“เป๊ป” ในชัยชนะของฟุตบอลที่สวยงาม

11 June 2018
141 VIEWS

1.

เห็น แมนฯซิตี้ คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก หนที่ 3 ในรอบ 7 ปีหลัง และเป็นแชมป์ลีกสูงสุดสมัยที่ 7 จาก 9 ซีซั่นคุม 3 ทีมยุโรปชั้นนำของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา แล้วทำให้อดนึกถึงทีมชาติสเปนตอนคว้าแชมป์ “เมเจอร์” หนที่ 2 ผ่านศึก “ยุโร 2008” ก่อนจะตามมาด้วยแชมป์โลก 2010 และยูโร 2012 ไม่ได้ครับ

นั่นคือ การมีโอกาสได้ยลความ “สวยงาม” ประสานนำมาซึ่งความ “สำเร็จ” อันเป็น 2 องค์ประกอบที่ไปได้ยากยิ่งในเกมฟุตบอล

เพราะโดยมากแล้ว กุนซือต้องเลือกระหว่าง “ผลงาน” กับ “ความงาม” แล้วแจกแจงเสริมว่า หากผลงานดีแล้ว ฟุตบอลที่สวยงามจะตามมาเอง

ดังนั้น แม้ใจจะ “อยาก” สักเพียงใด แต่สุดท้ายแล้ว โค้ชลูกหนังก็มักต้องจำใจเลือกเล่นฟุตบอลที่มีประสิทธิภาพมากกว่าจะเล่นฟุตบอลเอนเตอร์เทน ตื่นตา ตื่นใจ แต่มี “ความเสี่ยง”

ยังจำได้ถึงทีมกังหันลม เนเธอร์แลนด์ กับ “total football” นำทัพโดย โยฮ้น ครอยฟ์ ที่ได้แค่รองแชมป์โลก 1974 และ 1978 แบบน่าเสียดาย

หรือทีมชาติบราซิลในชุดบอลโลก 1982 ที่มีทั้ง ซิโก้, โซคราเตส, ฟัลเกา, จูเนียร์ ฯลฯ แต่ต้องพลาดท่าเสียทีให้กับจอมโหด (ยุคนั้น) อิตาลี ที่ต่อมาก้าวไปเป็นแชมป์โลก ณ เวิลด์คัพ “วีว่า เอสปันญ่า” แผ่นดินสเปน

จนที่สุดแม้กระทั่ง “บราซิล” ยังต้องยอมปรับตัวเองใช้อดีตมิดฟิลด์ตัวรับ คาร์ลอส ดุงก้า มาคุมทีมชาติ และปรับมาเล่นระบบกองหลัง 3 คน และมี 2 มิดฟิลด์ตัวรับเพื่อเน้นเซฟตี้เฟิร์สก่อนมุ่งหน้าสู่ความสำเร็จ โดยยอม “ชดเชย” ทิ้งความสวยงามไปบ้าง

ผลงานก็คือ แชมป์โลก 1994 ครับ

อย่างไรก็ดี ชาวโลกก็ไม่ได้สิ้นไร้ไม้ตอกเสียทีเดียว เพราะจะว่าไปแล้ว ฝรั่งเศส ยุค ซิเนอดีน ซีดาน ที่คว้าแชมป์โลกในถิ่นตัวเอง 1998 ต่อด้วย “ยูโร 2000” ก็ไม่ได้ถึงกับเล่นขี้เหร่นัก รวมถึง บราซิล ในบอลโลก 2002 ของโรนัลโด้

ทว่า เอาหลัก ๆ แล้ว ฝรั่งเศส, ทีมชาติ หรือทีมสโมสรฟุตบอลยุคดังกล่าวต่างก็ไม่ได้ “สถาปนา” ตัวเองแบบชัดเจนว่าเป็นฟุตบอลสวยงาม

ที่จะมี “นิยาม” ความงามอย่างน้อย ๆ 3 ประการนั่นคือ สร้างเกมจากแดนหลัง, เน้นครอบครองบอล และชอบขึงพรืดคู่แข่งให้จมอยู่แดนตัวเองด้วยการ “เพรสซิ่ง” แนวบน

เว้นเสียแต่ บาร์ซ่า และบาเยิร์นฯ ของ “เป๊ป” เองในยุคที่เค้าคุมอยู่ และนำ “ปรัชญา” ลูกหนังที่ตนเองสะสมไว้นับจากเริ่มเป็นเด็กฝึกหัด 13 ขวบใน “ลา มาเซีย” จนแขวนสตั๊ด 2006 กับหลายสุดยอดกุนซือในยุค 90s มาปรับใช้

เฉพาะอย่างยิ่ง 2 กุนซือดัตช์ โยฮัน ครอยฟฟ์ และหลุยส์ ฟาน ฮัล ที่รายแรก “เป๊ป” เทิดทูนแล้วรักจะสอบถาม หาบทสนทนาฟุตบอลร่วมด้วย หรือรายหลังที่มาสานต่อแนวทาง ครอยฟฟ์ใน “บาร์ซ่า” ก็ถึงกับแต่งตั้ง “เป๊ป” ให้เป็นกัปตันทีมด้วยซ้ำ!

ทำไมฟุตบอลต้องเล่นแบบนี้ แบบนั้น!? ทำไมเล่นอย่างนี้ไม่ได้? คำถามเหมือนจะ out of the box แต่ทว่านั่นแหละคือ จุดเริ่มต้นสำคัญของกุนซือรายนี้

ที่เริ่มจากการเป็นนักเตะที่ไม่ได้มีความเร็ว, กระโดดไม่สูง, เลี้ยงบอลไม่เก่ง

แต่มี “สมอง” ปราดเปรื่อง อ่านบอลชาญฉลาด และรวมเร็ว ล้ำหน้าทุกคนบนโลกา

2.
การมี “คุณพ่อ” บาเลนติ กวาร์ดิโอลา เป็นช่างก่ออิฐ (Bricklayer) และมาจากครอบครัวชนชั้นทำงานถูกมองว่า เป็น “รากฐาน” ของความละเมียด ละเอียดอ่อน และต่อสู้ในการทำงานหนัก

หากมีโอกาสได้ “เสิร์ช” ชมคลิปการฝึกซ้อมภาคสนามของ “เป๊ป” ที่มีตาม YouTube จะได้เห็นการลงรายละเอียดการซ้อมชนิดถึงแก่น

“เป๊ป” พร้อมจะบอก จะหยุดการซ้อมตลอด เมื่อเห็นช่องว่างความผิดพลาด และสามารถชี้แจงนักเตะระดับโลกไม่ว่าใครก็ตามให้ปฏิบัติตามทฤษฎีฟุตบอลของเค้า
ทั้งการรับ-ส่ง, ยืนตำแหน่ง, เคลื่อนที่ขณะมี/ไม่มีบอล อันเป็นปรัชญาพื้นฐานของฟุตบอลสไตล์เป๊ป

โจนาธาน วิลสัน คอลัมนิสต์ “เดอะ การ์เดี้ยน” ได้เคยอธิบายถึงตารางเล็ก ๆ ในสนามฟุตบอลที่สามารถแบ่งได้เป็น 20 ช่องว่ามีความสำคัญอย่างไร? ช่องไหนสำคัญที่สุด? และผู้เล่นแต่ละคนต้องทำอย่างไรเมื่อลูกบอลเคลื่อนที่ไปในแต่ละช่อง? (มีตัวซัพพอร์ตคนมีบอลอย่างน้อย 2 คน)

แน่นอน บทเรียนซีซั่นแรกทำให้ซีซั่นนี้ ซิตี้ “เจาะบอล” เข้าแนวลึก หรือตรง ๆ เข้าหน้ากรอบเขตโทษน้อยลง และน้อยกว่าสมัยการคุมทีมในสเปน และเยอรมัน

บอลจะออกด้านข้างไปที่ เลอรอย ซาเน่ หรือตัวริมเส้นอย่าง ราฮีม สเตอร์ลิง มากขึ้นโดยมีตัวขับเคลื่อน เดวิน เดอ บรอย, ดาวิด ซิลบา, อิลคาย กุนโดกัน ซัพพอร์ต

ในส่วนการลงรายละเอียด ไคล์น วอล์คเกอร์ อธิบายถึงขั้น การจับบอลควรจะจับด้วยเท้าไหน (อาจไม่ใช่ข้างถนัด) เพื่อจะได้มีเวลากับบอล และไปต่อได้ดีกว่า เช่น ตัวเค้าถนัดขวา แต่ก็ไม่จำเป็นต้องจับบอลด้วยเท้าข้างถนัด หากว่าการจับด้วยซ้าย (แม้แรก ๆ จะไม่มั่นใจ) จะช่วยให้สเต็ปต่อไปราบรื่นกว่า

เมื่อรวมกับความสามารถพิเศษในการ “มองทะลุ” คู่แข่งขันผ่านการศึกษา VDO หรือการบรีฟจากทีมงานมาแล้ว

“เป๊ป” จึงสามารถ “จำลอง” สถานการณ์การซ้อมได้แบบชัดเจนโดยรู้ “จุดอ่อน” และจุดแข็ง คู่แข่งแล้วทำได้ทำการซ้อมเสมือนจริง
ชนิดที่ ฮาเบียร์ มาสเคราโน่ กล่าวว่า เค้าลงสนามนัดชิงชนะเลิศ UCL 2011 กับแมนฯยูไนเต็ด โดยที่รู้ทุกอย่างล่วงหน้าหมดแล้วว่าจะต้องเจอกับอะไรบ้าง…หนึ่ง สอง สาม สี่

ซึ่งก็จริงจนนำมาซึ่งชัยชนะแบบ “สอนมวย” 3-1 เหนือลูกทีมเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน คาเวมบลีย์ สเตเดี้ยม

3.
กับฤดูกาลแรกในอังกฤษ 2016/17 ที่ “มือเปล่า” และแกว่งเป็นลูกตุ้มจนเกือบ “เสียมวย” พร้อมถูกตั้งคำถามอย่างหนักหน่วงถึง “สไตล์” การเล่นว่า ไม่เหมาะสมจะนำมาใช้ในอังกฤษ?

หรือ “เข้าใจ” ฟุตบอลอังกฤษแค่ไหน? เข้าใจกรรมการ และการตัดสินใจเพียงใด?
เรียกได้ว่า “คำถาม” มันกึกก้องเต็มหัวกุนซือสแปนิชรายนี้เต็มไปหมด
ไม่ต่างอะไรกับแฟนบอล และบรรดานักวิจารณ์ ที่ต่างตั้งคำถามหนักหน่วงใส่ “เป๊ป” เช่นกัน

“จะต่อบอลจากแดนหลังแบบนี้ได้อย่างไร? มันเสี่ยง!” แค่คำถามนี้ คำถามเดียวก็เหนื่อยแล้ว

อย่างไรก็ดี กุนซือวัย 47 ปี ไม่ลดละความเชื่อมั่นใน “ปรัชญา” ฟุตบอลของตัวเอง เจ้าตัวเติมทัพเน้นเกมรับโดยเฉพาะนายทวาร และแผงหลัง เน้นที่ “ฟูลแบ็ค” จนยอดซื้อผู้เล่นแตะ 450 ล้านปอนด์ตลอด 2 ฤดูกาลกับ 16 นักเตะหากนับที่ ไอเมอร์ริค ลาปอร์เต้ เป็นรายสุดท้าย (ข้อมูล เดลี เทเลกราฟ – ลบไปประมาณ 100 ล้านปอนด์หากนับคนที่ขายออกไป)
ตัวเลขดังกล่าว แม้จะโดน “ค่อนแคะ” อยู่บ้างจากคู่แข่ง อาทิ โจเซ่ มูรินโญ่ (ที่จริง ๆ ตัวเองก็จ่ายไปร่วม 300 ล้านปอนด์ กับแมนฯยูฯ – หักที่ขายจะเหลือ 250 ล้านปอนด์) หรือบรรดานักวิจารณ์ปากกรรไกรว่า “ใช้เงิน”

หรือประสบความสำเร็จได้เพราะ “เม็ดเงิน” และใช้เงินในช่วง 2 ซีซั่นของตัวเองมากกว่า อาทิเช่น อาร์เซน เวนเกอร์ ใช้ 21 ปีกับอาร์เซนอล เสียอีก

ทว่า มันก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า “เป๊ป” ใช้พลังวิตามิน “M” ได้เกิดประโยชน์สูงสุด และสร้างจนทีมได้แชมป์พรีเมียร์ลีกตั้งแต่ยังเหลืออีก 5 นัดจะสิ้นสุดฤดูกาลพร้อม ๆ กับได้ทำลาย และเตรียมทำลาย “สถิติ” ต่าง ๆ มากมาย

เหนือสิ่งอื่นใด กวาร์ดิโอลา ได้ยัง “พัฒนา” นักเตะเดิมที่รับช่วงต่อมาให้เป็นผู้เล่นที่ดีขึ้น อาทิ ราฮีม สเตอร์ลิง, นิโคลัส โอตาเมนดี้ หรือจะว่าไปแล้วก็ทุกคน ไม่ว่าจะ จอน สโตนส์, ดาวิด ซิลวา, เควิน เดอ บรอย, เลรอย ซาเน่, กาเบรียล เฆซุส ฯลฯ ให้ดีขึ้น
เฟอร์นันดินโญ่ ก้าวมาเป็น มิดฟิลด์ holding ball ในรูปตัวเค้าเองสมัยเป็นนักเตะ หรือเป็น แซร์โจ้ บุสเกต์, ฟิลิป ลาห์ม, ชาบี้ อลองโซ่ ที่บาร์ซ่า และบาเยิร์นฯ ตามลำดับ

นิโคลัส โอตาเมนดี้ คือ นักเตะที่มีสถิติผ่านบอลสูงสุดของพรีเมียร์ลีก และพัฒนามิติการเล่นที่หลากหลาย แข็งแกร่งในเกมรับราคา 250 ล้านปอนด์ เฉพาะอย่างยิ่งกับ 3 ฟูลแบ็ค 130 ล้านปอนด์ (ไคล์น วอล์คเกอร์, เบนจามิน เมนดี้ และดานิโล่) ไม่นับรวมนายทวาร เอแดร์สัน (34.7)

แผงหลัง หรือการปรับแนวรับให้มีความสามารถในการสร้างเกมรุกแดนหลังในรูปแบบที่ต้องการคือ ความสำคัญอันดับต้น ๆ ซัมเมอร์ที่ผ่านมาต่อเนื่องถึงการดึงเซนเตอร์ฮาล์ฟ ฝรั่งเศส ไอเมอริค ลาปอร์เต้ ที่มาในช่วงตลาดรอบ 2 ช่วยสร้าง “สมดุล” ฝั่งซ้ายให้ทีมที่เปราะบางเกมรับฤดูกาลเมื่อฤดูกาลที่ผ่านมา

นักเตะที่เคยได้แชมป์พรีเมียร์ลีกที่เหลืออยู่นำโดย แวงซองต์ กอมปานี, ยาย่า ตูเร่, แซร์โจ้ กุน อเกวโร่, เฟอร์นันดินโญ่ ฯลฯ ล้วนมีส่วนร่วมช่วยนำประสบการณ์มาสู่ความสำเร็จครั้งนี้

ขุนพลอื่น ๆ ก็รวมตัวกันเป็นทีมที่ “ศรัทธา” กวาร์ดิโอลา และมั่นใจในรูปแบบวิธีที่กุนซือรายนี้นำมาใช้ผ่านความสำเร็จที่ผ่านมาที่ วอล์คเกอร์ ยอมรับว่า 14 แชมป์ใน 4 ปีกับบาร์ซ่า และ 3 แชมป์บุนเดสลีกา กับบาเยิร์นฯ มีความสำคัญอย่างใหญ่หลวงต่อความเชื่อมั่นของผู้เล่นทุก ๆ คน

โดย ณ วินาทีนี้ แม้ทีมจะมี “สะดุด” อยู่บ้าง และมี “รอยด่าง” เช่น ที่พ่ายหงส์แดง ลิเวอร์พูล ใน UCL หรือโดนคู่ปรับร่วมเมือง แมนฯยูไนเต็ด บุกมาชนะคารัง ขยายช่วงเวลาจะได้แชมป์พรีเมียร์ลีก ออกไป

ทว่า นั่นเป็นเพียงสิ่งที่ โอตาเมนดี้ รู้สึกว่า ทีมยังปรับปรุงได้อีก และมีช่วงเวลาไม่ดีได้เหมือนกัน
แต่เหนือสิ่งอื่นใดแล้ว “เป๊ป” และลูกทีม ก็จะยังเดินหน้าคว้าชัย และความสำเร็จด้วยปรัชญาฟุตบอล “สวยงาม” ของพวกเค้าต่อไป…


สมัคร ทรู วิชั่นส์ แพลทินัม เพื่อเกาะติดพรีเมียร์ลีก และทุกรายการฟุตบอลท้ายซีซั่นวันนี้ แถมฟรี! TV Sharp Aquos 40 นิ้ว ดูสะใจเอชดี 65 ช่อง พร้อมช่องคุณภาพรวมกว่า 150 ช่อง เพียงจ่ายค่าบริการล่วงหน้าในเดือนแรก 6,500 บาท พร้อมติดตั้งฟรีทุกจุด รีบด่วน วันนี้ ถึง 31 พ.ค. หรือจนกว่าของจะหมด ที่ทรูช้อป ทั่วประเทศ


ข้อมูลอ้างอิง:

https://www.bbc.com/sport/football/43789027

https://www.theguardian.com/sport/blog/2013/jan/17/football-tactics-pep-guardiola

https://www.bbc.com/sport/football/43486412

https://www.bbc.com/sport/football/43594849

https://www.bbc.co.uk/programmes/b09z67qv

https://www.theguardian.com/football/video/2018/apr/15/how-pep-guardiolas-tactics-made-manchester-city-premier-league-champions-video

https://www.telegraph.co.uk/football/2018/04/17/pep-guardiolas-manchester-city-success-result-far-clubs-riches/

https://www.telegraph.co.uk/football/2017/11/17/genius-pep-guardiola-eight-things-spaniard-has-done-make-man/