5 สิ่งที่เราเรียนรู้หลัง พรีเมียร์ลีก #Matchday8

7 October 2019
1,130 VIEWS

หลังจบพรีเมียร์ลีก เมื่อวานนี้ มีเรื่องราวมากมายให้พูดถึงกันโดยเฉพาะ ชัยชนะของ ลิเวอร์พู ในช่วงท้ายเกม เหนือ เลสเตอร์ ซิตี้, ความพ่ายแพ้ของสองทีมจากเมือง แมนเชสเตอร์ ทั้ง ซิตี้ และ ยูไนเต็ด ที่บอกอะไรเราได้หลายอย่าง

และนี่คือ 5 อย่างที่เราเรียนรู้จากเกมพรีเมียร์ลีก สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

ดวง ก็เป็นฝีมืออย่างหนึ่งสำหรับ ลิเวอร์พูล

มีเสียงจากโซเชียลเน็ตเวิร์ก (ซึ่งไม่น่าจะใช่ “เด็กหงส์”) ค่อนขอดว่า ลิเวอร์พูล คว้า 3 คะแนนได้ “เพราะดวง” หลังได้จุดโทษในช่วงนาทีสุดท้ายของการ ทดเวลาบาดเจ็บ เกมพบกับ เลสเตอร์ ซิตี้ ก่อนที่ เจมส์ “มิลลี” มิลเนอร์ จะยิงเข้าไปอย่าง “โคตรนิ่ง”

ความน่าสนใจของเสียงค่อนขอด กับ เรื่องดวงที่ว่านั่นมันจริงหรือ?

ในจังหวะนั้น ถ้า “หงส์แดง” ไม่เดินหน้าบุกด้วยความมุ่งมั่นหวังจะคว้า 3 แต้มคืนมา ก็คงอาจจะไม่มีดวงที่ไหนบันดาลประตูได้ แต่ก็จริง ที่จังหวะนั้นมีโชคช่วยจากการเข้าบอลไม่คิดหน้าคิดหลังให้ดี ทั้งที่มีเพื่อนล้อมอยู่เต็มของ มาร์ค อัลไบรจ์ตัน แต่ถ้าต้องให้เครดิตแล้ว เราก็ควรให้เครดิตกับลิเวอร์พูลด้วยจริง ๆ

ดังนั้น ถ้าบอกว่า ลิเวอร์พูล มีด้วยในการเก็บ 3 คะแนนเหนือ เลสเตอร์ ซิตี้ ก็ต้องคิดว่า “ดวง” ที่ว่า มาจากฝีมือส่วนหนึ่งด้วยเหมือนกัน

แผลที่แนวรับ กับ ปัญหาในแนวรุก ของ ซิตี้

ฤดูกาลนี้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ เสียคะแนนไปทั้งหมด 8 แต้ม ซึ่งนั่นคือช่องว่างระหว่างพวกเขากับ ลิเวอร์พูลในตอนนี้ โดยทั้ง 8 แต้มที่พวกเขาเสียไป มาจากการเสมอ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์, พ่าย นอริช ซิตี้ และ พ่าย วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส

ทั้ง 3 นัดที่ว่า มีเรื่องที่คล้ายคลึงกันอยู่ 2 อย่าง คือ 1 พวกเขามีปัญหาในแนวรับ จนโดนเกมโต้กลับเล่นงาน และ 2 คือเกมบุกที่พยายามยังไงก็เจาะแนวรับของคู่แข่งไม่เข้า…เรามาว่ากันทีละเรื่องแบบเร็ว ๆ

ฤดูกาลนี้ เรายังไม่เห็น จอห์น สโตนส์ ยืนคู่กับ อายเมอริค ลาปอร์ต เนื่องจากทั้งสองคนผลัดกันเจ็บ นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญให้ ซิตี้ มีแผลในแนวรับที่รอการโดนเล่นงานจากทีมต่าง ๆ ที่หาจังหวะเจอ และมันน่าจะเป็นแผลแบบนี้ต่อไปจนกว่า “เรือใบสีฟ้า” จะได้ทั้งคู่กลับมา

ส่วนเกมบุก จะสังเกตได้ว่า 2 นัดที่พวกเขาพ่ายต่อทีมที่เป็นรองทั้งต่อ นอริช และ วูล์ฟส์ คู่แข่งตั้งใจลงมารับลึก 7-8 คน และพวกเขาไม่มี เควิน เดอ บรอยน์…นี่เป็นจุดสำคัญ เพราะเมื่อขาดการจ่ายบอลที่แม่นยำของ “เคดีบี” การจะเจาะแนวรับที่มี 6-7 คน ในกรอบเขตโทษก็กลายเป็นเรื่องยาก และผลก็ออกมาแบบที่เห็นกัน

แต่ โชคดียังเป็นของ ซิตี้ อยู่บ้าง ที่พวกเขาจะได้พักรักษาแผล ในช่วงเบรกทีมชาติ และหลังจากนี้เรามาดูกันว่า จุดอ่อนเหล่านี้ จะถูกอุดเรียบร้อยหรือไม่?

แมนฯ ยูไนเต็ด อาจไม่ใช่ทีมที่เรารู้จักต่อไปภายใต้โซลชา

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ออกสตาร์ตย่ำแย่ที่สุดในรอบ 30 ปี ตั้งแต่ฤดูกาล 1989-90 เป็นสถิติที่น่าตกใจ แต่ที่น่าเป็นห่วงกว่าสถิติ คือบอลที่ “ไม่มีอะไร” ของ ยูไนเต็ด ในเกมกับ นิวคาสเซิล เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

หลังเกมมีทั้งกระแส #SaveSolskjaer  (ซึ่งส่วนใหญ่ไม่ได้มาจากแฟนผี) และกระแส #SackSolskjaer (อันนี้แหละ มาจากแฟนผี แม้จะมีบางส่วนไม่เห็นด้วย) แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทั้งรูปเกม และ ผลการแข่งขันที่ออกมาในหลายนัดหลัง แสดงว่า ยูไนเต็ด มีปัญหาจริง ๆ

โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เคยบอกว่า เขาอยากจะทำทีมในทิศทางของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน แต่กระนั้น จะเอามาเทียบกันไม่ได้ ตอนนี้ เขาเริ่มมีอย่างหนึ่งแล้ว ที่เหมือนบรมกุนซือตำนานปีศาจแดง คือการที่เก้าอี้ของเขาร้อน และไม่รู้จะโดนไล่ออกหรือไม่ (ตามข่าวบางกระแสบอกว่า เริ่มถูกกดดันให้ลาออกด้วย)

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่า โชลชา จะอยู่หรือไปในตอนนี้ อาจจะยังไม่ใช่เรื่องที่เรารู้ แต่ที่รู้คือ ภายใต้การทำทีมของเขา ทรงบอลของ แมนฯ ยูไนเต็ด อาจจะไม่ใช่ทรงบอลที่เราคุ้นตากันซักเท่าไหร่ แม้หลายคนอาจจะบอกว่า “มันไม่คุ้นมานานตั้งแต่ยุคเดวิด มอยส์ แล้ว” ก็ตามเถอะ!

การผลิดอกออกผลของเด็ก ๆ “สิงห์บลูส์

ตรงข้ามกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แฟรงก์ แลมพาร์ด ที่พยายามอย่างหนักในการใช้นักเตะดาวรุ่ง ทั้งที่โดน “ปีศาจแดง” ถล่มเละมาในเกมเปิดฤดูกาล ก็เริ่มได้ผลตอบแทนจากความพยายามเหล่านั้น และทำให้ตอนนี้ เชลซี ดูมีรัศมีที่ดีในการมาแข่งขันแย่งตำแหน่งท็อป 4 กับทีมอื่น ๆ

ทั้งหมดทั้งมวลอาจจะเริ่มต้นง่าย ๆ จากคำว่า “ความไว้ใจ” ที่กุนซืออดีตตำนานนักเตะของทีม มอบให้กับนักเตะรุ่นน้องในทีมแต่ละคน

เขาไม่เคยหมดความเชื่อใจในตัว แทมมี อับราฮัม และ เมสัน เมานท์ แล้วยังกล้าที่จะมอบตำแหน่งตัวจริงให้นักเตะอย่าง ฟิกาโย โทโมริ อีกต่างหาก นั้นเอง ที่เป็นกุญแจที่นำมาซึ่งสิ่งที่เรียกว่า “ความมั่นใจ” และนักเตะก็ตอบแทนเขาด้วยผลงานที่ดีแบบที่ไปในช่วงนี้นี่เอง

เมื่อไก่ใส่เกียร์ว่าง?

ผลงาน 6 นัดหลังสุดของ ท็อตแนม ฮอตสเปอร์ เรียกได้ว่า “ดูไม่จืด” ไล่มาตั้งแต่ เสมอ โอลิมเปียกอส 2-2, บุกพ่าย เลสเตอร์ 1-2, พ่ายจุดโทษ โคเชสเตอร์ 3-4 ในคาราบาวคัพ, ชนะ เซาธ์แฮมป์ตัน 2-1 แบบหืดจับ, โดน บาเยิร์น มิวนิค ถล่มยับ 7-2 และ บุกพ่าย ไบรจ์ตัน 0-3

คำถามคือ เกิดอะไรขึ้นกับ สเปอร์ส?

จริง ๆ แล้ว ผลงานที่น่าตกใจนี้ ไม่ได้เพิ่งมาเกิดขึ้นในปีนี้ แต่มันเกิดขึ้นตั้งแต่ปลายฤดูกาลก่อน โดยสถิติ 20 นัดหลังสุดในพรีเมียร์ลีก ท็อตแนม เก็บแต้มรวมได้เพียง 22 คะแนนเท่านั้น ซึ่งเลวร้ายที่สุดนับตั้งแต่ 31 สิงหาคม 2008 – 18 มกราคม 2009 ที่ตอนนั้นได้ 21 คะแนนเท่านั้น

แต่ยังโชคดีคล้าย ๆ กับ ซิตี้ ที่มีช่วงพักเบรกทีมชาติมาขั้นเสียก่อน อาจจะทำให้ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน ได้ปรับจูนอะไรบางอย่างให้เข้าที่ และ ลงตัว แต่ถ้าเวลาราว 2 สัปดาห์นับจากนี้ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง พูดได้คำเดียวว่า

ทั้งสโมสร, นักเตะ และ พอช…เดือดร้อนแน่นอน