A New Hope?

ถึงจะดีใจแค่ไหนที่ได้พบกับเจ้านายเก่าที่รักอีกครั้งหลังการพลัดพรากจากกันเป็นเวลานาน และผ่านการเดินทางที่ยากลำบากมาแสนยาวไกล

เจ้าหุ่นดรอยด์ตัวจ้อยไม่เคยลืมว่ามันมีภารกิจสำคัญที่ได้รับมอบหมายมา

หลังอยู่ในที่ปลอดภัย โปรเจ็คเตอร์ในตัวมันได้ฉายภาพโฮโลแกรมที่มีข้อความจากคนที่ต้องการความช่วยเหลือ

“ช่วยฉันด้วยโอบีวัน คุณคือความหวังเดียวของฉัน”

ถึงจะไม่อยากกลับมาข้องเกี่ยวใดๆ อีก แต่โอบีวัน เคโนบี รู้ตัวดีว่าเขาไม่มีทางเลือกมากนักกับสถานการณ์ที่อยู่ตรงหน้า

เพียงแต่ลึกๆ แล้วในใจของเขารู้ว่า ความหวังเดียวจริงๆ นั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวเขา

แต่อยู่ที่เจ้าหนุ่มชาวไร่ที่ถูกโชคชะตานำพามาให้พบกับคนถ้ำที่เลือกจะตัดขาดจากทุกสิ่งอีกครั้ง

นั่นทำให้เมื่อเผชิญหน้ากับคู่ต่อกรแห่งโชคชะตา แต่แล้วหางตาของเขาได้เห็นภาพของลุค สกายวอล์คเกอร์ ที่กำลังพาเจ้าหญิงแห่งอัลเดอรานลบหนี นั่นทำให้เบน หรือโอบีวัน เคโนบี ไม่มีอะไรต้องห่วงอีก จึงยิ้มรับ ก่อนที่จะตั้งจิตสลายตัวตนกลับเป็นส่วนหนึ่งของพลัง

อันที่จริงผมนึกถึงเรื่องราวจากภาพยนตร์เรื่อง Star Wars ขึ้นมาด้วยคำว่า A New Hope แค่เพียงเท่านั้นครับ ไม่ได้มีความหมายหรือนัยอื่นๆอะไรที่มากกว่านั้น

และที่นึกถึงคำนี้ ก็เพราะเกิดความรู้สึกบางอย่างกับทีมอย่างเชลซี ที่พบความปราชัยเป็นเกมที่ 2 ติดต่อกันในระยะเวลาห่างกันเพียง 3-4 วัน

เพียงแต่ในรายละเอียดของความพ่ายแพ้แล้ว สิ่งที่ได้เห็นระหว่างวันอาทิตย์กับวันพุธนั้นแตกต่างกัน อย่างสัมผัสได้ครับ

ผมเองให้ความสนใจเชลซีมากเป็นพิเศษในฤดูกาลนี้ ในฐานะของทีมใหญ่ระดับ Top6 ที่เริ่มอยู่ในช่วงของขาลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนจากผลงาน 2 ฤดูกาลที่ผ่านมา และความจริงอาจต้องย้อนไปไกลกว่านั้นหาก ไม่มีแชมป์พรีเมียร์ลีกของ อันโตนิโอ คอนเต้ ซึ่งเป็นฤดูกาลที่มีความพิเศษ

ที่สนใจเพราะในฤดูกาลนี้เชลซี เปลี่ยนแนวทางในการทำทีมใหม่ชนิดหากเป็นเรือคือหักหางเสือกลับ ทิศไปคนละทาง

จากสโมสรที่ใช้เงิน “ซื้อ” เพื่อตอบคำถามทุกอย่าง

วันนี้พวกเขาจำเป็นต้อง “สร้าง” เพราะเป็นแนวทางเดียวที่เหลืออยู่ เพราะถูกลงโทษแบนห้ามซื้อผู้เล่นถึง 2 รอบตลาดการซื้อขาย หรือพูดง่ายๆคือ 1 ปี

แม้จะได้ คริสเตียน พูลิซิช จากการเซ็นสัญญาล่วงหน้า (เพราะรู้แกวว่าอาจจะโดนลงโทษ) กับการเซ็นสัญญาถาวร, มาเตโอ โควาซิช มิดฟิลด์ห้องเครื่องชั้นดีจากเรอัล มาดริด ที่ใช้เงื่อนไขเซ็นสัญญาถาวรหลังยืมตัวมาใช้งานและทำผลงานได้น่าพอใจในฤดูกาลที่แล้ว แต่ที่เหลือ เชลซี ต้องหันกลับมามองเหล่าดาวรุ่งเยาวชน ในทีมแทน

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบระยะเวลา 15 ปีที่ โรมัน อบราโมวิช เข้ามาซื้อกิจการสโมสร

ก่อนหน้านี้เหล่าดาวรุ่งระดับเพชรน้ำงามของวงการฟุตบอลทั่วยุโรปต่างมาแจ้งดับกับเชลซีอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นสายเลือดแท้ของสโมสรที่ผ่านการเจียระไนมาตั้งแต่อายุยังน้อย ไปจนถึงสตาร์ดาวรุ่งแววดีจากที่อื่นที่ถูกดึงตัวเข้ามาสู่ทีม

ในยุคสมัยหนึ่งทีมเยาวชนของเชลซี ถือเป็นหนึ่งในใต้หล้า พวกเขาเก่งที่สุดและเก่งต่อเนื่องยาวนานหลายปี

เพียงแต่เราไม่เคยเห็นใครที่ก้าวขึ้นมาจากทีมเยาวชนและกลายเป็นคีย์แมนในทีมชุดใหญ่ได้เลย

หากยังจำชื่อของ จอช แม็คเอคราน ได้ – วันนี้อดีตมิดฟิลด์ดาวโรจน์ที่น่าตื่นเต้นมากที่สุด ค้นพบความสุขในชีวิตกับการได้เล่นฟุตบอลแบบต่อเนื่องที่เบรนท์ฟอร์ด ในระดับแชมเปี้ยนชิพ

นาธาเนียล ชาโลบาห์, โดมินิก โซลันคี ฯลฯ

เชลซี เคยส่งผู้เล่นให้ทีมอื่นยืมใช้งานถึง 41 คนด้วยกัน

แต่จากข้อจำกัดที่ไม่สามารถซื้อผู้เล่นใหม่ได้ และจากการที่โรมัน อบราโมวิช เองเริ่มทบทวนแนวทางการบริหารสโมสรใหม่เพราะการถูกตัดสิทธิ์วีซ่าไม่สามารถเดินทางเข้าอังกฤษได้จนเริ่มไม่อยากจะลงทุน และมีข่าวเป็นนัยว่ากำลังคิดถึงการขายสโมสร

เมื่อรวมกับ “Sancho effect” ที่จู่ๆ ดาวรุ่งอังกฤษก็กลายเป็นสินค้าขายดีที่สโมสรในยุโรปต่างต้องการได้ตัวไปร่วมทีม ซึ่งเกิดจากการที่มีกรณีตัวอย่างของ จาดอน ซานโช และอดัม ลุคแมน ที่ไปได้สวยในบุนเดสลีกา จนทำให้หนึ่งในดาวรุ่งที่โดดเด่นของเชลซีอย่าง คัลลัม ฮัดสัน-โอดอย กลายเป็นที่หมายปองของยักษ์ใหญ่อย่างบาเยิร์น ที่ต้องการได้ตัวไปแทนที่ตำนานอย่าง ฟรองก์ ริเบรี และอาร์เยน ร็อบเบน ที่อำลาทีมหลังจบฤดูกาลที่ผ่านมา

สิ่งเหล่านี้ ทำให้ดาวรุ่งในทีมเชลซีชุดปัจจุบันได้โอกาสที่ไม่คาดฝัน

ไม่ใช่แค่คนหรือสองคน แต่หลายคน

นอกจากโอดอยที่บาดเจ็บอยู่ในเวลานี้ ยังมีเอเมอร์สัน แปร์ไรรา แบ็กซ้ายจอมลุยที่ยึดตำแหน่งจาก มาร์กอส อลอนโซ่ วิงแบ็กซ้ายจอมพลิ้วได้ตั้งแต่ปลายฤดูกาลที่แล้ว, เคิร์ต ซูมา เซนเตอร์ฮาล์ฟที่เคยถูกมองข้ามตลอดถูกดึงตัวกลับมา

เรื่อยมาจนถึง 2 ดาวรุ่งที่กลายเป็นดาวเด่นใน 2 เกมแรกของเชลซีในฤดูกาลนี้อย่าง เจสัน เมาธ์ และ แทมมี อับราฮัม

ถึงเชลซีจะไม่ชนะสักนัด แต่สิ่งที่ได้เห็นจากเมาธ์ และอับราฮัม คือสัญญาณของการเติบโตอย่างรวดเร็ว

ในเกมนัดแรกทั้งคู่ได้โอกาสลงเล่นตัวจริงทันที ทั้งที่เป็นเกมใหญ่ไปเยือน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ซึ่งนำมาสู่เสียงวิจารณ์มากมาย และผลที่ได้คือแม้จะมีความวูบวาบอยู่บ้าง แต่ประสบการณ์ที่อ่อนด้อยทำให้พวกเขาทำอะไรไม่ได้มากนัก และสุดท้ายทีมก็แพ้ขาดลอย

ตรงข้ามกับในเกมซูเปอร์ คัพ กับลิเวอร์พูล ที่ทั้งสองเล่นได้ดีขึ้นอย่างชัดเจน หลังได้โอกาสลงสนาม ในฐานะตัวสำรอง

ความเร็ว ทักษะในการเล่นของเมาธ์ และท่าทางบางอย่างของเขาอดชวนให้คิดถึง เอเดน อาซาร์ ไม่ได้

ขณะที่ อับราฮัม แม้จะพลาดจุดโทษคนสุดท้ายและทำให้ทีมพลาดแชมป์จนต้องระเบิดน้ำตาออกมาด้วยความเสียใจ แต่ในระหว่างเกมความเร็ว รูปร่างที่สูงใหญ่ และการหาพื้นที่ของเขาก็สร้างปัญหาให้กับแนวรับลิ เวอร์พูล เล่นงานเอากองหลังที่ว่าเก่งที่สุดในเวลานี้อย่าง เวอร์จิล ฟาน ไดค์ ปวดหัวไม่น้อย

ซูม่า ที่เละเทะในเกมที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ก็กลับมาปักหลักเล่นได้อย่างแข็งแกร่ง ส่วน เอเมอร์สัน ถือว่า ดีเสมอต้นเสมอปลาย

นักเตะเหล่านี้ แน่นอนครับว่าในหลายด้านย่อมสู้นักเตะที่มีประสบการณ์เหนือกว่าไม่ได้ แต่พวกเขาก็ดูดีและมีความหวังทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อมีพี่ๆ อย่าง เอ็นโกโล ก็องเต, จอร์จินโญ, โอลิวิเยร์ ชิรูด์ หรือ เซซาร์ อัซปิลิเกวตา ประคอง

ขณะที่ พูลิซิช ที่ไม่ใช่เยาวชนของทีม แต่ก็เป็นดาวรุ่งระดับท็อปของวงการ ก็แสดงให้เห็นว่าทำไมเขาถึงเป็นที่หมายปองของทีมใหญ่มากมาย

เช่นกันกับ แฟรงค์ แลมพาร์ด ที่อาจจะเสียเหลี่ยมไปบ้างในเกมแรก แต่เมื่อแกนหลักกลับมา และบทเรียนจากเกมที่แพ้ยับมา ก็ทำให้เขารีบแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็ว และทำให้ทีมแชมป์ยุโรปอย่างลิเวอร์พูล เกือบเอาตัวไม่รอด

เอาเข้าจริงเชลซี ชนะคะแนนในเกมด้วยซ้ำไป ด้วยแท็คติกการเล่นที่รัดกุม เล่นงานจุดอ่อนคู่ต่อสู้ได้ อย่างน่าดูชม เพียงแต่ในเกมฟุตบอลไม่มีการให้ชนะคะแนนเท่านั้น

จากสิ่งที่เห็น ผมเชื่อว่า เชลซี ภายใต้การนำของ แลมพาร์ด ไม่ใช่ทีมที่แล้งไร้ซึ่งความหวัง

ในทางตรงกันข้าม ผมคิดว่าพวกเขามีความหวังอยู่พอสมควร

ไม่ใช่ความหวังในรูปแบบเดิมๆ หากแต่เป็น “ความหวังใหม่” ที่น่าจับตามอง

อาจจะต้องใช้เวลาบ้าง เจ็บปวดระหว่างทางบ้าง ล้มเพื่อเรียนรู้บ้าง

แต่มันชวนให้ใคร่รู้ว่า พวกเขาจะไปได้ไกลถึงไหนกัน


RELATED POSTS

Thought

มองแบบ “หงส์” และคิดแบบ “ผี”

ไข่มุกดำ

อีกประเด็นที่ผมสนใจหลังแมตช์ “แดงเดือด 16.12.18” คือ ลิเวอร์พูล เก่ง หรือ แมนฯยูไนเต็ด แย่?

Story

World Cup Diary: เรื่องราวที่คุณไม่ควรพลาดใน Day 8

SPORTDesk. Team

เทรนด์รักโลก รักสนาม ระความสะอาด กำลังมา ล่าสุด แฟนซาอุดิ อาระเบีย เป็นอีกชาติ ที่ช่วยทำความสะอาดสนามหลังเกมเมื่อวานนี้ กับสเปนด้วยอีกทีม

Story

เอเมรี่รอดโทษแบนจากกรณีเตะขวดน้ำโดนแฟนบอล

SPORTDesk. Team

ควันหลงจากศึกพรีเมียร์ลีกช่วงปลายปี ในวันบ็อกซิ่งเดย์ 26 ธันวาคม ซึ่งอาร์เซน่อลบุกไปเสมอไบรท์ตัน 1-1 โดยระหว่างเกม มีอยู่จังหวะหนึ่งซึ่งอูไน เอเมรี่ กุนซือาร์เซน่อลไม่พอใจผลงานเพลงแข้งของลูกทีมปืนใหญ่ และระเบิดระบายอารมณ์โกรธาด้วยการเตะขวดน้ำเข้าจังเบอร์ และซ้ำร้ายไปกว่านั้น ขวดน้ำใบนั้นดันไปถูกแฟนบอลที่เกาะขอบสนามแบบริงไซด์อยู่เสียด้วย…