ความขัดแย้งระหว่างชั้นผู้นำและผู้หนีตาย ที่อาจทำลายพรีเมียร์ลีก

4 May 2020
30 VIEWS

ทุกผลประโยชน์ต้องมีการตกลงร่วมกันเพื่อแบ่งสันปันส่วนผลประโยชน์ดังกล่าวให้ลงตัวที่สุด สิ่งนี้เรียกว่า “การเมือง” และแน่นอนว่าการเมืองมีอยู่ในทุกสถานที่ ตั้งแต่ประเทศ ไปยันที่ทำงานของคุณเอง ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่องค์กรอย่างพรีเมียร์ลีก จะมีเรื่องการตกลงเพื่อผลประโยชน์ร่วมกันอย่าง “การเมือง” เข้ามาเกี่ยวข้อง และบางครั้งมันอาจจะไม่ได้ลงตัวหรือยอมรับได้สำหรับทุกฝ่าย และเรื่องนี้อาจจะส่อแววบานปลายไปจนทำให้การกลับมาของพรีเมียร์ลีกช้าลงไปอีกก็ได้

แน่นอนว่าการกลับมาของพรีเมียร์ลีกเพื่อเตะกันให้ครบทีมละ 38 นัด เป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องการให้เกิดขึ้น เนื่องจากมันเกี่ยวพันกับเงินจำนวนมหาศาลระดับ “พันล้านปอนด์” ที่ทั้งพรีเมียร์ลีก และ สโมสรต่าง ๆ พึงจะได้ แต่เงื่อนไขต่าง ๆ ในการกลับมาเตะนั้น มันยังต้องมีอะไรคุยกันอีกมากมาย ถึงแม้จะไม่นับเงื่อนไขทางความปลอดภัยของสุขภาพจากสภาวะโควิด-19 ที่หลายฝ่ายกำลังหาทางตกลงให้ลงตัว และรอเพียงไฟเขียวจากรัฐบาลเท่านั้น แต่อีกเรื่องที่น่าสนใจคือผลประโยชน์ในการกลับมาเตะกันอีกครั้งระหว่างสโมสรนั้นก็กลายเป็นประเด็นขึ้นมา

มีรายงานว่า 6 สโมสรในพรีเมียร์ลีก ซึ่งเป็น 6 สโมสรจากโซนล่างของตารางทั้ง นอริช ซิตี, แอสตัน วิลลา, บอร์นมัธ, วัตฟอร์ด, เวสต์แฮม ยูไนเต็ด และ ไบรจ์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบียน กำลังเรียกร้องเงื่อนไขบางอย่างในการกลับมาลงสนามกันอีกครั้ง โดยพวกเขาต้องการให้พรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ไม่มีทีมตกชั้นหรือเลื่อนชั้นถึงจะยอมกลับมาลงสนามแข่งขันกันอีก ซึ่งพวกเขากำลังหาทางโน้มน้าวสโมสรอื่น ๆ ให้เห็นชอบกับความคิดนี้ ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นการจะกลับมาเตะกันใหม่อีกครั้งของพรีเมียร์ลีก ไม่น่าจะเป็นเรื่องง่ายอีกต่อไป

สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากการประชุมของบรรดาสโมสรพรีเมียร์ลีก เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ที่มีแนวโน้มจะใช้สนามกลางในการเล่นเกมที่เหลืออีก 92 นัดของฤดูกาลนี้ แต่สโมสรในโซนหนีตกชั้นนำโดย พอล บาร์เบอร์ หัวหน้าผู้บริหารของ ไบรจ์ตัน แอนด์ โฮฟ อัลเบียน ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับนโยบายนี้ผ่านสื่อ เนื่องจากเชื่อว่า การใช้วิธีนี้จะส่งผลเสียหายต่อภาพรวมของการแข่งขัน และสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบต่อทีมใดทีมหนึ่งมากเกินไป ขณะที่ทางสตีฟ ปาริช ประธานของ คริสตัล พาเลช ก็มองว่า วิธีนี้จะส่งผลเสียหายต่อทั้งสังคมและเศรษฐกิจเมื่อฟุตบอลกลับมาเตะ

อย่างไรก็ตาม 6 เสียงของบรรดาทีมจากโซนล่างนั้นยังไม่พอ พวกเขาต้องการอีกอย่างน้อย 1 เสียง เพื่อคัดค้านมติการใช้สนามกลางไม่ให้เกิดขึ้นในการลงมติโหวตเพื่อตัดสินรายละเอียดการลงสนามหลังจากนี้ เนื่องจากพรีเมียร์ลีก มีกฎว่าต้องมีเสียงสนับสนุน 2 ใน 3 หรือมากกว่า 14 เสียงขึ้นไปในการโหวตผ่านความเห็นอะไรสักอย่าง ดังนั้นเสียงคัดค้าน 6 เสียงในตอนนี้ของพวกเขายังถือว่าน้อยเกินไป และไม่พอที่จะคัดค้านในเรื่องการใช้สนามกลางในตอนนี้

ในทางกลับกัน สโมสรใหญ่ระดับ บิ๊ก 6 อันประกอบด้วย ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ซิตี, เชลซี, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, อาร์เซนอล และ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ ก็พยายามรักษาในการล็อบบี้เสียงโหวตทั้งหมดยกเว้นจาก 6 สโมสรโซนล่างไว้ให้ได้ เพื่อที่จะให้ผลโหวตให้การมีการกลับมาเล่นในพรีเมียร์ลีกในสนามกลางได้ตามที่วางแผนเอาไว้ และให้มีทีมตกชั้นตามปกติด้วย

ว่ากันว่าสาเหตุที่สโมสรในโซนล่างเลือกที่จะมาต่อรองกับสโมสรอื่น ๆ เรื่องการไม่ให้ทีมตกชั้น เป็นผลพวงมาจากการกำเนิดของ “แพลนบี” ที่มีการพูดถึงในสัปดาห์ก่อน โดย “แพลนบี” ที่ว่าเป็นแผนที่พรีเมียร์ลีกจะงัดออกมาใช้ในกรณีที่ฟุตบอลไม่สามารถเตะกันต่อในฤดูกาลนี้ได้ และต้องยกเลิกฤดูกาลไป โดยหนึ่งในข้อมูลที่น่าสนใจจากแผนดังกล่าวคือการไม่ให้มีทีมตกชั้น และให้ทีมที่ขึ้นชั้นมาจาก เดอะ แชมเปียนชิพ เล่นรวมกันในฤดูกาลหน้าเป็น 23 ทีม และจะเล่นกันทั้งหมด 44 นัด ทั้งฤดูกาล

นั้นจึงเป็นแรงจูงใจให้บรรดา 6 ทีมจากโซนตกชั้นเชื่อว่า พวกเขาสมควรได้รับโอกาสใหม่ในฤดูกาลหน้าในการเล่นได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพราะมองในมุมของบางสโมสร พวกเขาก็อาจจะคิดได้ว่า ฟอร์มที่กำลังมาดี ๆ ของพวกเขาต้องสะดุดลง และไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่าเมื่อพรีเมียร์ลีกกลับไปเตะกันอีกครั้งพวกเขาจะยังเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมจนสามารถรอดตกชั้นได้ ดังนั้นการยื้อไว้ แล้วไปวัดกับการตกชั้น 6 ทีมในฤดูกาลหน้าเป็นตัวเลือกที่ปลอดภัยกว่าอย่างไม่ต้องสงสัย

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งทางการเมืองไม่ว่าองค์กรใด ๆ ล้วนเป็นเพราะเรื่องผลประโยชน์ทั้งนั้น ไม่แต่ว่าตลอดสัปดาห์นี้จนกระทั้งการประชุมวันศุกร์ที่กำลังจะมาถึง อาจจะมีการตกลงกันใหม่เรื่องผลประโยชน์ที่ไม่ลงตัวในคราวนี้ แล้วทุกฝ่ายก็อาจจะแฮปปี้กับข้อตกลงที่ว่าก็ได้

ในทางกลับกันมันก็มีโอกาสไม่น้อยเลยที่พวกเขาจะตกลงผลประโยชน์กันไม่ลงตัว และเรื่องนี้ต้องไปจบที่การ ล็อบบี้สโมสรอื่น ๆ ให้มาเข้าพวกด้วย ซึ่งถ้าเป็นกรณีนี้เราก็คงทำได้แค่รอดูผลการประชุมว่าจะออกมาเป็นอย่างไรเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม การกลับมาเริ่มต้นพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง อาจจะต้องใช้ความร่วมมือและความเสียสละมากกว่าที่เห็น ซึ่งการเสียสละตรงนี้ มันอาจจะหมายถึงการเสียประโยชน์อะไรบางอย่างไปเช่นกัน แต่คำถามคือ ในสภาวะที่ทุกคนเสียหายแบบนี้ จะมีใครที่ยอมเสียประโยชน์จริง ๆ หรือ?