อลีซง เบคเกอร์: ชีวิต ครอบครัว ความฝัน และ ‘เซฟ’ ลูกนั้น

อลิซง เบคเกอร์
28 November 2019
385 VIEWS

ไม่เป็นไร ผมไม่เบื่อหรอก” พ่อหนุ่มส่งรอยยิ้มผ่านด่านหนวดครึ้มเคราหนาออกมา

คืนนี้ อลีซง จะลงสนามเฝ้าเสาให้ลิเวอร์พูลในเกมเจอกับนาโปลีอีกครั้ง และมันเป็นเวลา 50 สัปดาห์แล้วหลังจากที่เขาช่วยเซฟลูกสำคัญในนาทีที่ 92 ไม่ให้ “อัซซูรา” ได้ประตูจากการยิงของอาร์คาดิอุส มิลิค – ลูกเซฟที่ช่วยให้ทีมได้ผ่านเข้าสู่รอบน็อคเอาต์

และใช่ – มันทำให้ลิเวอร์พูลก้าวไปสู่การเป็นจ้าวยุโรปสมัยที่ 6

แต่ก่อนหน้านั้นชีวิตของประตูชาวบราซิลก็ดูจะมีจิตผูกพันกับนาโปลีไม่น้อย เพราะเขาก็เคยทำอะไรแบบนี้มาแล้วในสมัยที่ยังรับใช้โรมา

“พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตของผมเลย” อลีซงเล่าต่อ “ในเดือน มี.ค. 2018 โรมา ต้องมาเยือนเนเปิลส์และมันก็เป็นเรื่องเหลือมากที่ผมเซฟถึง 11 ครั้งในเกมนั้น และล้วนเป็นการเซฟสำคัญในการเจอกับนาโปลี”

“และมาถึงที่นี่ ที่แอนฟิลด์ ผมคิดว่าผมอยากจะมีชื่อในประวัติศาสตร์ของลิเวอร์พูลด้วยการเซฟในการเจอกับพวกเขา (นาโปลี) ในเกมตัดสิน เกมที่ถ้าไม่ได้ก็จะต้องเสียทุกอย่างไปเลย เกมที่ชะตาในแชมเปียนส์ ลีก ของเราอยู่บนเส้นด้ายบางๆ ผมพยายามทำทุกอย่างในการเซฟจังหวะนั้นและเราก็ได้ทุ่มเททุกสิ่งที่เรามีในเกมนั้น”

ความจริงแล้วโชคชะตาเกือบจะนำพาให้อลีซง ไปสวมชุดของนาโปลีแล้วด้วยซ้ำ เพราะออเรลิโอ เด ลอเรนติส ประธานสโมสรประทับใจกับฟอร์มของประตูชาวบราซิลในเกมที่หยุดนาโปลีได้ และพร้อมจะดึงตัวมาร่วมทีม

นาโปลี พยายามจะติดต่อขอซื้อผม” อลีซงเปิดเผย “ท่านประธานมาหาผม แต่ถ้าผมจะย้ายจากโรมาไปเนเปิลส์ ก็เหมือนผมทำให้ชีวิตของตัวเองลำบาก

ถึงมันจะไม่ได้เป็นเกมดาร์บี้แบบทั่วไป แต่ระหว่างสองทีมก็มีความไม่ถูกกันอย่างรุนแรง ตัวผมเองชื่นชมนาโปลีมาก พวกเขามีทีมที่เต็มไปด้วยนักเตะที่ยอดเยี่ยมและการเจอกับพวกเขาก็เป็เนรื่องยากมาก โดยเฉพาะในวันที่พวกเขาเล่นในบ้าน

แต่ตอนนั้นผมตัดสินใจแล้วว่าผมจะย้ายมาเล่นให้กับลิเวอร์พูล

สิ่งหนึ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ความจริงแล้วจอห์น อัคเตอร์เบิร์ก โค้ชผู้รักษาประตูของลิเวอร์พูล สนใจในตัวอลีซงมาตั้งแต่ปี 2013 ซึ่งขณะนั้นอายุ 20 ปี และเล่นให้กับ อินเตอร์นาซิอองนาล เพียงแต่ติดปัญหาเรื่องการยื่นเวิร์คเพอร์มิตที่ยากเกินไป

แต่สุดท้ายดูเหมือนเขาและลิเวอร์พูล จะถูกลิขิตมาให้คู่กัน และความพยายามจะสานต่อของทีมจากเมอร์ซีย์ไซด์ก็สำเร็จในที่สุด

เอาล่ะ กลับไปที่ลูกเซฟมหัศจรรย์ที่เรียกขานกันว่า “Miracolo” หรือช็อตเซฟปาฏิหาริย์กันอีกสักครั้ง

วันนั้นลิเวอร์พูลนำอยู่ 1-0 และไม่น่าจะมีปัญหาอะไรแล้ว แต่ในการบุกของนาโปลี ในนาทีที่ 92 ของการแข่งขัน โฮเซ กาเญคอน ได้บอลก่อนเปิดตัดแนวรับมาทั้งยวงจนถึง มิลิค ที่ได้บอลในระยะ 6 หลาและเหลือเพียงการเอาชนะผู้รักษาประตูให้ได้

อยากรู้ไหมว่า อลีซง คิดอะไรอยู่ในเวลานั้น?

ถ้าเราเสียประตูตอนนั้นเราจะไม่เหลือเวลาที่จะกลับมาแม้ว่าเราจะชำนาญก็ตาม

ผมคิดเท่านั้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับตอนนั้น และผมก็ซ้อมเหตุการณ์แบบนี้มาตลอดชีวิตของผม ผมพร้อมสำหรับมัน ผมไปอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องและจากนั้นผมก็รอดูว่ากองหลังจะสกัดบอลได้หรือไม่ แต่ลูกครอสมันรับมือได้ยากและผมก็เห็นบอลตกอยู่กับมิลิค

ผมพยายามจะปิดมุมให้มากที่สุดเท่าจะทำได้ ผมพยายามทำตัวให้ใหญ่และผมบีบให้เขาต้องหยุดและต้องยิงเร็ว ผมคิดว่าถ้าไปถามกองหน้า พวกเขาจะบอกว่านี่คือสิ่งที่ยากที่สุดในการรับมือกับสถานการณ์แบบนี้

แล้วบอลก็มาตรงตัวผม แต่นั่นเพราะผมพยายามรุก ผมซื้อเวลา ผมทำให้เขาเจอสถานการณ์ที่ซับซ้อน ถ้าผมยืนอยู่ที่ตำแหน่ง เขาก็จะมีเวลาและพื้นที่ในการจะมองหาและเลือกว่าจะยิงตรงไหน

แต่สำหรับบางคนมันมองว่ามันง่าย…

ใครบอกว่าง่ายนี่ผมคิดว่าเขาคงอิจฉาอยู่” อลีซงบอกก่อนจะเผยเคล็ดลับของความสำเร็จที่ไม่มีอะไรซับซ้อน

สิ่งที่คุณทำในระหว่างการฝึกซ้อมมันจะเกิดขึ้นในเกม เราจำเป็นต้องมีสมาธิในการจะต้องอยู่ให้ถูกที่และตัดสินใจให้ถูกต้องในเสี้ยววินาที บางครั้งคุณก็ต้องรุกใส่ บางครั้งคุณจะรอกองหน้าไม่ได้ เพราะถ้าคุณรอที่จะตอบโต้ บางทีมันอาจจะช้าเกินไป ผมทำให้การตัดสินใจยากๆดูเหมือนง่ายก็เพราะผมทำในสิ่งที่เรียบง่ายแต่ล้วนเป็นสิ่งที่สำคัญ

อย่างไรก็ดีไม่ใช่ว่าชีวิตนี้เขาจะไม่เคยผิดพลาด เพียงแต่ อลีซง เป็นคนที่พร้อมจะลืมความผิดพลาดและเริ่มใหม่อย่างรวดเร็ว จนได้รับสมญาว่าเป็น “Iceman” หรือมนุษย์น้ำแข็ง

มีเพียงสิ่งเดียวที่เขารู้สึกว่าเขารับมือกับมันไม่ได้คือการมาที่สนามแล้วไม่ได้มีส่วนร่วมกับทีม 

เรื่องนี้มันยากจนแทบเป็นไปไม่ได้สำหรับผม

และนั่นอาจเป็นคำตอบว่าทำไม อลีซง ถึงไม่ค่อยปรากฏตัวที่สนามในระหว่างที่เขาบาดเจ็บ แต่มักจะใช้เวลาอยู่กับครอบครัว ใช้เวลากับภรรยา ลูกสาว และการปิ้งบาร์บีคิว

ครั้งเดียวที่เขามาที่สนามคือเกมที่ลิเวอร์พูล ต้องลุ้นระทึกก่อนเฉือนเอาชนะเรดบูล ซาลซ์บูร์ก 4-3 “ตอนนั้นผมยังยืนด้วยน่องของตัวเองเป็นเวลานานๆไม่ได้ ดังนั้นส่วนใหญ่แล้วผมจะดูอยู่ที่บ้าน แต่เกมนั้นผมมาที่สนามด้วย วันนั้นผมรู้สึกเหมือนแฟนบอลจริงๆคือทั้งวิตก มีความสุข หงุดหงิด ประหม่า ผมคิดว่าบางทีพวกเขาก็คงอยากจะกระโดดลงไปในสนาม ไปเตะบอล ไปเซฟบอล ซึ่งผมก็ไม่ต่างกัน ผมก็อยากจะโดดลงไปในสนามเหมือนกัน

ผมรักฟุตบอล แต่การไปดูโดยที่ไม่ได้เล่นมันเหมือนคุณรักช็อคโกแลตและคุณก็อยากจะกินมัน แล้วตรงหน้าคุณก็มีช็อคโกแลตโกดิวาวางตรงหน้า แต่คุณหยิบมันมากินไม่ได้ เรื่องนี้มันไม่ง่ายเลย แต่สุดท้ายก็ต้องพยายามรับมือให้ได้

โชคดีที่อลีซง และลิเวอร์พูลมีอาเดรียน “เขาทำผลงานได้เยี่ยมมากหลายนัด” และนั่นทำให้เขาไม่ต้องรีบกลับมา สามารถใช้เวลาได้อย่างเต็มที่

ผมได้ใช้เวลากับครอบครัว ซึ่งเป็นการชดเชยหลังจากจบนัดชิงแชมเปียนส์ ลีก และไปเล่นให้บราซิลเลย

ความรักระหว่างอลีซง กับภรรยาสาวนาตาเลีย สร้างความประทับใจให้กับแฟนบอลทั่วโลก โดยเฉพาะในนัดชิงแชมเปียนส์ ลีก ที่มาดริด ซึ่งหลังจากที่ลิเวอร์พูลเอาชนะสเปอร์สได้ 2-0 วันนั้น อลีซง ได้ FaceTime หานาตาเลีย ที่ไม่สามารถเดินทางมาเชียร์ในวันนั้นได้เพราะเตรียมจะให้กำเนิดเจ้าหนู มัตเตโอ และอีกคนที่เขาได้คุยด้วยคือ เฮเลนา ลูกสาวแสนน่ารัก

อลีซง เองไม่คิดจะลืมสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนั้นเช่นกัน

มันจะอยู่กับผมไปชั่วชีวิต ทุกรายละเอียด ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเกม ไม่ว่าจะก่อนเกม ระหว่างเกม หรือหลังเกม