ประตูจากการเป็นตัวจริง 13 นัด

มิหนำซ้ำ คนที่ทำประตูรองลงมา กลายเป็นเอ็มเร่ ชาน ที่้ย้ายไปยูเวนตุส แบบฟรีๆ กับอเล็กซ์ อ็อกซ์เลด แชมเบอร์เลน ที่ออกสตาร์ตตัวจริงในพรีเมียร์ ลีก แค่ 14 นัด 

ผลงานของแชมเบอร์เลน ยิง 3 ลูก แอสซิสต์อีกเจ็ด รวมเท่ากับ 10 ประตู มากกว่าทั้่งมิลเนอร์ (3), ไวนัลดุม (3) และ เฮนโด้ (2) รวมกันด้วยซ้ำ 

สรุปง่ายๆ ว่าสามมิดฟิลด์ที่ทำผลงานดีสุดในฤดูกาลที่แล้ว ถ้าไม่ย้ายออกไปก็เดี้ยงยาว

ขณะที่ตัวมาแทนอย่าง ฟาบินโญ่ กับ นาบี เกอิต้า อาจดีในระยะยาว แต่ยังไม่ใช่เวลานี้ 

และที่เสียหายหนักกว่า คืออิมแพ็กต์ของคูตินโญ่ เป็นภาระใหญ่หลวงเกินกว่าบรรดามิดฟิลด์ที่มีทั้งหมดจะช่วยกันทดแทน 

ยิ่งเกมใหญ่ ยิ่งเห็นชัดเจน

ทางออกทางเดียวที่พอเห็นแสงสว่างปลายอุโมงค์ คือนับวันรอให้อ็อกซ์เลด-แชมเบอร์เลน กลับมาลุยในช่วงโค้งสุดท้าย 

ตามข่าว อย่างเร็วสุดคือหลังเบรกทีมชาติช่วงปลายเดือนมีนาคม

แค่หวังว่าถึงตอนนั้น แมนฯ ซิตี้ จะไม่เตลิดไปไหนไกลจนไล่ยากเสียก่อน…