5 สิ่งที่ได้เห็นจากเกม ‘ไทย vs คองโก’

ทีมชาติไทย
10 October 2019
262 VIEWS

มาถึงเกมที่ 3 ภายใต้การนำของอะกิระ นิชิโนะ แต่เป็นเกมอุ่นเครื่องนัดแรกที่กุนซือชาวญี่ปุ่นจะได้ทดลองวิทยาศาสตร์เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมขั้นสุดท้ายก่อนเกมฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในวันที่ 15 ต.ค. โดยมีคู่มือคือทีมชาติสาธารณรัฐคองโก หรือคองโก-บราซซาวิลล์

คองโกทีมนี้เป็นคนละทีมกับดีอาร์ คองโกครับ วัดกันในเชิงลูกหนังแล้วทีมหลังแข็งแกร่งกว่าและมีสตาร์ในยุโรปหลายคนไม่ว่าจะเป็น ยานนิค โบลาซี, ดิเยอแมร์ซี เอ็มโบกานี, กาแอล กากูตา (เด็กเชลซีน่าจะจำได้ดี), หรืออาเธอร์ มาซูอากู กองหลังจากทีม “ขุนค้อน” เวสต์แฮม ยูไนเต็ด 

แต่ก็ไม่ได้แปลว่าคองโก ทีมนี้จะไก่กาอะไรมากมาย อย่างน้อยที่สุดในเวิลด์แรงกิงพวกเขาก็อยู่อันดับที่ 90 ซึ่งมองในเรื่องของระดับฝีเท้าแล้วก็ถือเป็นการสำหรับ “ช้างศึก” ที่จะต่อกรได้อย่างสนุกมือหน่อย ไม่ถึงกับต้องมาอุ่นเครื่องแบบช้ำๆ หรืออุ่นเครื่องแบบไม่ได้อะไรเลย

นิชิโนะซังเอง ก็ไม่ได้ติดขัดอะไรแม้ว่าตอนแรกอยากได้ทีมที่มีสไตล์ใกล้ๆกับยูเออีมากกว่า แต่อย่างน้อยที่สุดก็ดีกว่าไม่มีเกมให้อุ่นเครื่องเลย

ว่าแต่สุดท้ายบทสรุปจาก 90 นาทีซึ่งจบลงด้วยการเสมอกัน 1-1 ที่สนามบีจี สเตเดี้ยม เราได้เห็นอะไร

และทีมชาติไทยได้อะไรบ้างจากเกมนี้?

ประสาคนไม่ถนัดบอลไทยนักแต่อยากเขียนถึงสักหน่อย ขอแบ่งเป็นข้อๆง่ายๆแล้วกันนะครับ 🙂

1. การกลับมาของ ‘เอล มุ้ย’

สิ่งที่ดีงามที่สุดของทีมชาติไทยในเกมนี้คือ 45 นาทีที่มี “เอล มุ้ย” ธีรศิลป์ แดงดา กลับมายืนประจำการในตำแหน่งศูนย์หน้าอีกครั้ง

ย้อนกลับไปใน 2 นัดแรกที่นิชิโนะคุมทัพ สิ่งที่เป็นปัญหาคือในแดนหน้าที่ไม่มีผู้เล่นที่ดีพอจะเป็นหัวหอกของทีมได้ และทำให้เกมรุกดูเหมือนจะขาดอะไรไปบางอย่าง แต่เมื่อธีรศิลป์ ฟิตสมบูรณ์และกลับมารับใช้ทีมชาติไทยได้อีกครั้ง เขาดูจะกลายเป็นฟันเฟืองตัวสำคัญที่หายไป

ความนิ่ง การเก็บบอล การผ่านบอลให้เพื่อน การเคลื่อนที่ในเวลาที่ไม่มีบอล ทำให้เกมรุกของไทยไหลลื่นมาก โดยเฉพาะจังหวะในการเล่นสวนกลับเร็ว การเปลี่ยนจังหวะเกม (transition play) ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญในเกมฟุตบอลสมัยใหม่ทำได้ดีทีเดียว

เราได้เห็นจังหวะที่มุ้ยได้บอล ก่อนจะแทงต่อให้เอกนิษฐ์ ปัญญา ทางกราบซ้ายสวยๆอยู่ 2-3 ครั้ง และอีกหลายครั้งที่ทำให้เกมรุกดูมีอะไรมากกว่าที่ผ่านมา

สำคัญกว่านั้นคือการที่เขายังทำประตูได้ด้วยจากลูกเซ็ตเพลย์

การกลับมาของธีรศิลป์ จึงเป็นข่าวดีที่นิชิโนะซังน่าจะดีใจ

เพราะเหมือนจะแก้โจทย์ได้หนึ่งข้อแล้ว

2. ไอ้หนูดูดี

พี่มุ้ยชนะใจ แต่เหล่าไอ้หนูก็ใช้ได้นะวันนี้

ในครึ่งแรกเอกนิษฐ์ ปัญญา กับศศลักษณ์ ไหประโคน ประจำการริมเส้นคนละฝั่งและถือว่าเล่นใช้ได้ทีเดียว ส่วนตัวผมคิดว่าเอกนิษฐ์ทำได้ดี นิ่งและเนียนกว่าเล็กน้อย แต่ศศลักษณ์ (ซึ่งเห็นหน้าแล้วคิดถึงเพื่อนสมัยเด็กๆชะมัด) เองก็ดูมีความอันตราย กล้าเล่น ขาดเพียงเรื่องของการตัดสินใจที่เข้าใจได้เพราะกระดูกในเวทีทีมชาติระดับนี้ยังไม่มาก

ส่วนในครึ่งหลังเราได้เห็นศุภณัฏฐ์ เหมือนตา ลงมาสัมผัสเกมในบทศูนย์หน้าแทนที่ของธีรศิลป์ ซึ่งแม้จะไม่สามารถทำอะไรได้ไม่ถนัดนัก ไม่ว่าจะด้วยรูปร่างหรือประสบการณ์ แต่จังหวะลากแต่งบอลเข้ามายิงเบียดเสาออกไปในช่วงท้ายเกมก็ดูมี “แวว” อยู่

เช่นกันกับบดินทร์ ผาลา (ที่เห็นแว้บๆแล้วก็นึกถึงกาเบรียล เฮซุส!) ที่ลงมาแทนเอกนิษฐ์ อาจจะเล่นไม่เด่นเท่าเพราะรูปเกมในครึ่งหลังไทยต้องรับมากกว่าครึ่งแรกแต่ก็ทำได้ดีในบางจังหวะเหมือนกัน

ทั้งหมดทั้งมวลใต้ระบบ 4-2-3-1 ของนิชิโนะ ดูเหมือนนิชิโนะจะพอมีออพชั่นในแนวรุกให้สลับใช้งานได้พอสมควร

3. Y. Sarach?

ประสาคนติดบอลนอก ผมยังไม่คุ้นกับการที่ทีมชาติไทยใช้นามสกุลเป็นตัวย่อและต่อด้วยชื่อเหมือนที่ปรากฏบนหลังเสื้อของทีมชาติไทยในวันนี้

เหมือนที่เห็นชื่อของสารัช อยู่เย็น เจ้าของเสื้อหมายเลข 4 ว่า Y.Sarach

นั่นสิทำไมต้องสารัช?

วันนี้สารัช ก็แสดงให้เห็นอีกครั้งครับว่าเขาคือกองกลางคนสำคัญของทีมชาติไทยในระบบกองกลางตัวรับคู่หรือ double pivot โดยเฉพาะยามที่ได้จับคู่กับ พิธิวัตต์ สุขจิตธรรมกุล

นอกจากหน้าที่ประจำในการควบคุมเกมแดนกลาง ยังได้เห็นจังหวะการเติมมายิงไกลที่ถึงจะไม่มีสกอร์แต่เป็นการเติมออพชั่นในเกมรุก

เรื่องนี้เป็นเรื่องดีสำหรับไทย เพราะหนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับทีมที่จะมีโอกาสก้าวไปข้างหน้าได้คือการค้นหา “แกน” ของทีมให้ได้โดยเร็วที่สุด

จากที่ได้เห็นมา 3 นัด น่าจะบอกได้เต็มปากว่าสารัช คือหนึ่งในแกนของทีมชุดนี้ ร่วมกับธีรศิลป์ และมานูเอล ทอม เบียร์ ครับ

4. บอลมีทรง 

อีกเรื่องหนึ่งที่น่าจะมีคนเห็นตรงกันคือ 3 นัดภายใต้การนำของนิชิโนะซัง ไทยดูมีทรงดี

ดีจริงหรือไม่?​ ตรงนี้เป็นเรื่องต้องพิสูจน์ในระยะยาวครับ เพียงแต่ที่เห็นคือไทยเล่นกันเป็นระบบ มีระเบียบ มีวิธีการเล่น มีการประสานงาน มีการเล่นเป็นกลุ่ม

วันนี้ถึงจะรักษาสกอร์และคว้าชัยชนะไม่ได้ แต่ในภาพรวมแล้วไม่ขี้เหร่ และก็ชวนให้คิดว่าในเกมหน้ากับยูเออี หรือในเดือนหน้าที่จะพบกับมาเลเซีย และเวียดนาม ไทยจะทำได้ดีกว่านี้อีกหรือไม่

เพราะหากคิดถึงชื่อเสียงกับสไตล์การคุมทีมของอดีตโค้ชทีมชาติญี่ปุ่น ที่เคยสร้างชื่อกับกัมบะ โอซาก้า สิ่งที่เราได้เห็นตอนนี้ยังไม่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เราเคยได้ยิน

จะมีวันที่ไทยจะเล่นในสไตล์ “ดุดัน” แบบนั้นไหม

เราจะเพรสซิ่งได้เร้าใจเหมือนทีมฟุตบอลสมัยใหม่หลายๆทีมบ้างหรือเปล่า?

หรือด้วยศักยภาพผู้เล่นเราแล้วก็ได้ประมาณนี้?

5. J-League Connection

เพราะวันนี้ไทยไม่มีผู้เล่นสำคัญๆหลายคน ตั้งแต่พีรดล ฉ่ำรัศมี, ทริสตอง โด, พรรษา เหมวิบูลย์, นฤบดินรทร์ วีรวัฒโนดม จนถึงสตาร์คนล่าสุดอย่าง “เชค” สุภโชค สารชาติ 

แต่ที่น่าคิดมากหน่อยคือการขาดหายไปของนักเตะที่เป็นสตาร์ของทีมซึ่งเป็นกลุ่มที่ค้าแข้งในเจลีกอย่าง ฐิติพันธ์ พ่วงจันทร์, ชนาธิป สรงกระสินธ์ และที่พลาดการลงเล่นแบบน่าเสียดายคือ ธีราทร บุญมาทัน ซึ่งฟอร์มการเล่นในระยะหลังร้อนแรงมากแต่มีอาการบาดเจ็บระหว่างการวอร์มจนลงสนามไม่ไหว

คำถามคือนิชิโนะจะหาวิธีใช้งานนักเตะเหล่านี้ได้ดีมากน้อยแค่ไหนในอนาคต

เรื่องนี้สำคัญและท้าทาย เพราะจากที่เห็นแล้วว่าไทยพอไปกันได้ แม้จะขาดคีย์แมนหลายคน แต่มันจะดีกว่านี้หากคีย์แมนที่มีระดับการเล่นสูงกว่ากลับมาและสามารถผสมผสานกับเพื่อนร่วมทีมได้อย่างลงตัว

ไม่อยากเห็นชนาธิป เป็นเหมือนลิโอเนล เมสซี่ ที่ทำได้ดีเสมอในระดับสโมสรแต่หาที่หาทางของตัวเองไม่เจอในทีมชาติ

ประเด็นนี้อาจมองล่วงหน้าไกลไปหน่อย แต่แค่ดูจากเกมนี้แล้วก็รู้สึกอดคิดตามไม่ได้น่ะครับ

ปลีกย่อยอื่นๆมีเรื่องของฟอร์มของแบ็กสองข้าง กรกช วิริยะอุดมศิริ (ที่ต้องลงแทนอุ้มแบบกระทันหัน) กับนิติพงษ์ เสลานนท์, ฟอร์มของ “กวินทร์บินได้” ในการกลับมาเฝ้าเสาทีมชาติ, เรื่องลูกเซ็ตเพลย์ที่เป็นอาวุธที่ดี (ทั้งใกล้และไกล), เรื่องเสื้อชุดสีขาวที่ดูสวยดี 

และเรื่องป้ายแบนเนอร์ขนาดใหญ่ที่บอกว่าเกมนี้เป็นเกมกระชับมิตรระดับ A ที่ผมไม่ค่อยเข้าใจว่าจะทำป้ายแบบนี้ทำไม หรือแค่นี้ก็เป็นเรื่องที่ภูมิใจได้แล้วสำหรับคนไทย? (อันนี้บ่นส่วนตัว)

รวมๆผมว่าเกมนี้น่าพอใจนะครับ ก็ถือเป็นเกมอุ่นเครื่องที่ดี ได้ทดลองวิทยาศาสตร์ลูกหนังกันพอสมควร ผลการแข่งไม่เลวนัก และไม่มีใครเจ็บเพิ่ม (นอกจากธีราทร) หวังว่านิชิโนะซังจะได้อะไรกลับไปต่อยอดสำหรับเกมกับยูเออี ที่จะลงสนามที่สนามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต เหมือนเดิมในวันที่ 15 ต.ค.นี้

มีอะไรที่มองเห็นจากเกมนี้แล้วอยากแลกเปลี่ยนกับเซียนบอลไทยตัวปลอมความรู้เท่าหางอึ่งอย่างผม แลกเปลี่ยนความรู้และมุมมองกันได้นะครับ ยินดีๆ