เกมระทึก “หัวใจวาย”

ตั้งแต่ 10 นาทีแรก ผมรำพึงรำพันในใจ “หัวใจจะหยุดเต้น” แม่เจ้าเว้ย เพราะเกมอาร์เซนอล – ลิเวอร์พูล เปิดหน้าเข้าใส่กันยับไม่ยั้งแบบ “ผิดคาด”

เรียกได้ว่า 30 นาทีแรกที่ยัง “0-0” สกอร์สามารถเป็นอะไรก็ได้

ไม่ว่าจะ 2-0, 3-0, 0-3, 2-2, 3-1, 1-4 เพราะต่างฝ่ายต่างสร้างสรรค์โอกาสได้ “มหาศาล” ทั้ง 2 ทีม

ไม่ต่างจากยุค อาร์เซน เวนเกอร์ ชนกับ เยอร์เก้น คลอปป์

เผลอ ๆ จะบุกสนุก และมันส์กว่าด้วยซ้ำ เพราะ “แท็คติกส์”, เทคนิค และตัวผู้เล่นต่าง “ทันกัน”

เหนือสิ่งอื่นใด อาร์เซนอล “กล้ามาก” ที่เล่นแบบนี้กับลิเวอร์พูลครับ

ตัวผู้เล่นทั้ง 2 ฝ่ายมีเซอร์ไพรส์อยู่บ้างตรงเจ้าถิ่น “เข็น” แบ็คซ้ายแท้ ๆ คาลาซินัช ลงสนามนัยว่า เพื่อรับมือ โม ซาลาห์

ลิเวอร์พูล ใช้แดนกลาง ไวจ์นัลดุม, ฟาบินโญ่ และมิลเนอร์ ลงสนามโดยน่าจะมี “แผนการ” เก็บ ชาห์คิรี ไว้เป็นตัว “ทีเด็ด” บนม้านั่งสำรอง

นอกนั้นทั้ง 2 ฝ่ายใช้ตัวผู้เล่นหลักตามคาด และระบบพื้นฐานคล้ายกัน 4-3-3 สำหรับหงส์แดง และ 4-2-3-1 ปืนใหญ่

เลโน; เบเญริน, มุสตาฟี, โฮลดิ้ง, คาลาซินัช; ตอร์เรร่า, ชาก้า; มคิห์ตาร์ยาน, โอซิล, โอบาเมอยัง; ลากาแซตต์

อลิสซง; เทรนท์, โกเมซ, ฟาน ไดค์, โรเบิร์ตสัน; ไวจ์นัลดุม, ฟาบินโญ่, มิลเนอร์; ซาลาห์, เฟียร์มิโน่, มาเน่

โดย “แท็คติกส์” ที่ชัดเจนในครึ่งแรก คือ การเจาะทางแบ็คขวา อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ โดยใช้ โอบาเมอยัง ค้ำไว้ หรือเติมคาลาซินัช มารุม 2 ต่อ 1 โดยเฉพาะตอนซาลาห์ยังไม่ลงมาช่วย

ไม่ต่างกัน ลิเวอร์พูลก็เตรียมเจาะฝั่งแบ็คซ้ายของอาร์เซนอลเช่นกัน ดังนั้นจึงโยกเจ้าชายอียิปต์กลับไปประจำการด้านนี้ของสนาม

การต่อสู้ริมเส้นด้านนี้จึงสนุกครับ และมีจังหวะหลุดทะลุบ่อยจากทั้ง 2 ฝ่ายที่สามารถเกิดประตูขึ้นได้

นอกนั้น “แท็คติกส์” คล้ายกันมากครับ นั่นคือ ทำลายเกม หรือตัดบอล หรือเพรสซิ่งแดนกลางแล้ว “โต้เร็ว” ให้กองหน้าที่เร็วเหมือนกันทั้ง 2 ฝ่าย

ครึ่งแรก แม้ต่างฝ่ายต่างมีโอกาส แต่การที่ VVD โหม่งชนเสา และพักอกยิงติด เลโน หรือมาเน่ ยิงเข้าไปแล้วแต่โดนยกธงออฟไซด์แบบน่าเสียดายทั้งที่ใน “เฟส 2” ตอนเข้าซ้ำไม่ได้ล้ำหน้า

ลิเวอร์พูลจึงน่าเสียดายมากกว่าเล็กน้อย

ครึ่งหลัง รูปเกม “โดยรวม” นิ่ง หรือ settle ขึ้นเล็กน้อย และเป็นอาร์เซนอลที่เหมือนจะครอบครองสถานการณ์ได้ดีกว่าในตอนต้น

ส่วน ลิเวอร์พูล ปรับเอา ไวจ์นัลดุม มายืนกลางใน 3 มิดฟิลด์แล้วย้าย ฟาบินโญ่ ไปซ้าย มิลเนอร์มาขวา น่าจะเพื่อเพิ่ม “ไดนามิค” ให้เกมตรงกลาง เพราะ “จีจี้” มีความคล่องตัวมากกว่า

1-0 คือ ประตูออกนำแบบ “คลาสสิค” หงส์แดง เหมือนกัน เพราะมาเน่ อาศัยความเร็ววิ่งทะลุไปหาที่ว่าง “หลังไลน์” แบ็คโฟร์เพื่อรับบอลจากโรเบิร์ตสันก่อนเปิดเข้ากลางแล้ว เลโน ปัดออกมาบริเวณกรอบเขตโทษเข้าทาง มิลเนอร์ พอดิบพอดี

จะโทษ เลโน ก็ “ไม่เชิง” แต่ก็ต้องถือว่า “พลาด” ที่ไม่สามารถทุบบอลได้แรง และไกลกว่านั้น (ครึ่งแรก อลิสซง รอดตัวจากการปัดออกมาคล้าย ๆ กัน)

เช่นกันกับอีก 8 นาทีต่อมา (นาทีที่ 68) ที่คราวนี้เป็น ซาลาห์ หลุดเหมือนกันในจังหวะ “เคาน์เตอร์แอทแทค” แล้วเปิดเข้ามาแต่มาเน่ ชาร์จไม่ถึง

จึงกล่าวได้ว่า หลังเกิดประตูแรกของเกม บท “ทดสอบ” เกมรับ ซึ่งเป็น “จุดเด่น” ในซีซั่นนี้ และการ “โต้กลับ” อันเป็นจุดแข็งในปีที่ผ่านมาของหงส์แดงจะเกิดมากขึ้น

ขณะที่ อาร์เซนอล ต้องแสดงให้เห็นว่า พวกเค้าดีขึ้นจริง ๆ โดยเฉพาะเกมรุกหลังแพ้ 2 เกมแรกแล้วไม่แพ้ใครในช่วงประมาณ 20 นาทีสุดท้าย

หลัง “ทุบหม้อข้าว” ถอด คาลาซินัช ออกแล้วเอาเวลเบ็คลงไปแทนได้ 2 นาที ลากาแซตต์ วิ่งทะลุช่องหลังไลน์ไปดวลกับอลิสซง และดึงนายทวารบราซิเลียนออกจากตำแหน่งก่อนปั่นโค้งอ้อมทั้งอลิสซง และโกเมซ เข้าเสาไกลอย่างงดงามในนาทีที่ 82

ถึงจุดนี้ก็ต้องบอกว่า “คู่ควร” เพราะอาร์เซนอลทำได้ดีกว่าในครึ่งหลังโดยเฉพาะเปอร์เซนต์การครองบอล และผ่านบอล

แถมยัง “โหมบุก” ต่อเนื่องหลังได้ประตูตีเสมอ กดดันลิเวอร์พูลมากที่สุดครั้งหนึ่ง หากไม่ใช่ “ที่สุด” ในฤดูกาลนี้

ครับ เกมนี้ต่างจากแมตช์กับ แมนฯซิตี้, เชลซี หรือสเปอร์ส ที่ลิเวอร์พูลเคยเจอมาเนื่องจาก อูไน เอเมรี่ “จัดเต็ม” แบบไม่กลัวใส่คลอปป์ และเด็ก ๆ

เกมนี้ “พิสูจน์” ชัดเจนแล้วครับว่า อาร์เซนอล มีดีกว่าลุ้น “ท็อปโฟร์” และเอเมรี่ ทำให้สาวกปืนใหญ่ลืม อาร์เซน เวนเกอร์ ได้สนิทแน่ ๆ

ขณะที่ลิเวอร์พูล ต้อง “มองบวก” ว่า ยังไม่แพ้ และเป็น 1 แต้มสำคัญกลับแอนฟิลด์

ในเกมที่ผมยกตำแหน่ง “สนุกที่สุด” ในฤดูกาลนี้ให้ไปครับ



RELATED POSTS

Thought

ทำไมจึงไม่ควรปักใจเชื่อว่า ‘โซลชาร์’ คือคนที่ใช่?

ลูกแม่กิ่ง

การบุกหักคอ “ไก่เดือยทอง” ท็อตแน่ม ฮอตสเปอร์ ถึงถิ่นเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นการเติมเชื้อไฟเข้ากองเพลิงให้กับความรู้สึกว่าโอเล่ กุนนาร์ โซลชาร์ อาจจะเป็น Mr. Right หรือ “คนที่ใช่” สำหรับปีศาจแดงมากกว่า เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ ตัวเต็งผู้เป็นฝ่ายเสียเหลี่ยมในเกมที่มีความหมายประหนึ่งการ “ออดิชั่น” เข้า dugout ของโอลด์ แทรฟฟอร์ด

Story

ปรากฏการณ์ชัยชนะ10นัดรวดของปืนใหญ่

SPORTDesk. Team

ชัยชนะเหนือเลสเตอร์ ซิตี้ 3-1 ของอาร์เซน่อล ทำให้เกิดกระแสให้แฟนบอลทั่วโลกพูดถึงอย่างมากมาย เพราะจากชัยชนะนัดนี้ ทำให้อูไน เอเมรี่ กุนซือใหม่แห่งถิ่นเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม ทำสิ่งที่อาร์เซน่อลทำไม่ได้มานานเป็นเวลา 10 ปีเต็มแล้ว นั่นคือการเก็บชัยชนะต่อเนื่อง 10 นัดรวด

Story

101 ประตูของอาซาร์

SPORTDesk. Team

เกมพรีเมียร์ลีก วันบ็อกซิ่งเดย์ คู่ระหว่างวัตฟอร์ด กับ เชลซี จบลงด้วยชัยชนะของลูกทีมเมาริซิโอ ซาร์รี่ 2-1 และนี่คือเกมที่เอเด็น อาซาร์ ยอดเพลย์เมกเกอร์ชาวเบลเยียม ซัลโว 2 ประตู ให้เชลซีรักษาอันดับที่ 4 ของตารางไว้ได้อย่างเหนียวแน่นต่อไป และเชลซีผ่านพ้นครึ่งฤดูกาลด้วยการมี 40 คะแนน ตามหลังจ่าฝูงลิเวอร์พูล 11 คะแนน อาจจะมีความหวังเล็กๆ ริบหรี่ๆ ร่ำไรๆ กับการลุ้นแชมป์อยู่ หากไม่ถอดใจไปเสียก่อน