เสือตัวที่ 5

17 January 2019
459 VIEWS

นอกจาก 4 ทหารเสือต่างแดน: มุ้ย, เจ, อุ้ม และตอง แล้ว อีกชื่อหนึ่งที่โผล่มาเสมอ ๆ เสมือนเป็นเสือตัวที่ 5 ก็คือ “นิว” ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ เฉพาะอย่างยิ่งนับจากกลับมาติดทีมชาติชุดใหญ่อีกครั้งอย่างต่อเนื่องในยุค มิโลวาน ราเยวัช

เรียกได้ว่า “เจ้านิว” คือ กำลังสำคัญ และเป็น “ตัวหลัก” ของกุนซือเซอร์เบียหลังจากหลุดทีมชาติ “ช้างศึก” ไปตั้งแต่ ม.ค.2559 ในชุดปรีโอลิมปิก แมตช์ยิงจุดโทษพลาดชนคาน และแพ้ญี่ปุ่น 0-4 อันทำให้เกิดกระแสลบมากมาย และเจ้าตัวก็ไม่ได้รับโอกาสในนามทีมชาติยุค ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง อีก

การไม่ได้เล่นทีมชาติช่วงปี 2559 ถึงไตรมาสที่ 2 ของปี 2560 ที่กุนซือราเยวัชเข้ามาเป็นผลมาจากฟอร์มการเล่นที่ตกลงไปจากความ “มั่นใจ” ถดถอยจากแมตช์ญี่ปุ่นดังกล่าว และสภาพร่างกายที่ไม่เอื้อกับรูปแบบการเล่นของฐิติพันธ์เช่นกัน

ดาวเตะวัย 25 ปีเป็นมิดฟิลด์สไตล์ box-to-box หรือกรอบเขตโทษตัวเอง ถึงกรอบเขตโทษฝั่งตรงข้ามซึ่งต้องใช้พละกำลังมหาศาล

ประกอบกับความ “ดุดัน” หรือ aggressive play ทั้งแย่งบอล ตัดบอล ร่วมถึงความกล้าในการเข้าปะทะต่าง ๆ ทำให้สภาพร่างกายของนักเตะ “คุณสมบัติ” แบบนี้ต้องเกิน 100% จริง ๆ

“ผมได้ขอให้ (อเล็กซานเดร) กามา เสริมโปรแกรมพิเศษเติมความแข็งแกร่งให้ร่างกายที่วิ่งมีหมดไม่เต็ม 90 นาทีตอนปรีซีซั่น 2560 กับเชียงราย จากนั้นก็รอคอยโอกาสกลับมาติดทีมชาติอีกกระทั่งประเดิมสนามด้วยแฮตทริกดับซูเปอร์พาวเวอร์ ชื่อของผมก็ถูกเรียกกลับมาติดทีมชาติของราเยวัชอีกครั้ง”

ข้อความข้างต้นแสดงถึงความมุ่งมั่นของ “นิว” ที่เคยผ่านทั้งช่วงเวลาผ่าตัดเอ็นไขว้หน้าเข่าซ้ายฉีกขณะกำลังขึ้นมารุ่ง ๆ กับเอสซีจี เมืองทอง หรือย้ายไปแล้วไม่ค่อยเปรี้ยงในช่วงต้นกับ เชียงราย ยูไนเต็ด จนแอบมีรายงานว่า “พ่อเด๋อ” ไพโรจน์ พ่วงจันทร์ ต้องบินไปคุยกับโค้ชโจ ธีระศักดิ์ โพธิ์อ้น กุนซือกว่างโซ้ง ในตอนนั้นเพื่อร่วมหารือถึงตำแหน่ง และแนวทางการเล่นของลูกชายกับทีม

เหมือนที่พ่อคอยแนะนำ ดูแล และสนับสนุนลูกชายหัวแก้วหัวแหวนรายนี้มาตั้งวัยเยาว์

เรียกได้ว่า ชีวิต ของฐิติพันธ์ ผ่านประสบการณ์แย่ ๆ ทั้งบาดเจ็บหนักครึ่งปีค่อนปี, ถูกกระแสสังคมฟุตบอลกระหน่ำ หรือฟอร์มตกต่ำมาแล้วก่อนจะมาถึงวันนี้ที่ “ภาพฉาย” ทุกอย่างชัดเจนมากขึ้น

1.เสือตัวที่ 5 ในนาม “ช้างศึก” หรือดีที่สุดที่ไม่ใช่ตัวค้าแข้งต่างแดน ณ ตอนนี้, 2.เป็นตัวหลักสำคัญของ บีจี ปทุม และมีข่าวเตรียมบรรลุข้อตกลงกับทีมน้องใหม่ J1 โออิตะ ทรินิตะ, 3.มีครอบครัวที่อบอุ่น สนับสนุน และลงตัว

ฉะนั้น หลังผ่าน “เบญจเพศ” มาเมื่อ 1 ก.ย.ที่ผ่านมา ช่วงเวลา “ค้าแข้ง” นับจากนี้ต่อไปจึงถือว่า เตรียมเข้าสู่ช่วง “พีค” หรือช่วงเวลาที่ดีที่สุด (27-29 ปี)

เชื่อได้ว่า เราน่าจะได้เห็น “พลังไดนาโม” จากธิติพันธ์ไปอีก 3-5 ปีไม่ต่างอะไรกับ สตีเวน เจอร์ราร์ด ในช่วงฟอร์มขึ้นจุดสูงสุด

ถัดจากนั้นหลังวัยเข้าเลข 3 สไตล์อาจปรับเป็นตัว holding ball ได้ซึ่งก็คงทำได้ไม่ยากอีกอย่างน้อย 3 ปีกับผู้เล่นที่พร้อมในแง่เทคนิค ทักษะ และความชาญฉลาด

รวมความแล้วประมาณ 8 ปีนับจากนี้ที่แฟนบอลไทยจะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับเส้นทางการ “เติบโต” ของฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์ 
หนึ่งใน “ทหารเสือ” นักเตะช้างศึก ทีมชาติไทย และซูเปอร์สตาร์ในศึกเอเชียน คัพ 2019 ครั้งนี้

ปล.ร่วมแสดงความคิดเห็นถึง “เจ้านิว” และทีมชาติไทยกันได้ตามอัชฌาสัยครับ