“มหัศจรรย์” แท็คติกส์ by มาร์ติเนซ

7 July 2018
83 VIEWS

“แท็คติกส์ที่มาร์ติเนซได้ใช้เกมนี้ ถือเป็น บทเรียนครั้งสำคัญจากฟุตบอลโลกครั้งนี้”

การปรับ “แท็คติกส์” แต่คงระบบ 3-4-3 ยามรุก และ 4-3-1-2 ยามรับของโรแบร์โต้ มาร์ติเนซ ไม่ใช่แค่ทำให้ ติเต้ ทีมงานแซมบา นักเตะบราซิล รวมถึงชาวโลก “เซอร์ไพรส์” เท่านั้น

แต่มันคือความ “มหัศจรรย์” อันนำมาซึ่งผลการแข่งขันที่ดีที่สุดครั้งหนึ่ง หากไม่ใช่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ของเบลเยียม

มันไม่ใช่แค่ชนะบราซิล และเข้ารอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก 2018 ได้เท่านั้น

แต่คือชัยชนะเหนือบราซิลที่มีความมั่นใจ และมีทรัพยากรพร้อมทุกสิ่งสรรพจนอาจจะเกือบนำไปเทียบกับบราซิล 2002 ที่โรนัลโด้ นำทัพคว้าแชมป์โลกในดินแดนเอเชียได้สำเร็จ (โดยต้องขอยกชุด “แชมป์โลก 1970” ไว้เป็นตำนาน)

สมมติว่า เนย์มาร์ & Co ไม่แพ้เกมนี้ ทีมชุดนี้จะได้รับ “เครดิต” สูงมากจากความลงตัวทั้งระบบ 4-3-3 และตัวผู้เล่น 11 คนแรก: อลิสสัน:ฟากเนอร์, ซิลวา, มาร์เซโล; คาเซมิโร่ (เสียดายเกมนี้โดยแบนจึงเป็น แฟร์นันดินโญ่), เปาลินโญ่, คูตินโญ่; วิลเลียน, เฆซุส, เนย์มาร์

ที่ “ติเต้” กล้าประกาศรายชื่อก่อนเกม1 วันในจังหวะแถลงข่าววันพฤหัสบดี ทั้งที่ตามหลักจะทราบไลน์อัพกันล่วงหน้า 1 ชั่วโมงก่อนแข่ง

ชุดเดิมหมด ยกเว้น แฟร์นันดินโญ่ แทนคาเซมิโร่ และมาร์เซโล แทนหลุยส์

ทั้งที่อาจใช้งาน ดานิโล่, คอสต้า, เฟียร์มิโน่, อกุสโต้ ได้

แต่งานนี้อ่านว่า กุนซือวัย 57 ปี “มั่นใจ” มาก ถึงมากที่สุด

และเป็นความมั่นใจที่ “เปิดไพ่” ให้มาร์ติเนซ น่าจะได้ฉุกคิดวิธีการต่อสู้กับทีมนี้ของบราซิลล่วงหน้า 24ชม.

ผิดกลับบราซิลที่รู้ว่า เดอ บรอยน์ ไปแทนเมอร์เทนส์, เฟลไลนี จะลงมาเล่นกลางแทน โดยชาดลี จะถูกส่งมาฝั่งซ้ายแทนคาร์รัสโก้

เพียง 1ชั่วโมง!!!

และน่าจะเป็นความเซอร์ไพรส์ที่ทดสอบกึ๋น ติเต้ ในระดับหนึ่งกับลูกทีมที่ดีขนาดชนะใครก็ได้ และหากเตะกับเบลเยียมชุดที่เพิ่งแพ้กันมา ผมค่อนข้างเชื่อว่า เตะ 10 ครั้ง จำนวนครั้งที่บราซิลชนะจะมีมากกว่าเบลเยียมชนะครับ

หากไม่ใช่เป็นเพราะ?

…ก่อนหน้านี้ไม่เฉพาะทัวร์นาเมนท์บอลโลกรอบสุดท้ายเท่านั้น มาร์ติเนซ ใช้ระบบ 3-4-3 และมีทีม “ในใจ” เล่นร่วมกันมานาน และติดทีมชาติไม่ต่ำกว่า “ครึ่งร้อย” แทบทุกคน

คูตัวร์ (63นัด); อัลเดอร์ไวเรลด์ (81), กอมปานี (81), แฟร์ตองเก้น (106);เดอ บรอยน์ (66), วิตเซล (94),อาซาร์ (90), ลูคาคู (73), เมอร์เทนส์ (73) ขณะที่วิงก์แบ็คขวา และซ้าย มูเนียร์/คาร์รัสโก้ ติดทีมชาติน้อยที่สุดเท่ากัน (29)

ทีมชุดดังกล่าวผมวิเคราะห์บ่อยครั้งว่า นักเตะนั้นคุณภาพดี แต่อาจไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง เช่น เดอ บรอยน์ มาเล่นต่ำคุมเกมกับวิตเซล (อ่านเพิ่มได้จาก ที่นี่)

แต่เป็น “เพราะ” เหตุผลว่า มาร์ติเนซ ใส่ชาดลี (49) มาแทนคาร์รัสโก้ และเฟลไลนี (86) มาแทนเดอ บรอยน์ โดยโยกยอดมิดฟิลด์ทำเกมจากแมนฯซิตี้ไปแทนเมอร์เทนส์

“มหัศจรรย์เบลเยียม” จึงเกิดขึ้น เสริมด้วยการวางแผน รูปแบบ และวิธีการเล่น โดยเฉพาะหลังออกนำ 1-0จากแฟร์นันดินโญ่ ทำเข้าประตูตัวเองนาทีที่ 13

การเล่นเกมรับของเบลเยียมจะใช้จำนวนผู้เล่นทั้งหมด7 คน (ไม่รวมคูตัวร์); โดยชาดลี จะหุบจากซ้ายเข้ากลางนิด ๆ มาคุมเปาลินโญ่ แล้วให้แฟร์ตองเก้น ถ่างไปริมเส้น

(ไม่นับตอนเสียคอร์เนอร์ที่จะรับ10 คนแล้วห้อย ลูคากู ไว้คนเดียว)

ฝั่งขวาจะไม่ทำเช่นนั้น เพราะมูเนียร์ที่เป็นวิงก์ขวาจะถอยตรงตามหน้าที่ และตามเนย์มาร์ โดยอัลเดอร์ไวเรลด์ สอดซ้อน โดยให้เฟลไลนีอยู่พื้นที่ไม่ให้คูตินโญ่ทำการ และวิตเซล ปัดเป่าตรงกลางหน้าแนวรับ หรือซ้อนอีกจังหวะ

นั่นจะเหมือน “รับ 4” เรียงจากมูเนียร์, อัลเดอร์ไวเรลด์, กอมปานี และแฟร์ตองเก้น เป็นไลน์รับสุดท้าย

ขยับมาเป็น เฟลไลนี, วิตเซล และชาดลี ใน “ไลน์ 2” โดยมี เดอ บรอยน์ คอยเก็บบอลจังหวะ 2 ที่ช่วงชิงมาได้ หรือบราซิล

นี่แหละครับ คือ “แท็คติกส์” ที่เบลเยียมชนะ…ชนะอย่างไร?

 

อย่างที่ทราบว่า โดยพื้นฐาน บราซิล เล่น “หน้า 3” กับระบบ 4-3-3 และเบลเยียม 3-4-3

เวลารุก บราซิลมี 3 ตัวบนคอยกดกองหลังฝ่ายตรงข้ามแล้วริมเส้นโดยเฉพาะฝั่งเซ้ายที่ มาร์เซโล จะเติมมาช่วยทำเกมทำให้เวลา “รุกเต็ม” บราซิลจะเหลือเพียง ซิลวา และมิรันด้า โดยมีแฟร์นันดินโญ่ ซัพพอร์ต

นี่คือ “จุดอ่อน” ที่เบลเยียมเล็งเห็น และใช้ลูคาคู ยืนฝังลึกสุดทางขวา อาซาร์ทางซ้าย เพื่อโต้กลับจากบอลแรกที่มักเก็บมาจากเดอ บรอยน์

ประเด็น คือ เดอ บรอยน์ ที่เกมนี้ “โค้ชน้อย” อนันต์ อมรเกียรติ อดีตโค้ชทีมชาติไทย และธนาคารกรุงเทพ เอ่ยว่า “เรียกว่ายืน false 9ได้เหมือนกัน” สามารถกระชากหาพื้นที่เข้ามา หรือให้บอลเร็วไป 2 ตัวหน้าแล้วตามมาซัพพอร์ตได้อย่างเร็วทำให้สถานการณ์กลายเป็น3 ต่อ 3 ได้

ไม่นับที่มูเนียร์ หรือชาดลี อาจเติมมาด้วยจนเกม “โตกลับ” มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะตัวเริ่มต้นทำเคาน์เตอร์ทั้ง 3 ตัวบน “เสียบอล” ยากมาก

เพื่อนร่วมทีมจึงมั่นใจว่า เติมมาแล้ว และเสียตำแหน่งมาแล้วจะไม่โดนโต้กลับเร็ว ไม่นับเฟลไลนี ที่ขยับขึ้นมาอีกคน

ตรงกันข้าม จากการพูดคุยกับ “โค้ชโจ” ธีระศักดิ์ โพธิ์อ้น กุนซือใหญ่พีทีที ระยอง การ “รับ 4” เพราะดันชาดลี เข้ากลางไปทำให้พวกเค้า “ครีเอต” สถานการณ์ 4 ต่อ 3 ในแผงหลังโดยไม่จำเป็นต้อง 5 ต่อ 3 หากชาดลี จะถอยลงตรง ๆ

ขณะที่การหุบเข้าไปเป็นกลางของดาวเตะเวสต์บรอมฯ ยังทำบริเวณ “ไลน์ 2” มีสถานการณ์ 3 ต่อ 3 กับ 3 ตัวกลางบราซิล แทนจะที่น้อยกว่าหากมีแค่ วิตเซล และเฟลไลนี

ครั้น “รับ 7” คนดังกล่าวได้ดีแล้ว และโต้กลับ หรือทำ transitional play ได้อันตรายจาก 3 ตัวบน ไป ๆ มา ๆ บราซิลจึงระวังที่จะต้องเติมเกมรุก และไม่สามารถดันแบ็คขึ้นพร้อมกัน 2 ฝั่งได้

เพื่อป้องไม่ให้เกมรับโดน1 ต่อ 1 จาก 3 ตัวบน หรือตัวซัพพอร์ตเติมมาจากฝั่งเบลเยียม

หรืออีกนัยยะ คือ การสร้างเกมรุกตามถนัดของตัวเองก็ไม่เกิดขึ้นได้จนต้องเอา คอสต้า ลงมาเลี้ยงกินตัว “ครีเอต” สถานการณ์อื่น ๆ ทางฝั่งขวา

หลังระบบ ชนระบบ และแท็คติกส์ “แพ้” กันไปแล้ว

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ทั้งหมด เกิดเพราะการได้ประตูเร็วของเบลเยียมทำให้ “แผนการ” ที่เตรียมมาใช้ได้เต็ม 100%

แต่หากก่อนประตูของแฟร์นันดินโญ่ ทำเข้าประตูตัวเอง บราซิลสามารถทำประตูได้จากจังหวะที่มีอย่างน้อย 2-3 หนเหน่ง ๆ จากคอร์เนอร์โดย เปาลินโญ่

หรือโหม่งโล่ง ๆ หลังเสียประตูแล้วของเฆซุส หรือครึ่งหลังที่เฟียร์มิโน่ จิ้มไม่เต็มเกือก, อกุสโต้ ยิงเหน่ง ๆ 20 หลาถากเสา, คูตินโญ่ แปรข้ามคาน, เปาลินโญ่ ตกใจยิงไม่ทัน

ฯลฯ และ ฯลฯ กับคูตัวร์ ที่เซฟได้ยอดเยี่ยม ไม่มีพลาด

ผลการแข่งขันก็อาจไม่เป็นเช่นนี้กับโอกาสบราซิลที่ยิงทั้งสิ้น 16 ครั้งเข้ากรอบ 9 ครั้งได้ 1 ประตู แต่เบลเยียมยิงเข้ากรอบ 3 หนได้ 2 ประตู

ทั้งหมดนี้มีที่มาที่ได้ และน่าชื่นชมที่ โรแบร์โต้ มาร์ติเนซ กล้าปรับรูปแบบวิธีการเล่นที่ใช้มาตลอดโดยอาศัยข้อมูลที่ทราบ 24 ชม.ล่วงหน้ามาก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ทว่างานใหญ่กับบอลโลกหนนี้ยังไม่จบ เริ่มต้นฝรั่งเศส นัดตัดเชือก

แต่ถึงบรรทัดนี้ต้องชื่นชมยินดีกับ “มหัศจรรย์แท็คติกส์” ของโรแบร์โต้ มาร์ติเนซ จากใจจริงครับ