วิเคราะห์ปัญหาที่ไม่ควรมองเป็นปัญหาในชัยชนะ 4-3 ของลิเวอร์พูล

น่าจะใช้คำว่า “ไร้สาระ” ได้ประมาณหนึ่งนะครับกับการเสีย 3 ประตูของลิเวอร์พูลให้ เรดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ใน UCL นัดที่ 2 ในบ้าน แอนฟิลด์ ที่สุดท้ายยังคงชนะ 4-3

ประเด็นน่าจะอยู่ที่ หงส์แดงนำก่อน 3-0 แต่โดนตีเสมอ 3-3 และต้องเค้น “อีกก๊อก” หรืออีกเกียร์ก่อนมาได้ประตูชัยหลังเสียประตูตีเสมอไปประมาณ 10 นาที

คือ นำเยอะขนาดนั้น เกมน่าจะขาด แต่ต้องมา “เริ่มใหม่” ทำให้เป็นประเด็นได้

อีกเรื่องที่ไม่น่าจะถึงกับเป็น “ประเด็น” แต่เป็น “รายละเอียด” ซ่อนอยู่ที่หากไม่พูดก็ได้ แต่มีคนพูดกันเยอะ คือ การ “โดนหลบ” หลังหักทำนองนั้นของ เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ที่ถูกมองว่า “เสียท่า” ให้ ฮวาง อี ชาน ล็อกซ้ายเข้าขวา กดผ่าน อาเดรียน

คือ บอลทะลุจาก อีน็อค เอ็มเวปู เข้ากรอบ 18 หลาสู่พื้นที่อันตรายมากที่ยิงได้ทันทีแล้วกองหลังคนหนึ่งไม่ว่าใครพยายามไปบล็อกแล้วโดนล็อคเช่นนี้ ไม่น่าจะเรียกว่า “เลี้ยงหลบ” ได้นะครับ

เอาใหม่ ๆ…ลองให้ อี ชาน เลี้ยงจี้เข้ามา 1v1 กับ VvD ดูจะผ่านไหม?

สุดท้าย โดย “ภาพรวม” ผมมองว่า ลิเวอร์พูลไม่ได้พลาดอะไรน่าเกลียดนัก หรือเจอะเจอกับคำว่า “ปัญหา” สำหรับ 3 ประตูในเกมนี้ที่อยากจะขอชมเชยพลังการเล่น โดยเฉพาะเกมรุก Energy Drink ของซัลซ์บวร์กมากกว่าที่เล่นได้ดีมาก

ลูกทีม เจสซี มาร์ช มาในระบบ 4-4-2 แบบ “ไดมอนด์” นะครับ โดยทีเด็ดอยู่ที่ 2 ตัวบน: อี ชาน และตัวจริง แพตสัน ดากา ขณะที่ตัวสำรองลงมาก็ยิง 3-3 ได้ (เออร์ลิง ฮาร์แลนด์)

สนับสนุนเหมือนหน้าต่ำในตำแหน่ง “หัวเพชร” โดยดาวเตะยุ่น ทาคูมิ มินามิโนะ ที่เคลื่อนที่คล่องแคล่วว่องไว และโดดเด่นเสมือนเป็น 3 ตัวรุกที่อันตราย ดุดัน (aggression) และเล่นเพรสซิ่งดี เรียกได้ว่า ช่วยเกมรับได้ด้วยไม่ใช่เฉพาะเกมรุก

ดังจะเห็นจังหวะหนึ่งในครึ่งหลังที่ ฟาบินโญ่ กำลังลากทะลุแต่โดนทั้ง มินามิโนะ กับซลัตโก ยูนูโซวิช รุมทึ้ง แต่ไม่ยักได้ใบเหลือง

โดยแม้จะเล่น “ไดมอนด์” หรือจะเรียก 4-1-2-1-2 หากจะเอาเป๊ะ ๆ เพราะยูนูโซวิช เป็นตัวรับ เอ็มเวปู เล่นด้านซ้าย (ครึ่งหลังถูกโยกไปขวา เพราะคงจะไปประกบ มาเน่ ที่อันตรายในครึ่งแรก) กับโดมินิค โซบอสซ์ไล เล่นฝั่งขวา ก่อนถูกโยกสลับกับเอ็มเวปู

แต่ทั้งคู่มิดฟิลด์ซ้ายขวาจะไม่ได้หุบแคบเข้ามาด้านในเหมือนแท็คติกส์ อาร์เซนอล เล่นกับลิเวอร์พูล ทว่าจะถ่างออกไปช่วยรับด้านข้างด้วย

ฟูลแบ็คก็เติมน้อย ยกเว้นครึ่งหลังตอนได้ใจ ขณะที่รับได้ “คอมแพ็ค” ส่วนใหญ่ดันไลน์ขึงไว้ที่ 35 หลาในแดนตัวเอง และกองหน้าเลือกจังหวะเพรสซิ่ง แต่ก็ถือว่า เพรสได้ดี อันทำให้เกมรับเริ่มจากแนวรุกได้ค่อนข้างสมบูรณ์

รวมความแล้ว ซัลซ์บวร์ก ไม่ได้หมูอู๊ด ๆ และแอบมีของ เฉพาะอย่างยิ่งคุณภาพผู้เล่นกับแท็คติกส์การเล่นที่มีทั้งเพรสซิ่ง และ speed ball ไม่ธรรมดา

ยิ่งพอจังหวะเป็นใจ เช่น ประตู 2-3 ที่เตะฟรีคิกเร็วห่างจากจุดเกิดเหตุ 2 หลาได้กระมัง ทั้งที่ก่อนหน้านั้น มาเน่ มีหลุดเดี่ยวเปิดให้ ไวจ์นัลดุม และเฟียร์มิโน่ เปิดให้มาเน่ หลุดเดี่ยวยิงติดบล็อก อาจเป็นประตู 4-1 ไปแล้ว

ประตู 3-3 ผมว่า “แย่สุด” เฉพาะอย่างยิ่งกับ โจ โกเมซ ในเกมที่ช้าไป 1 จังหวะในช่วงสำคัญ เช่น สอดซ้อนช่วย VvD ไม่ทันในประตู 1-3 หรือประตูนี้ 3-3 ที่ปล่อยให้บอลผ่านหน้าผ่านตา

ผมมองว่า เป็น “บทเรียน” ของเยอร์เก้น คลอปป์ และเด็ก ๆ มากกว่า ในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก ที่พูดเสมอว่า ไม่มีอะไรง่าย

แต่ไม่ว่าจะเป็นบอลในรายการใด หรือวีคนี้ที่จะเจอ เลสเตอร์ ซิตี้; ลิเวอร์พูล ยังสามารถแสดงให้เห็นคุณสมบัติการเล่นไม่ดี แต่ “ไขว่คว้า” หรือ grinding out results ที่ต้องการได้อยู่ดีครับ



MOST POPULAR

Thought

หงส์สุกงอม ?

อ่าน 23,230 ครั้ง

Thought

หงส์สุกงอม (2) ?

อ่าน 15,877 ครั้ง

Thought

หงส์แดงชนะเพราะ?

อ่าน 14,059 ครั้ง

RELATED POSTS

Thought

กองหน้าต่างชาติที่ดีสุดในพรีเมียร์ลีก

ไข่มุกดำ

เมื่อสัก 2 สัปดาห์ก่อนมีเสียงสะท้อนจาก อลัน เชียเรอร์ ถึงนักเตะต่างชาติที่ดีที่สุดที่เคยเล่นในพรีเมียร์ลีก คำตอบ “กุน อเกวโร่ สุดยอดกองหน้าที่ไร้ซึ่งจุดอ่อน”

Story

เมื่อเสือเหลืองเสียความบริสุทธิ์แพ้นัดแรก…

SPORTDesk. Team

ผู้ที่พิชิตดอร์ทมุนด์ในบุนเดสลีกาทีมแรกในฤดูกาลนี้ หาใช่บาเยิร์น…หาใช่ชาลเก้ 04…คู่แค้นแห่งแคว้นรูห์…หาใช่แฟรงค์เฟิร์ต เทพถ้วยยูโรป้าลีก…หาใช่ แอร์เบ ไลป์ซิก…แต่กลับกลายเป็นฟอร์ทูน่า ดุสเซลดอร์ฟ ทีมอันดับ 3 จากท้ายตาราง ที่เป็นผู้ปราบซ่า เสือเหลือง ดอร์ทมุนด์ได้เป็นทีมแรก จากค่ำคืนที่ผ่านมา

Thought

“คุณค่า” ที่เหนือกว่าทุก “เหตุผล”

ไข่มุกดำ

“พ่อครับ ตอนพ่ออายุ 46 พ่อกำลังทำอะไร คิดอะไร และจากวันนั้นถึงวันนี้ (74 ปี) พ่อเจออะไรบ้างครับ?” ผมยังไม่ได้ถามพ่อผมนะครับ แต่คิด และเตรียมจะถามอยู่ และให้ “บังเอิญ” ว่า อ่าน Daily Mail เจอพาดหัว “I’d like to ask Wenger if it’s worth it” ถามโดย เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ถึงอาร์เซน เวนเกอร์ เข้าให้