เรื่องราวเหมือนฝันของสาวร้านกาแฟขาแรงที่วิ่งแซงไปมาราธอนในโอลิมปิก 2020

มอลลี เซย์เดล
3 March 2020
125 VIEWS

ไฮไลท์ของการวิ่งคัดตัวในการวิ่งมาราธอน โอลิมปิก 2020 ที่แอตแลนตา มลรัฐจอร์เจีย เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ไฮไลท์ก่อนการแข่งขันจบลงทุกคนจะพูดเหมือนกันคือการปล่อยเปิดตัวล็อตแรกของรองเท้า ไนกี อัลฟาฟลาย รุ่นใหม่ที่มีขายให้ผมผ่านเวลาควอลิฟายด์เท่านั้น แต่เมื่อหลังจากการแข่งขันจบลง กลับมีสาวน้อยคนหนึ่งมาแย่งซีน และกลายเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์ของงานไปเสียอย่างนั้น และชื่อของเธอคือ มอลลี เซย์เดล

หากเอ่ยชื่อ มอลลี เซย์เดล ก่อนหน้าวันอาทิตย์ที่ผ่านมา คงไม่มีใครรู้จักชื่อของเธอ แต่หลังจากการคัดตัวนักกีฬาวิ่ง มาราธอน เพื่อไปลุย โอลิมปิก โตเกียว 2020 ของสหรัฐอเมริกา ที่สนามแอตแลนตา ชื่อของเธอกลายเป็นเรื่องราวโด่งดัง และเป็นที่พูดถึงกันในวงกว้าง โดยเฉพาะวงการวิ่งทั่วโลก เพราะเธอเป็น “ใครก็ไม่รู้” ที่ก้าวขึ้นมาคว้าโควตาโอลิมปิกได้อย่างมาน่าเชื่อ

ซ้อมเช้า ทำ 2 งาน แต่ผ่านการคัดเลือก

เมื่อเทียบกับตัวเต็งคนอื่นอย่าง อลิไพน์ ทูเลียมุก หรือ แซลลี คิปเยโก แล้ว ชีวิตของ มอลลี เซย์เดล คือชีวิตของคนธรรมดาอย่างไม่ต้องสงสัย แม้เธอจะมีโค้ชส่วนตัวเหมือนนักวิ่งทั่วไป แต่ เซย์เดล ไม่ได้มีชีวิตแบบนักกีฬาอาชีพเหมือนคนอื่น ๆ เธออยู่อพาร์ตเมนต์เล็ก ๆ ในบอสตัน ที่ต้องแชร์ห้องกับน้องสาว และในแต่ละวัน เธอต้องออกไปทำงานเหมือนคนทั่ว ๆ ไป หากแต่ต่างจากคนอื่น ๆ ตรงที่เธอต้องซ้อมเท่านั้น

วันแต่ละวันของหญิงสาววัย 25 ปี เริ่มจากการตื่นนอนมาซ้อมตามโปรแกรม จอน กรีน โค้ชของเธอวางไว้ให้ตอนเช้า ท่ามกลางสภาพอากาศที่เรียกได้ว่าโหดร้ายของเมืองหลวงแห่งมลรัฐแมสซาซูเส็ตส์ ก่อนที่เธอจะกลับบ้านอาบน้ำ และออกไปทำงานประจำของเธอ ซึ่งมีทั้งงานในร้านกาแฟ และงานดูแลเด็ก ๆ

“ฉันจะต้องตื่นนอนมาซ้อมตามโปรแกรม กลับห้อง และออกไปทำงานสัก สอง-สามชั่วโมงที่ร้านกาแฟ หรือ ดูแลเด็กทารก หลังจากนั้นจะกลับมาวิ่งต่อในช่วงเย็น” อันดับที่ 2 ของการแข่งขันที่แอตแลนตา กล่าว

“แต่ฉันคิดว่า มันอาจจะมีอะไรเปลี่ยนไปเล็กน้อย เมื่อฉันกลับไปที่บอสตันอีกครั้งหลังจากนี้

“ฉันเคยบอกพวกเขา (ร้านกาแฟที่เธอทำงาน) ว่าฉันกำลังพยายามเพื่อคัดตัวไปโอลิมปิก และพวกเขาก็ตื่นเต้น แต่ พวกเขาก็บอกว่า ‘เธอเป็นพวกเนิร์ดที่จะไปวิ่งเนี่ยนะ’”

มาราธอนแรกที่ประสบความสำเร็จ

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ แม้ เซย์เดล จะพยายามเพื่อคัดตัวไปโอลิมปิกในครั้งนี้ แต่สนามแอตแลนตานี้ คือสนามแรกที่เธอลงมาวื่งในระยะมาราธอน 42.195 กิโลเมตร โดยก่อนหน้านี้ แม้เธอจะเป็นนักกีฬาฝีมือดีในระดับ NCAA แต่เธอก็วิ่งแค่ระยะ 5,000 และ 10,000 เมตรมาก่อนเท่านั้น

ดีกรีของเธอในสมัยที่ยังเป็นนักศึกษา เรียกได้ว่าไม่ธรรมดา เธอคว้าแชมป์ทั้งรายการ ฟุต ล็อกเกอร์ ครอสคันทรี แชมเปี้ยนชิพ ในปี 2011 และ คว้าแชมป์ของ NCAA ได้ 4 รายการ นอกจากนี้ เธอยังสามารถผ่านการควอร์ลิฟายด์ไปโอลิมปิก ในระยะ ฮาล์ฟ มาราธอน ก่อนหน้านี้ ในการคัดตัวที่ ซาน อันโตนิโอ เดือน ธันวาคมด้วย

เธอเปิดเผยว่า เธอได้รับกำลังใจจากครอบครัว ในช่วง 11 กิโลเมตรแรกที่พวกเขามาดัก ไฮไฟว์ เธอระหว่างทาง และหลังจากนั้นเธอก็เหมือนมีกำลังใจเต็มเปี่ยม ตามสถิติระบุว่า เธอเหมือนแรงตกลงไปเล้กน้อยตอนกิโลเมตรที่ 21 แต่เธอกลับมาคงเพซที่เธอต้องการได้อีกครั้ง

เซย์เดล เข้าเส้นชัยในระยะ มาราธอน ที่แอตแลนตา ด้วยเวลา 2 นาที 27 นาที 31 วินาที เธอแพ้ต่อ อลิไพน์ ทูเลียมุก ไปเพียง 8 วินาที และเอาชนะ แซลลี คิปเยโก ที่เป็นหนึ่งในตัวเต็งไปกว่า 1 นาที ซึ่งนั้นเพียงพอทำให้เธอผ่านการคัดเลือกไปสู่โอลิมปิกได้อย่างไม่ยากเย็น

“ฉันไม่รู้ว่าตอนนี้มันเกิดอะไรขึ้น” เธอตอบได้แค่นี้หลังเข้าเส้นชัยเป็นอันดับที่ 2

นักกีฬามือดี แต่มีปัญหาบาดเจ็บ

สมัยที่เธอเรียนอยู่ เธอเป็นนักกีฬากรีฑาระยะกลางที่มีชื่อเสียงพอสมควร เธอทำสถิติได้ดี และได้เข้าเรียนในคอลเลจมีชื่ออย่าง นอตเตรอะเดม ด้วยโควตานักกีฬา เธอสร้างชื่อใน NCAA ในระยะ 5,000 และ 10,000 เมตรอย่างที่ได้เรียนไปก่อนหน้านี้ แต่ที่ยังไม่ได้บอกคือ เธอมีปัญหาจากอาการบาดเจ็บถึง 2 ครั้ง

โดยในปี 2018 เธอมีปัญหาที่บริเวณกระดุกเชิงกราน ซึ่งเป็นปัญหาที่หนักมาก ทำให้เธอต้องใช้ไม้ค้ำในการเดินไปร่วมเดือนกว่าจะหาย และกลับมาวิ่งได้อีกครั้ง ขณะที่อีกครั้ง เธอมีปัญหาความผิดปกติในการรับประธานอาหาร ซึ่งมันนำความยุ่งยากมาสู่ชีวิตเธอในระยะยาวหลังจากนั้น

อย่างไรก็ตาม เซย์เดล ก็ต่อสู้กับอาการบาดเจ็บได้อย่างดี แต่จากการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นก็ทำให้หลายฝ่ายมองข้ามผลงานที่เธอเคยทำไว้ และทำให้ชื่อของเธอหลุดออกจากวงการกรีฑาไปช่วงระยะหนึ่ง จนกระทั่งในปีนี้ ที่เธอกลับมาเป็นที่จดจำอีกครั้ง และน่าจะเป็นที่จดจำมากกว่าครั้งไหน ๆ ด้วย 

ชีวิตใหม่ไปโอลิมปิก

การคว้ารางวัลอันดับที่ 2 ในการคัดเลือกโอลิมปิก ที่ แอตแลนตา ในครั้งนี้ น่าจะทำให้ชีวิตของ เซย์เดล เปลี่ยนไปพอสมควร เพราะเงินรางวัลที่ได้มีมูลค่าสูงถึง 65,000 ดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 2 ล้าน 5 หมื่นบาท จะช่วยให้เธอไม่ต้องทำงานและมีสมาธิในการฝึกซ้อมไปจนถึงโอลิมปิกได้ไม่ยาก

แต่ โอลิมปิก กับ การคัดตัวโอลิมปิกนั้นต่างกัน การที่เธอจะได้เหรียญ หรือ ท็อป 3 ในทัวร์นาเมนต์ที่โตเกียวนั้นต่างออกไป เพราะเธอต้องเผชิญหน้ากับนักวิ่งระดับโลก อย่าง บริจิด คอสกี หรือ รูธ เชปเงติช จาก เคนย่า รวมไปถึง เวิร์กเนธ เดเกฟา และ โรซา เดเรยา รวมถึง อัซเมรา แอบเรฮา มหาอำนาจจาก เอธิโอเปียด้วย

อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ณ วันนี้ ชีวิตของ มอลลี เซย์เดล น่าจะเปลี่ยนจากนักวิ่ง โนเนม ก่อนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา เป็นนักวิ่งที่หลายคนจับตามอง และชีวิตใหม่ของเธอจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป